เมืองซูโจวมณฑลเจียงซู ปี 1975สภาพผู้คนในเมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมาเมืองริมคลองที่มีสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่ผู้คนในเมืองต่างไม่สนใจชีวิตของคนอื่นพวกเขา้าเพียงเอาตัวรอดไปวันๆในยุคข้าวยากหมากแพงและการถูกควบคุมจากทางการอย่างเข้มงวดก็ไม่อาจทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างอิสระได้
“เฮ้!นั่นเด็กที่ไหนมาเดินแถวนี้น่ะการแต่งตัวก็ไม่เหมือนกับลูกชาวบ้านเลย”ฟู่หนานหันไปถามเพื่อนที่เดินอยู่ข้างกันด้วยสีหน้าสงสัย
“อืม…เราลองเข้าไปถามดีไหมผมกลัวว่าจะมีคนไม่ดีจับเธอไปขายน่ะสิ”ลู่หลิ่วเอ่ยขึ้น
“ไป ไปรีบไปกัน” ฟู่หนานพยักหน้ารับคำและเดินนำหน้าไปก่อน
“แม่หนูพ่อแม่หนูอยู่ไหนครับ”ลู่หลิ่วที่นั่งย่อกายลงจับไหล่บางของเด็กสาวน่ารักตรงหน้าไว้ถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็ห่วง
“พ่อ..แม่..ฮึก...หนูไม่รู้ค่ะฮือ…” เด็กน้อยร้องไห้จ้าออกมาเธอเดินตามหาพ่อแม่นานแล้วก็ไม่เห็นพวกท่านเสียทีพอมีผู้ใหญ่มาถามจึงอดร้องไห้ออกมาไม่ได้
“ชู่…ไม่ร้องนะเด็กดี เธอจำได้ไหมว่าชื่ออะไรพวกอาจะได้พาไปหาตำรวจให้ช่วยตามหาพ่อแม่ของหนูให้ไง”ฟู่หนานรีบเดินไปลูบหัวเด็กสาวตัวน้อยอย่างสงสารในใจเขาคิดว่าท่าทางของเด็กไม่เหมือนลูกคนธรรมดาสักนิดหากพ่อแม่ของเด็ก้าทิ้งเธอคงแทบเป็ไปไม่ได้
“ชื่อของหนูเหรอคะฮึก..หนูจำได้แค่พวกท่านเรียกว่าเพ่ยหยูค่ะคุณอาช่วยหนูตามหาพ่อแม่ด้วยนะคะฮือ…”เด็กน้อยนึกชื่อตัวเองอยู่นานจึงเอ่ยบอกออกไปด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
“เอาล่ะๆ ไม่ร้องนะครับเด็กดีคุณอาจะพาหนูไปหาตำรวจนะ”ลู่หลิ่วรีบอุ้มเพ่ยหยูเข้ามาในอ้อมกอดและเอ่ยปลอบเธอเบาๆ ไปด้วย
“รีบไปกันเถอะเรายังต้องไปติดต่องานที่อื่นอีกนะ”ฟู่หนานกำชับเพื่อนร่วมงาน
“รู้แล้วน่านายก็เดินตามมาเร็วเข้าเถอะ”ลู่หลิ่วหันไปบอกเพื่อนที่ยังคงเดินมองซ้ายขวาอยู่
ฟู่หนานพอได้ยินก็รีบเดินไปเคียงข้างฟู่หนานและคอยมองดูว่ามีใครกำลังตามหาเด็กผู้หญิงน่ารักคนนี้อยู่หรือเปล่าเผื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องไปไกลถึงป้อมตำรวจน่าเสียดายที่ฟู่หนานมองอยู่นานก็ไม่เห็นว่าจะมีใครกำลังตามหาเด็กอยู่เลยเขาเห็นเพียงผู้คนที่เดินไปมาอย่างไร้ชีวิตชีวาตามปกติก็เท่านั้นฟู่หนานได้แต่มองเด็กที่ยังร