Gashapong Cupid เมื่อผมสุ่มกาชาเเล้วได้เป็นกามเทพ

    บทที่ 1

    ‘หืม? หมอกงั้นเหรอ?’ชายหนุ่มกล่าวถามตัวเองในใจ เมื่อสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยหมอกสีขาว เขาพยายามตั้งสติมองทะลุออกไปภายนอกเพื่อหาแสงสว่างส่องทาง พร้อมกับเท้าที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายในใจที่สับสนของชายหนุ่มก็คิดหาความจริงอย่างไม่หยุดยั้ง ‘ที่นี่คือที่ไหนกัน? แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?’เอ้ะ! เรา...เราเป็นใคร?‘ทำไม ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลย?’เขารู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาในทันใด หัวสมองที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความทรงจำ สำหรับชายหนุ่มแล้วมันเป็นความทุกข์ทรมานที่น่าหวาดกลัวจับใจ จนอยากจะทรุดเข่าลงร้องไห้อยู่กับพื้น แต่... ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เมื่อรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองมีอะไรที่แปลกไป เขาอยากจะลงไปคุกเข่ากับพื้นแต่กลับทำไม่ได้ สองขากลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้ สองมือที่พยายามจะยกขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่านี่คือเรื่องจริง แต่ก็ทำไม่ได้เช่นกัน และตอนนี้ชายหนุ่มไม่อาจควบคุมตัวเองได้เลย‘เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับเรากัน? นี่มันเรื่องบ้าอะไร! นี่คือความฝันใช่ไหม? ใช่! นี่ต้องเป็นความฝันแน่ๆ’ เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทำให้ชายหนุ่มหาคำตอบมายืนยันได้เพียงอย่างเดียวว่านี่คือความฝัน ความฝันในยามที่เขากำลังหลับใหลอยู่นั่นเอง ความฝันเหตุใดจึงให้ความรู้สึกสมจริงเช่นนี้ สัมผัสความหนาวเหน็บของหมอกหนาทึบรอบตัวนั้นเป็นของจริง มันหนาวอย่างกับว่าเขากำลังเดินเปลือยเปล่าอยู่บนภูเขาสูงอย่างไรอย่างนั้น ทั่วทุกอณูร่างกายรู้สึกได้เพียงความหนาวเย็น แต่สิ่งที่ชายหนุ่มค้นพบมันไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เมื่อสองขาตัวเองก้าวออกมาพ้นจากละอองหมอกหนาแน่น สิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้ามันทำให้ชายหนุ่มต้องตกตะลึง แม้ไม่อาจอ้าปากร้องอุทานเสียงดัง“โอ้! แม่เจ้า! นี่มันเรื่องเ-ชี่-ยอะไรฟะ!”แต่ในใจก็ตะโกนออกมาดังไม่น้อย เพราะว่าเบื้องหน้าของเขาคือสะพานที่ทอดยาวไร้สิ้นสุดซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน ชายหนุ่มเดินเข้ามาต่อแถวตามที่ขาพามา ทุกย่างที่ก้าวเดินนั้นเป็นไปพร้อมกันหมดทุกคน ใช่แล้วทุกคนจริงๆ เหมือนกับว่าทุกคนที่อยู่บนสะพานยาวแห่งนี้ จะกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกควบคุมไปเสียแล้ว ยิ่งคิดยิ่งหวาดผวา ในใจของเขาเต็มไปด้วยความกลัวจับใจ จนอยากจะวิ่งหนีจากที่แห่งนี้ไปเสียพ้นๆ‘เรา เราต้องไปจากที่นี่ นี่มันที่บ้าอะไรกัน บัดซบเอ้ย!’ แม้ว่าจะพยายามเท่าไรสายตาของเขาก็ทำได้เพียงกวาดไปมาเท่านั้น และภาพที่เห็นก็มีแค่คนต่อแถวยาวบนสะพาน ซึ่งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินสีดำทะมึน และสายหมอกหนาอันเหน็บหนาวเท่านั้น แต่ก็เพียงไม่นานต่อจากนั้นหมอกหนาก็เข้ามาปกคลุมร่างของชายหนุ่มอีกครั้ง จนกระทั่งเขาก้าวเดินออกมาพ้นสายหมอก ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปจนน่าตกใจหนักยิ่งกว่าเดิม เขาตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้าจนแทบก้าวขาไม่ออก แต่อย่างไรก็ไม่อาจควบคุมขาตัวเองได้อยู่แล้ว‘นี่มันงานคอสเพลย์หรือไงกันวะ? แล้วไอ้ยักษ์ตัวใหญ่ๆพวกนั้นมันคืออะไร ไอ้วิญญาณที่ลอยไปลอยมามันคือตัวอะไรกัน’ คำถามมากมายเกิดขึ้นมาในใจของชายหนุ่มอย่างช่วยไม่ได้ สำหรับสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็ถือว่ายากจะเชื่อถือได้จริงๆสำหรับคนทั่วไป ในที่สุดชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงพูดที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ได้สติขึ้นมาในดินแดนแห่งหมอกนี้ มันเป็นเสียงของ เอิ่ม...น่าจะเป็นผู้ชายเพราะเสียงที่แหบทุ้มน่าสยองแบบนั้น ออกมาจากคนตัวใหญ่ที่เอาผ้าขี้ริ้วขาดๆมาคลุมหัวจนมองไม่เห็นหน้า ซึ่งเขาก็นั่งอยู่หลังโต๊ะตรงหน้าของชายหนุ่มนั่นเอง“นายชัย เป็นข้าราชการคอรัปชั่น แต่ก็ช่วยคนไว้มาก สะสมเศษเสี้ยววิญญาณได้504ดวง ชาตินี้ไปเกิดใหม่เป็นหมา” เสียงแหบแห้งดังฟังชัดเข้ามาในโสตประสาทของชายหนุ่ม แต่คนน่ากลัวในชุดผ้าขี้ริ้วนั้นไม่ได้กล่าวกับเขา กลับเป็นคนที่ยืนอยู่คนแรกหน้าแถว หลังจากเสียงชี้ขาดชะตากล่าวจบ คนที่ชื่อนายชัยก็ถูกยักษ์ตัวสีแดงน่ากลัวลาก เอ้ย! พาตัวไปอีกทางหนึ่ง ส่วนแถวก็ขยับเข้าใกล้ผู้ตัดสินในผ้าขี้ริ้วเข้าไปอีกก้าว พร้อมกับความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัวของชายหนุ่ม‘นี่มันไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริง เราตายไปแล้ว! และที่นี่ก็คือนรก ไอ้คนที่ใส่ผ้าขาดๆนั่นก็คือยมบาลแน่ๆ’ กว่าเขาจะเข้าใจทุกอย่างได้ก็ต้องมาเห็นความจริงตรงหน้าเสียก่อน หลังจากที่คิดได้เมื่อเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องไปเกิดใหม่เป็นตัวอะไร หรือว่าจะต้องตกนรกหมกไหม้กันแน่ และเสียงที่น่าสยองของผู้ตัดสินชะตาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง จนทำให้ชายหนุ่มต้องตั้งใจฟัง“นางสาวอิซซาเบลล่า ฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน มีชู้ถึง 10 ครั้ง สะสมเศษเสี้ยววิญญาณได้326ดวง ชาตินี้ไปเกิดใหม่เป็นแมลงสาบ!” คำตัดสินดังขึ้นอีกครั้ง ยิ่งเมื่อได้ยินว่าผู้หญิงคนนั้นต้องไปเกิดใหม่เป็นอะไรยิ่งทำให้ชายหนุ่มกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุข ถึงแม้เขาจะขยับตัวไม่ได้ก็ตาม‘ทำไงดี ทำไงดี เราก็จำอะไรไม่ได้เลยว่าก่อนตายเราทำเรื่องไม่ดีอะไรไว้บ้าง แล้วอย่างนี้เราจะแก้ตัวยังไงวะเนี่ย ฉันไม่อยากไปเป็นแมลงสาบนะเฟ่ย!’ เขายิ่งคิดยิ่งกลุ้มกับตัวเอง เมื่อในที่สุดก็ถึงคิวของตน จนกระทั่งเสียงชายในผ้าขี้ริ้วกล่าวคำตัดสินของวิญญาณต่อมา“เจอกันรอบที่ 10 แล้วนะนายหวี่หวี่ กิน ขับถ่าย ผสมพันธุ์ และนอนอยู่อย่างนั้นมาตลอดชีวิต ไม่ได้เบียดเบียนใคร สะสมเศษเสี้ยววิญญาณได้ 34 ดวง แต่ด้วยกรรมเก่าที่มีมายังใช้ไม่หมด ชาตินี้จึงต้องไปเกิดใหม่เป็นแมลงหวี่อีกรอบ”‘เห้ย! เดี๋ยวๆชีวิตผมสบายขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วผมไม่ได้ทำผิดอะไรทำไมต้องเกิดไปเป็นแมลงหวี่ด้วยล่ะ?’ ยังไม่ทันที่เขาจะได้ประท้วงอะไรออกมา ยักษ์ตัวแดงก็เดินเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่มแล้ว ด้วยความตกใจสุดขีดแต่ถึงอยากจะหลบยังไงก็หลบไม่พ้น แม้แต่หลับตาก็ยังทำไม่ได้ ชายหนุ่มได้แต่รู้สึกสิ้นหวังเท่านั้น เพียงแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ มือยักษ์สีแดงอันใหญ่โตคว้าอากาศตรงหน้าเขาแล้วก็หันหลังเดินจากไปทันที‘เอ้า! รอดเฉย รึ...รึว่านายหวี่หวี่อะไรนั่นจะหมายถึงแมลงหวี่อย่างนั้นเหรอ? งั้นแสดงว่าคนที่เข้าแถวก่อนหน้าเราก็คือแมลงหวี่ที่มีอายุสั้นมากๆสินะ เขาถึงต้องกลับไปเกิดเป็นแบบนั้นอีกครั้งเพราะยังชดใช้กรรมไม่หมด’ ในที่สุดเขาก็เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเสียที แต่นั่นก็หมายความว่าคิวต่อไปก็ถึงตาของชายหนุ่มแล้วเช่นกัน“นายกรณ์ ทำธุรกิจสีเทา ผูกขาดการค้าหลายประเภท ชักใยอยู่เบื้องหลังนักการเมือง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศจนกลายเป็นสงคราม อาหารขาดแคลน เกิดโรคระบาด ผู้คนบริสุทธิ์ล้มตายไปมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องภรรยาอันเป็นที่รัก..อืมมม”เสียงแหบแห้งที่เปล่งออกมาจากชายไร้หน้าในผ้าขี้ริ้ว บ่งบอกได้ถึงความไม่เข้าใจ และสิ่งที่เขากล่าวมานี้ก็มาจากการอ่านหนังสือเล่มโตที่อยู่บนโต๊ะนั่นเอง ที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับหนุ่มตรงหน้า ที่สำคัญไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ตัดสินเท่านั้นที่งง แต่ผู้ช่วยของเขาที่เป็นวัยรุ่นหนุ่มหน้าใส ซึ่งกำลังยืนจดบันทึกข้อมูลอยู่ด้านข้างก็ไม่เข้าใจในผลการรายงานเช่นกัน แน่นอนคนที่งงกว่าใครก็คือนายกรณ์นั่นเอง ‘นี่พวกเขาหมายถึงฉันเหรอ? โครตเท่เลยว่ะ ถ้าเพื่อเธอแล้วต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ฉันก็ยอม มาเฟียแบดบอยสุดๆ’ กรณ์รู้สึกว่าชีวิตก่อนตายของเขานั้นช่างมีสีสันจริงๆ “อืม...ถ้าปกติทำบาปหนักเช่นนี้ข้าจะต้องส่งเจ้าเกิดเป็นไส้เดือนไปแล้ว! แต่ทว่า.. เจ้านั้นได้สะสมเศษเสี้ยววิญญาณครบ 1,000 ดวงพอดี นั่นก็หมายความว่า.. เจ้าจะได้รับสิทธิ์เกิดใหม่เป็น ‘เทพ’ โดยปริยาย เบิกเครื่องกาชาปองหัวมังกร!” ท่าทางที่เคร่งขรึมของผู้ตัดสินไร้หน้าภายใต้ผ้าคลุมขาดๆกลายเป็นคึกคักขึ้นมา พร้อมสั่งการลูกน้องให้นำของบางอย่างมา “เทพงั้นเหรอ?.. อ๊ะ! กาชาปอง เอาจริงดิ!”