"อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น... พรุ่งนี้ก่อนดวงตะวันจะตั้งตระหง่านตรงหัว เราก็จะเข้าสู่เขตกำแพงเมือง ตงหยาง เสียที" เฉินอี้ หัวหน้ามือปราบผู้เคร่งขรึมเอ่ยขึ้น พลางทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าที่ถูกย้อมด้วยแสงสีส้มอมม่วงยามโพล้เพล้ ขณะที่เขาสั่งการให้ขบวนหยุดพักตั้งค่ายเป็คืนสุดท้ายก่อนถึงจุดหมายปลายทาง
ลู่ชิงที่นั่งโงนเงนอยู่บนหลังม้าจนก้นแทบจะชาไร้ความรู้สึก แววตาที่เคยใสซื่อของบัณฑิตหนุ่มบัดนี้ดูเลื่อนลอยคล้ายคนสติหลุดไปชั่วขณะ ลำพังการเดินทางจากหมู่บ้านชายแดนอันกันดารที่แทบจะไม่มีชื่อในแผนที่มาถึงที่นี่ กินเวลาไปสิบกว่าวัน ระยะทางหลายร้อยลี้ที่แสนไกลทำเอาเขารู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่และอันตรายเสียจนน่าขนพองสยองเกล้า แต่ลู่ชิงก็หาได้นำพาต่อความยากลำบากเ่าั้ไม่ สิ่งเดียวที่อยู่ในสมองอันปราดเปรื่องของเขาคือ ขอเพียงไม่มีโจรป่าหน้ามหดโผล่มาปล้นเสบียงอันน้อยนิด และขอให้มีมื้อค่ำอุ่นๆ รสชาติไม่ย่ำแย่นักตกถึงท้อง เขาก็พร้อมจะกราบไหว้ฟ้าดินว่าเมตตาบัณฑิตตกยากผู้นี้เหลือเกินแล้ว
ทว่าใน่สัปดาห์ที่ผ่านมา ลู่ชิงกลับมีพฤติกรรมที่ทำเอาเหล่ามือปราบถึงกับต้องแอบซุบซิบกันลับหลังนินทากันสนุกปาก ทุกครั้งที่ขบวนหยุดพัก ไม่ว่าจะเป็พักม้าหรือพักค่าย เขาจะรีบะโลงจากหลังม้า (ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ) แล้ววิ่งไปปลีกตัวอยู่ลำพังใต้โคนต้นไม้ใหญ่ เพื่อฝึกฝนท่ายืดเส้นยืดสายที่เขาตั้งชื่อไว้อย่างหรูหราว่า "กายบริหารสามท่าสลายปวดหลัง" อย่างเอาเป็เอาตาย
หากมีมหาเซียนเร้นกายหรือยอดคนแห่งยุคพำนักอยู่ในป่าแถบนี้ คงต้องช็อกจนธาตุไฟแตกซ่าน เพราะ จินตาน (แกนทองคำ) ภายในกายของลู่ชิงที่เพิ่งก่อตัวขึ้นจากขั้นสร้างรากฐาน กำลังหมุนวนและดึงดูดพลังปราณบริสุทธิ์รอบข้างจนขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ประดุจดวงตะวันที่กำลังก่อตัวในห้วงจักรวาล ทุกครั้งที่เขาบิดเอวหรือยืดแขน พลังปราณจะพุ่งพล่านไปตามเส้นชีพจรราวกับกระแสน้ำป่าพุ่งทลายเขื่อน ทว่าเ้าตัวลู่ชิงกลับทำเพียงแค่ขมวดคิ้วพลางลูบท้องที่ส่งเสียงโครกคราก
"พิลึกจริง... ทำไม่นี้ข้าถึงรู้สึกแน่นท้องนักนะ หรือว่าถั่วต้มเมื่อวานจะยังไม่สุกดี ลมในกระเพาะข้าถึงได้ตีกันนัวเนียประหนึ่งมีัสู้กับพยัคฆ์อยู่ในพุงเช่นนี้! หรือข้าควรจะงดกินของป่ามั่วซั่วเสียที"
นอกเหนือจากวิชาบริหารกายที่ทำเอาเหล่ามือปราบงงงวยประหนึ่งเห็นคนบ้าแล้ว สิ่งที่ลู่ชิงหมกมุ่นที่สุดชนิดไม่ลืมหูลืมตา คือการหยิบพู่กันไม้ไผ่เก่าๆ และแท่นหมึกคู่ใจออกมานั่งคัดลายมือหน้าดำคร่ำเครียดท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันอันริบหรี่ เขาพยายามเลียนแบบลายเส้นในหน้าหนังสือที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวอักษรวิจิตรขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ในบทที่ชื่อว่า "หนึ่งขีดเบิกฟ้า"
"ประหลาด... ประหลาดแท้ๆ" ลู่ชิงพึมพำกับตัวเองพลางเกาหัวจนผมเผ้ายุ่งเหยิง
"หน้าอื่นๆ ในหนังสือเล่มนี้เขียนหวัดยังกับไก่เขี่ย สระอาสระอะโย้เย้เหมือนคนเขียนกำลังเมาเหล้าขาวอย่างหนัก แต่เหตุใดพอมาถึงบทนี้ ลายเส้นกลับประณีต ล้ำลึก และมีพลังกดดันคมกริบประดุจใบมีดโกนที่เพิ่งลับใหม่ๆ เช่นนี้เล่า? ตาเฒ่าเ้าของหนังสือคนนั้นแอบจ้างจิตรกรหลวงมาเขียนแทนหรืออย่างไร?"