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเพื่อนร่วมงานอย่างเป็ห่วงหากว่าพ่อแม่เด็กหาไม่เจอจริงๆเด็กคนนี้คงต้องถูกส่งไปยังสถานพักพิงชั่วคราวใกล้กับสถานีรถไฟก่อนแน่ที่นั่นมีสภาพไม่ค่อยดีนักเขากลัวว่าเด็กอาจถูกทำร้ายเพราะเสื้อผ้าราคาแพงที่เธอสวมอยู่ไหนจะสร้อยเงินที่คล้องคอของเด็กก็ดูมีราคาเขาถึงกับกลัวว่าเ้าหน้าที่ในสถานพักพิงจะแย่งของเธอไปขายอีกด้วย
เมื่อทั้งสองพาเพ่ยหยูมาถึงป้อมตำรวจพวกเขาก็เล่ารายละเอียดและสถานที่ที่พบเพ่ยหยูให้ตำรวจฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เด็กน่าจะอายุไม่ถึงห้าขวบเธอถึงได้ไม่รู้ชื่อพ่อแม่แบบนี้พวกคุณให้เธออยู่ที่นี่ก่อนเถอะขอบคุณมากที่พามาส่งนะครับพวกเราจะลองสอบถามตามโรงงานและหน่วยงานต่างๆ เผื่อว่าจะมีใครทำเด็กหายไปให้เอง”ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยขึ้นเขายิ้มบางออกมาเมื่อให้ขนมกับเพ่ยหยูแล้วเธอก็นั่งกินเงียบๆ อย่างมีมารยาทและไม่ได้ร้องไห้เหมือนตอนมาถึงด้วย
“ขอบคุณนะครับคุณตำรวจพวกเราขอตัวกลับไปทำงานก่อนครับ”ลู่หลิ่วเห็นว่าเด็กได้รับการคุ้มครองจากตำรวจแล้วจึงพอจะวางใจได้บ้าง
“เชิญครับหากพบพ่อแม่เด็กแล้วเราจะแจ้งให้ทราบนะครับ”ตำรวจบอกด้วยความหวังดีเขารู้ดีว่าพลเมืองดีเหล่านี้ก็คงอยากรู้ว่าที่สุดแล้วเด็กเป็อย่างไรบ้างกันแน่
สองหนุ่มต่างพยักหน้ายิ้มรับคำพวกเขาได้มอบหมายเลขติดต่อให้ทราบก่อนหน้านี้แล้วว่าพวกเขาทำงานกันที่ไหนหากได้รู้เื่หลังจากนี้ของเด็กผู้หญิงน่ารักคนนี้พวกเขาก็จะได้สบายใจมากยิ่งขึ้นอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็คนพบเด็กและพามาส่งตำรวจ
เพ่ยหยูที่ยังเด็กไม่รู้เื่รู้ราวเลยว่าตอนนี้ตัวเองจะต้องใช้ชีวิตอย่างไรต่อไปในเมืองซูโจวแห่งนี้เธอกำลังหิวเลยนั่งกินขนมจนไม่ทันสังเกตว่าคุณอาสองคนที่ช่วยเธอเอาไว้นั้นไม่อยู่ที่ป้อมตำรวจกับเธอแล้วกว่าเพ่ยหยูจะรู้ตัวอีกทีก็เป็ตอนที่เธอนอนหลับไปแล้วและตื่นขึ้นมาใน่ค่ำของวัน
ตำรวจที่รับตัวเพ่ยหยูเอาไว้รีบโทรสอบถามตามหน่วยงานต่างๆ แต่ก็ไม่พบว่ามีใครแจ้งความคนหายเอาไว้เลยทำเอาตำรวจถึงกับปวดหัวตุบๆที่ต้องคอยดูแลเพ่ยหยูจนกว่าจะครบกำหนดห้าวันก่อนถูกส่งตัวไปยังสถานพักพิงชั่วคราวเขายังไม่มีครอบครัวจึงทำได้แค่หาอาหารและน้ำมาคอยมอบให้เพ่ยหยูเท่านั้นยังดีที่เพ่ยหยูไม่งอแงเหมือนกับที่มาถึงวันแรกเมื่อรู้ว่าคุณอาใจดีสองคนนั้นไม่อยู่กับเธอแล้วทำให้ตำรวจยังพอรับมือกับเด็กวัยย่างห้าขวบอย่างเพ่ยหยูได้อยู่บ้าง
