ลุงขายหมึกพูดจาตรงไปตรงมา พูดจบก็หมุนตัวเดินนำไปทันที
ท่าทางของเขาดูเหมือนจะมีฝีมือจริงๆ ไม่ใช่แค่คนธรรมดา ผมรีบเดินตามไปอย่างไม่ลังเลเพราะมาที่นี่ก็เพื่อหาเขาโดยเฉพาะ
วันนี้แผงของลุงตั้งอยู่ในมุมเงียบๆตรงปากซอยแห่งหนึ่งซึ่งแทบไม่มีคนเดินผ่าน เมื่อมาถึงแผงของตัวเอง ลุงขายหมึกก็หยิบหมึกออกมาสองสามตัวจุดไฟ แล้วเริ่มย่างหมึกอย่างใจเย็น ท่าทางดูผ่อนคลายราวกับไม่มีอะไรน่ากังวล
ผมมองเขาอยู่สักพัก พยายามคิดว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดี แต่ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยอะไรลุงกลับพูดขึ้นมาก่อน
“พ่อหนุ่ม...เมื่อวานนี้ลุงดูออกว่า ‘พลังชีวิต’ ของนายแทบไม่เหลือ แถมยังรับ ‘เหรียญนำิญญา’ นั่นไปอีก ตามหลักแล้วนายควรจะไม่รอดถึงเช้านี้ด้วยซ้ำ” ลุงหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะมองมาด้วยแววตาสงสัย
“แต่ที่ลุงอยากรู้คือ...เมื่อคืนนายรอดมาได้ยังไง” ลุงขายหมึกไม่ได้เงยหน้ามองผมยังคงจับตะหลิวกดหมึกลงบนกระทะ เสียงหมึกย่าง“ซ่าๆ” ดังจากน้ำมันที่แตกตัว กลิ่นหอมของหมึกย่างลอยมาเตะจมูกจนผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัวแต่ถึงอย่างนั้นผมก็พยายามตั้งสติ ตอบคำถามลุงไปว่า
“ลุงครับเมื่อคืนผมเอาขี้เถ้าของกระดาษเงินกระดาษทองป้ายลงบนเสื้อแล้วก็ถือชามกระเบื้องสีขาวติดมือไว้ตลอดทั้งคืน แบบนั้นแหละถึงรอดมาได้”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด ลุงขายหมึกก็หยุดมือกะทันหันราวกับคำพูดของผมไปกระตุ้นอะไรบางอย่างในใจเขา เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาประหลาดใจแล้วพูดว่า
“อ้อ! ขี้เถ้าป้ายเสื้อถือชามกระเบื้อง...มิน่าล่ะเมื่อคืนนายถึงรอดมาได้ น่าสนใจ น่าสนใจมาก”
ลุงจ้องหน้าผมแล้วถามต่อด้วยความอยากรู้ “ว่าแต่วิธีนี้ นายคิดขึ้นมาเองงั้นเหรอ”
ลุงขายหมึกเบิกตาขึ้น มองผมด้วยความสนใจปนสงสัย แต่ผมส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“เปล่าครับ เป็พี่คนส่งอาหารที่สอนผมมา”
“คนส่งอาหาร?” ลุงขายหมึกดูประหลาดใจยิ่งขึ้น
ผมจึงเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เขาฟังั้แ่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะฝนตกที่ทำให้ผมต้องหลบเข้าไปในศาลาไปจนถึงการถูกสิ่งสกปรกบางอย่างพยายามแย่งเสื้อผ้า เล่าถึงวิธีที่ผมใช้ชามกระเบื้องสีขาวป้องกันตัวและการสวดมนต์ที่ช่วยขับไล่พวกเขาออกไป...