ด้วยเืของบัณฑิตผู้รักในการเขียนพู่กันเป็ชีวิตจิตใจ ลายเส้นที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันลึกลับและท้าทายนี้ทำให้เขานั่งคัดอยู่นับสิบนับร้อยครั้งตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาแทบจะไม่เสวนากับผู้ใด แม้แต่หูเถียนที่พยายามเอาขนมมาล่อเขาก็ยังถูกเมิน ราวกับจิติญญาของเขาถูกสูดเข้าไปอยู่ในแผ่นกระดาษขาวนั้น เหล่ามือปราบที่เคยอยากเข้าไปพูดคุยทำความสนิทสนมต่างพากันเดินเลี่ยงไปทางอื่น เพราะเพียงแค่เข้าใกล้ลู่ชิงในระยะสิบก้าว พวกเขาก็รู้สึกได้ถึง "แรงกดดัน" บางอย่างที่ทำให้หายใจติดขัดประหนึ่งมีหินก้อนมหึมามาทับอกไว้
กระทั่งใน่ดึกสงัดของคืนสุดท้ายก่อนถึงเมืองตงหยาง เสียงะโอย่างบ้าคลั่งที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจสุดขีดก็ดังทะลุความเงียบของป่า จนฝูงนกที่นอนอยู่บนกิ่งไม้ถึงกับบินพรึ่บพรั่บด้วยความใ!
"สำเร็จแล้วโว้ยยย! ฮ่าๆๆๆ! ในที่สุดข้าก็ทำได้! ์มีตา บัณฑิตลู่ชิงคนนี้ชนะแล้ว!"
ลู่ชิงชูกระดาษที่ชุ่มไปด้วยน้ำหมึกส่งกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นเหนือหัว พลางหัวเราะร่าด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยเหงื่อเย็นๆ เฉินอี้ที่นั่งลับดาบอยู่กองไฟใกล้ๆ ถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนดาบเกือบบาดนิ้วมือ เขารีบก้าวเท้าเข้ามาดูด้วยความฉงนปนระแวง
"ท่านลู่... เกิดเื่อันใดขึ้น? ท่านถูกผีป่าเข้าสิงหรือถูกแมลงป่องต่อยรึ ถึงได้ร้องโวยวายกลางดึกปานจะขาดใจเช่นนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้ๆ จะนึกว่าเรากำลังเชือดหมูกันหมดแล้ว!"
"ท่านหัวหน้าเฉินอี้ ดูนี่สิ! ดูความวิจิตรนี่!" ลู่ชิงชูกระดาษให้ดูด้วยท่าทางภาคภูมิใจปานได้ใบประกาศนียบัตรจอหงวน
"ข้าพยายามเลียนแบบลายมือตาเฒ่าคนนั้นมาเกือบสามวันสามคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ในที่สุดข้าก็คัดบทกลอนนี้ได้สมบูรณ์จบกระบวนความเสียที! ท่านดูเส้นที่ลากลงมานี่สิ... มันช่างตรง คม และดูมีสง่าราศีปานไม้บรรทัดเหล็กจากวังหลวง!"