“นี่พวกเราก็ตามหากับลงประกาศเอาไว้หลายวันแล้วนะทำไมไม่มีคนมาติดต่อขอรับตัวเด็กคนนี้กันนะเฮ้อ” เพื่อนตำรวจนายหนึ่งอดถอนหายใจออกมาไม่ได้หลายวันมานี้เขากับเพื่อนต่างผลัดกันดูแลเพ่ยหยูมาตลอดพวกเขาคิดว่าเพ่ยหยูต้องไม่ได้มาจากครอบครัวธรรมดาแน่เพราะเสื้อผ้าและสร้อยคอของเธอไม่เหมือนที่มีขายในเมืองซูโจวเลยสักนิด
“หรือว่าพ่อแม่เธอจะเกิดอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่าถึงไม่ได้มาแจ้งคนหายน่ะ”ตำรวจอีกนายเอ่ยขึ้นบ้างพวกเขายอมเจียดเงินเดือนเล็กน้อยมาช่วยกันซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เพ่ยหยูสองชุดเพื่อผลัดเปลี่ยนใน่หลายวันมานี้ส่วนเสื้อผ้าและสร้อยคอของเพ่ยหยูนั้นพวกเขาต่างเก็บใส่กระเป๋าและปิดล็อกอย่างดีป้องกันการสูญหายด้วย
“อืม…อาจเป็ไปได้นะอีกสองวันเรายังต้องส่งเธอไปที่สถานพักพิงชั่วคราวอีกนี่ครบกำหนดในการตามหาของพวกเราแล้วไม่รู้ว่าเธอจะถูกเด็กที่นั่นรังแกหรือเปล่า”เขาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวลพวกเขาดูแลเพ่ยหยูมาหลายวันก็พบว่าเธอเป็เด็กว่านอนสอนง่ายและเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่างอย่างมากทั้งที่อายุแค่นี้แต่เพ่ยหยูกลับไม่ติดเล่นเหมือนเด็กคนอื่นเธอมักจะสนใจหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีอยู่ในป้อมตำรวจมากกว่าจะเล่นของเล่นเสียอีก
“คงต้องปล่อยให้เป็ไปตามยถากรรมแล้วล่ะนายก็รู้ว่าเราคงเลี้ยงเธอไม่ได้หรอก”เพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้นมาบ้างพวกเขาต่างเอ็นดูความน่ารักและรู้ความของเพ่ยหยูกันทั้งนั้น
สองวันต่อมา
ตำรวจจำเป็ต้องพาเพ่ยหยูไปยังสถานพักพิงชั่วคราวตามระเบียบเขายังแอบกำชับไม่ให้เพ่ยหยูหยิบเสื้อผ้าตัวสวยกับสร้อยคอออกจากกระเป๋าเดินทางเพราะกลัวว่าจะมีคนคิดไม่ซื่อกับเพ่ยหยูและแย่งสิ่งของติดตัวในวันที่เธอหายไปขายเสียก่อนเขายังหวังว่าในอนาคตเพ่ยหยูจะสามารถใช้ของพวกนี้เป็เครื่องมือตามหาพ่อแม่ของเธออยู่
“ขอบคุณพวกคุณลุงมากนะคะที่ดูแลหนูมาหลายวันหนูอยู่ที่นี่ได้ค่ะ”เพ่ยหยูยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นว่าภายในสถานพักพิงมีคนมากมายหลายสิบคนอยู่ด้วย