เมื่อฟังจบ ลุงขายหมึกไม่สามารถสงบเหมือนเดิมได้อีกใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความใและไม่อยากเชื่อ
เขานิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจ แล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“นายก็ถือว่าเป็ ‘คนดีผีคุ้ม’ ถึงได้เจอผีน้อยที่ช่วยนายไว้แบบนั้น แต่เด็กมหาวิทยาลัยธรรมดาอย่างนายใช้แค่ชามกระเบื้องสีขาวกับการสวดมนต์ไม่กี่คำกลับสามารถขับไล่พวกิญญาเร่ร่อนในศาลาไปได้หมด ถือว่าเป็เื่เหลือเชื่อจริงๆ”
ผมยิ้มแหยๆ อย่างเก้อเขินตอนนั้นผมสวดมนต์และถือชามกระเบื้องสีขาวต่อสู้กับพวกสิ่งสกปรกเ่าั้ก็จริงแต่กลิ่นประหลาดเหมือนมีเหมือนไม่มีที่ผมได้กลิ่นตอนนั้นผมก็ยังไม่แน่ใจจนถึงตอนนี้ว่าเป็ไปได้ไหมที่เสี่ยวอวี่แฟนเก่าของผมจะปรากฏตัวขึ้นจริงๆแต่ลังเลอยู่นาน ผมก็เลือกที่จะไม่พูดถึงเื่นี้
ลุงขายหมึกเห็นผมพยักหน้า ก็ถอนหายใจยาวแล้วพูดว่า “ไม่เลวนะนายนี่กล้าใช้ได้ ดวงคงยังไม่ถึงฆาต และในเมื่อเจอนายแล้วก็ถือเป็วาสนาของเรา ลุงแซ่อวี๋เรียก ‘ลุงอวี๋’ ก็แล้วกัน ส่วนเื่ของนาย ลุงจะช่วยจัดการให้เอง”
พูดจบ ลุงก็หยิบหมึกที่ย่างเสร็จแล้วส่งมาให้ผม
ผมรู้สึกดีใจอย่างมาก รับหมึกจากลุงอวี๋ด้วยความขอบคุณพลางพูดว่า “ขอบคุณครับลุงอวี๋”
จากนั้นผมก็ถามขึ้นว่า “ว่าแต่ลุงอวี๋ ทำไมเหรียญนั่นถึงเรียกว่า ‘เหรียญนำิญญา’ ล่ะครับ แล้วทำไม่นี้ผมถึงเจอแต่พวกสิ่งสกปรกพวกนั้นตลอด”
ลุงอวี๋ฟังคำถามผมจนจบ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “เหรียญนำิญญาน่ะมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เหรียญที่พาไปเป็ผี’ ใครที่ดวงอ่อนหรือพลังชีวิตต่ำ ถ้ารับเหรียญแบบนี้ไว้ก็ไม่แคล้วต้องตายนายจะมองว่าเป็ ‘เหรียญเปลี่ยนชีวิต’ แบบหนึ่งก็ได้ เป็ของที่พวกสิ่งสกปรกใช้ทำเครื่องหมายไว้กับคนที่มันหมายตาเพื่อให้ง่ายต่อการดูดพลังชีวิต ที่นายเห็นพวกสิ่งสกปรกบ่อยๆนั่นเพราะ่นี้ดวงไม่ดี พลังชีวิตอ่อนแอ และเข้าใกล้พวกิญญาบ่อยเกินไปก็เลยมองเห็นพวกนั้นได้ง่ายขึ้น
“พวกสิ่งสกปรกพวกนั้นมักจะชอบตามติดคนอย่างนายเป็พิเศษ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ผมก็เริ่มใจไม่สงบ แต่ลุงอวี๋กลับยิ้มกว้างพลางพูดว่า “ไม่ต้องกลัวไปหรอกแค่ไล่พวกสิ่งสกปรกพวกนั้นออกไปให้หมด แล้วออกไปตากแดดบ่อยๆ ‘พลังชีวิต’ ของนายก็จะกลับมาเข้มแข็งเองถึงตอนนั้นนายก็จะไม่เห็นพวกสิ่งสกปรกพวกนี้อีกแล้ว
“เมื่อวานลุงพูดไว้ว่า ถ้านายกลับมาอีกลุงจะรับ ‘เหรียญนำิญญา’ จากนาย แถมเลี้ยงหมึกจนอิ่ม ลุงก็ทำตามที่พูดแล้ว รีบลองชิมดูสิ”
ผมรับหมึกในมือขึ้นมากิน พลางตอบด้วยน้ำเสียงฝืดๆ ว่า “อืม”แม้จะรู้สึกขมในใจ แต่รสชาติของหมึกครั้งนี้กลับอร่อยกว่าที่ลุงทำเมื่อวานเสียอีก