เฉินอี้ขมวดคิ้วแน่น เพ่งมองบทกลอนเต๋าที่ถ้อยคำล้ำลึกเกินกว่าสามัญชนจะเข้าใจ
“หนึ่งขีดว่างเปล่า ไร้ขอบเขตประจักษ์ฟ้ารวมศูนย์สรรพสิ่ง จารึกโกลาหลพลิกผันวิถี ดับสิ้นแสงดาราเบิกทางนิรันดร์ เหนืออาณัติแห่ง์"เฉินอี้กะพริบตาปริบๆ มองอักษรเ่าั้อย่างตั้งใจ แม้เขาจะได้รับการศึกษามาบ้างแต่มันก็ยังเป็เพียงตัวอักษรในสายตาเขา
"แล้วอย่างไรต่อรึท่านลู่? ลายมือสวยดีอยู่หรอก แต่ท่านดีใจปานได้รับสมรสพระราชทานเพียงเพราะคัดลายมือตามบทกลอนที่ฟังดูเพ้อเจ้อพวกนี้เสร็จเนี่ยนะ? ท่านเป็บัณฑิตที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมาจริงๆ"
"ท่านไม่เข้าใจความลุ่มลึกหรอกท่านหัวหน้า!" ลู่ชิงปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผากพลางอธิบายอย่างออกรสออกชาติ
"ปกติข้าคัดลายมือตามผู้ใดก็ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือต่อหน้ากระจก แต่บทกลอนนี้มันร้ายกาจนัก! ยามข้าตวัดพู่กันลงไปแต่ละขีด ข้ากลับรู้สึกเหนื่อยหอบปานจะขาดใจ ร่างกายข้ามันวูบวาบเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบหายไปในรอยหมึกดำนั่น ข้าต้องฮึดสู้จนปราณ... เอ๊ย จนลมหายใจเกือบจะหมดกะเพาะ กว่าจะลากเส้นสุดท้ายให้จบได้เนี่ย! นี่มันไม่ใช่แค่การเขียนหนังสือนะท่าน มันคือการออกไปทำาบนแผ่นกระดาษชัดๆ!"
หูเถียนที่เพิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมางัวเงียขยี้ตา ได้ยินเข้าก็แอบกระซิบกับเพื่อนมือปราบข้างๆ อย่างขบขัน
"ดูสิ... ข้าว่าแล้ว บัณฑิตคนนี้ถ้าไม่เพี้ยนก็คงเมาหมึก คัดลายมือจนเหงื่อท่วมกายปานไปแบกข้าวสารห้ากระสอบ ถ้าไม่ติดที่เขาเคยล้มหัวหน้าโจรได้ด้วยท่าประหลาด ข้าคงนึกว่าเขาแอบไปดมพรรณไม้พิษจนสมองเลอะเลือนไปแล้ว"
เหล่ามือปราบคนอื่นๆ พยักหน้าเห็นพ้อง พวกเขาเรียนมาน้อยย่อมมองไม่ออกว่า "หนึ่งขีดเบิกฟ้า" ของลู่ชิงนั้น แท้จริงคือการกลั่นเอาพลังปราณจินตานออกมาจารึกอักษร หากใครสังเกตดีๆ กระดาษแผ่นที่ดูบางเบานั้น กลับดู "หนักอึ้ง" อย่างประหลาด จนโต๊ะไม้ผุๆ ที่ลู่ชิงใช้รองเขียนถึงกับมีรอยร้าวร่องลึกเกิดขึ้นตรงกลางจุดที่เขาวางพู่กันลง!
ทุกคนมองลู่ชิงเป็บัณฑิตบ้าคัดลายมือ แต่ก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะออกมาดังๆ เพราะในใจพวกเขายังคงเชื่อฝังหัวว่า "ยอดฝีมือ" มักจะมีพฤติกรรมพิเรนทร์ๆ เสมอ และการคัดลายมือจนหอบแฮกนี้อาจจะเป็การฝึกวิชาลับ "นิ้วดรรชนีพิฆาตอักษร" อะไรทำนองนั้นก็เป็ได้
"เอาเถิดท่านลู่ ในเมื่อท่านบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของท่านแล้ว ก็รีบดับตะเกียงนอนเสียเถิด" เฉินอี้กล่าวพลางส่ายหน้าขำๆ
"พรุ่งนี้เราต้องเข้าเมืองตงหยาง ข้าหวังว่าท่านจะไม่ไปยืนตวัดพู่กันกลางประตูเมืองจนทหารยามนึกว่าท่านมาเขียนป้ายประท้วงเข้าล่ะ"
ลู่ชิงพยักหน้ารับคำพลางกอดกระดาษแผ่นนั้นไว้อย่างหวงแหนประดุจสมบัติล้ำค่า
"ท่านหัวหน้าไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ข้าจะเอาบทกลอนนี้ไปอวดชาวเมืองตงหยางให้ดู ว่าบัณฑิตจากหมู่บ้านชายแดนอย่างลู่ชิง ก็มีลายมือที่ 'เบิกฟ้า' ได้จริงๆ!"
เขาเอนกายลงนอนด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบ โดยหารู้ไม่ว่าอักษรที่เขาเพิ่งจารึกเสร็จนั้น กำลังแผ่ซ่านไอเย็นอันลึกลับออกมาปกคลุมทั่วบริเวณค่ายพักแรมไปเรียบร้อยแล้ว