ทันใดนั้นลุงอวี๋ก็พูดขึ้นมาอีกว่า “พ่อหนุ่ม เมื่อวานลุงบอกว่าจะเลี้ยงหมึกฟรีลุงก็ทำตามที่พูดแล้ว แต่ถ้านายอยากให้ลุงช่วยเื่ ‘เหรียญนำิญญา’ นั่น มันก็อีกเื่หนึ่ง เพราะงั้น นายต้องจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มต่างหาก”
เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็หยุดกินทันที เงยหน้าขึ้นมองลุงอวี๋ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาดูเป็ชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างอวบอ้วน หัวล้านจนแทบไม่มีผมสักเส้นดูมันเยิ้มไปหมด แต่ตอนนี้กลับยืนจ้องผมด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ลุงอวี๋...ลุงคิดค่าช่วยเท่าไหร่” ผมถามออกไปโดยไม่ทันได้คิด
ผมเป็เด็กจากชนบท เติบโตมากับปู่ ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ดีนักรายได้หลักของครอบครัวมาจากการขายไก่ขายเป็ด และมันฝรั่งกับมันเทศที่ปลูกไว้พอเลี้ยงชีพไปวันๆ ค่าหน่วยกิตเรียนมหาวิทยาลัยก็ต้องกู้เงินมาส่วนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ ผมก็ต้องทำงานพาร์ตไทม์่ปิดเทอมทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาวถึงจะมีใช้เรียกได้ว่าผมมีฐานะทางการเงินที่ค่อนข้างฝืดเคือง
ลุงอวี๋ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยกสองนิ้วขึ้นมาให้ดู หัวใจผมเต้นแรงด้วยความกังวลลองถามออกไปแบบไม่มั่นใจพร้อมรอยยิ้มเก้อๆ
“สองร้อย?”
ลุงอวี๋ส่ายหัว
เมื่อเห็นแบบนั้น ผมก็พอเดาได้ว่าคงต้องจ่ายมากกว่านั้นและคงเกินกำลังของตัวเองแน่
ผมจึงถามต่อแบบลังเล “สองพัน?”
แต่ลุงอวี๋ก็ยังส่ายหัวเหมือนเดิม พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“สองหมื่น!” คำพูดนั้นทำให้ผมถึงกับช็อกเย็นวาบไปทั้งตัว
“สองพันก็แทบเกินกำลังผมแล้วแต่สองหมื่นผมไม่มีทางหาได้เลย”
ลุงอวี๋เห็นสีหน้าลำบากใจของผมก็จุดบุหรี่สูบอย่างใจเย็น ก่อนจะพูดว่า “สองหมื่นไม่ได้มากอะไรเลย ตอนนี้ ‘พลังชีวิต’ ของนายต่ำจนถึงขีดสุดแล้ว แถมร่างกายนายยังเริ่มมีรอยศพขึ้นด้วยถ้าไม่มีคนที่มีความชำนาญแบบลุงช่วยจัดการให้ รอยศพพวกนี้จะลามไปเรื่อยๆ และเมื่อพ้นคืนนี้มันจะลามไปถึงใบหน้านาย
“และไม่ต้องหวังว่าจะใช้วิธีเดิมอย่างเอาขี้เถ้าป้ายเสื้อหรือเอาตัวเองไปนอนในกองขี้เถ้าแล้วใช้ชามคลุมตัวไว้ ยังไงนายก็ไม่รอดอยู่ดีคืนนี้ถ้าไม่เป็ตัวตายตัวแทนของเพื่อนที่จมน้ำนายก็จะตายด้วยเงื้อมมือของพวกสิ่งสกปรกตนอื่นๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็แบบไหนก็คงไม่มีจุดจบที่ดีแน่ๆ”
ลุงอวี๋พูดด้วยความมั่นใจน้ำเสียงหนักแน่นเหมือนกับทุกคำพูดของเขาเป็ความจริง
หลังจากพูดจบ เขาก็สูบบุหรี่เข้าไปอีกเฮือกใหญ่ ก่อนจะเสริมว่า “นี่เป็เื่ที่เกี่ยวพันถึงชีวิตของนายสองหมื่นนี่ลุงลดให้แล้วนะ เพราะเห็นว่านายเป็นักศึกษา อย่าลืมล่ะว่าการช่วยนาย ลุงก็มีต้นทุนเหมือนกัน...”