เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดเจิดจ้าในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องไปทั่วทุกพื้นที่ เปลี่ยนแปลงบรรยากาศอึมครึมของเมื่อวาน ทำให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ดูทุรกันดารพลันสวยงามขึ้นในพริบตา
เพราะว่ามีความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ไม่นานจู้เจียงเจียงก็คุ้นชินกับการใช้ชีวิตในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
นางหาถุงผ้า หยิบข้าวสารจากช่องว่างมิติออกมาประมาณสิบจิน
แต่เพื่อไม่ให้คนในหมู่บ้านสงสัย นางจึงหยิบข้าวสารเพียงเล็กน้อยมาทำข้าวต้ม ถ้าหากเจอพวกชาวบ้านถามขึ้นมา นางก็เพียงบอกว่านี่เป็ข้าวที่ตระกูลเผยเหลือไว้…
ต้นฤดูใบไม้ผลิมีผักป่าเยอะ เพื่อที่จะประหยัดข้าว เผยเสี่ยวอวี๋ที่หนึ่งวันสามมื้อกินแต่ผักป่า เมื่อได้กลิ่นหอม ๆ ของข้าวต้มจึงตื่นนอนแล้ววิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
“ตื่นแล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงเงยหน้ายิ้มให้นาง “ไปล้างหน้า มากินข้าวเช้า”
เด็กน้อยถึงแม้จะเป็น้องสามีของนาง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเป็แค่เด็กอายุหกขวบคนหนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าก็ไม่เรียบร้อย เส้นผมั้แ่เมื่อวานก็ยังไม่รวบขึ้นเลย
จู้เจียงเจียงทนดูไม่ได้ จึงเดินเข้าไปจัดเสื้อผ้า อีกทั้งยังถักเปียก้างปลาสองเส้นให้นาง
เผยเสี่ยวอวี๋ที่ไม่เคยรู้สึกว่าบนศีรษะจะโล่งสบายแบบนี้มาก่อนก็ดีใจจนเนื้อเต้น ยังไม่ทันได้กินข้าวก็วิ่งเอาผมเปียก้างปลาไปอวดเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านเสียแล้ว
“พี่สะใภ้ ปู่สวี่บอกว่าข้าวต้องเก็บไว้กินตอนเพาะปลูก แบบนั้นถึงจะมีแรงทำงาน ทำไมเราถึงกินตอนนี้?”
ทั้งสองนั่งอยู่บนธรณีประตู กินหมดหนึ่งชาม จู้เจียงเจียงก็ให้นางกินอีกหนึ่งชาม จนกระทั่งกินจนอิ่มแล้ว เผยเสี่ยวอวี๋ถึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“เพราะว่า…”
มองไปทางทุ่งนาหน้าประตูที่อยู่ไม่ไกล พลันเผยรอยยิ้มกว้าง “เพราะพี่สะใภ้หาเงินได้ ต่อไปเราก็ไม่ต้องกินอย่างประหยัด พี่สะใภ้จะทำให้เ้าได้กินอิ่มทุกวัน ทั้งยังซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เ้าได้สวมใส่ แต่เ้าต้องอย่าเอาไปบอกพวกเพื่อน ๆ ของเ้านะ ไม่อย่างนั้นข้าวสารของพวกเราก็รักษาไว้ไม่ได้แล้ว”
สุดท้ายนางก็ตัดสินใจป้องกันเอาไว้ก่อน และตั้งใจว่าจะไม่ยอมให้ข่าวสารหลุดออกไปจากเด็กน้อยเด็ดขาด…เผยเสี่ยวอวี๋ไม่เข้าใจเหตุผล ‘ผิดที่ถือครองหยกกลับเป็ภัยต่อตน’ แต่นางเข้าใจ
“อื้อ ๆ ข้ารู้แล้ว พี่สะใภ้” เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้าตอบรับอย่างจริงจัง
พี่สะใภ้มาแล้วนางถึงได้กินจนอิ่ม นางไม่อยากกลับไปเหมือนวันวานที่กินผักป่าสามมื้อต่อวัน นางต้องเชื่อฟังคำพูดของพี่สะใภ้ ปกป้องรักษาข้าวสารบ้านพวกนางให้ดี!
“รีบกินเถอะ กินเสร็จพวกเรายังต้องจัดระเบียบภายในบ้านกันใหม่”
ถึงแม้เมื่อวานจะได้รู้จากปากของสวี่หลิวซื่อว่า คนที่นี่ไม่ชอบดื่มชา คั่วชาหรือทำใบชาก็ไม่เป็ ดังนั้นในการต้อนรับแขกก็จะใช้เพียงน้ำแกงหวานเป็หลัก
ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็ยังคงเป็การทำนา รอให้หมดหน้าเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิเสียก่อน ค่อยไปคิดปรับเปลี่ยน ‘หลักในการต้อนรับแขก’ อย่างไรก็ยังทัน
เครื่องมือเดิมที่ตระกูลเผยมีก็มีแค่เสียมอันเดียวเท่านั้น ครั้นเห็นจู้เจียงเจียงหยิบเสียมออกไปแล้ว เผยเสี่ยวอวี๋ก็ทำได้เพียงสะพายตะกร้าหนึ่งใบขึ้นพาดหลัง คว้าเคียว แล้ววิ่งตามออกจากบ้านไปพร้อมกับนาง
ในทุ่งนามีชาวบ้านอยู่หลายคน ส่วนใหญ่ก็มาหาขุดผักป่ากัน โดยแต่ละคนล้วนสะพายตะกร้าไว้หนึ่งใบ
“สะใภ้เล็กของตระกูลเผยมาแล้วหรือ ทางนี้มีผักป่าขึ้นเยอะ มาขุดด้วยกันทางนี้สิ” พวกผู้หญิงต่างเชื้อเชิญจู้เจียงเจียงอย่างกระตือรือร้น
แต่จู้เจียงเจียงยิ้มปฏิเสธความหวังดีของพวกนาง พลางอธิบายว่า “ข้าจะไปพรวนดินในแปลง เชิญพวกพี่ ๆ ตามสบาย ข้าไม่รบกวนแล้ว”
“จะรีบไปพรวนดินตอนนี้เลยหรือ?” ทุกคนต่างสงสัย
อีกสิบกว่าวันถึงจะถึงเวลาเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้ก็เริ่มทำงานเสียแล้ว จะไม่เร็วเกินไปหน่อยรึ?
“ตระกูลเผยโชคดีจริง ๆ ที่ได้ลูกสะใภ้ขยันขันแข็งเช่นนี้” สุดท้ายแล้วทุกคนก็ทำได้เพียงยกความดีนี้ให้กับความขยันของจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงไม่ขยันไม่ได้
นางใจร้อนอยากรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่มีปริมาณการผลิตสูงพวกนั้นในช่องว่างมิติ สามารถนำมาเพาะปลูกที่นี่ได้หรือไม่จะแย่แล้ว!
ถ้าหากได้ เช่นนั้นนางก็จะเปลี่ยนแปลงการเกษตรในยุคสมัยนี้ได้!
แต่ดูเหมือนแม่สามีที่นางไม่เคยเห็นหน้าจะไม่เข้าใจในเื่ภูมิศาสตร์เท่าไรนัก ที่ดินของตระกูลเผยดูแล้วสภาพแย่กว่าของเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ มากโขทีเดียว
ที่ดินของคนอื่นอย่างมากก็แค่มีผักป่าขึ้น แต่ที่ดินตระกูลเผยของพวกเขากลับไม่มีแม้แต่ผักป่า ทว่ามีต้นหญ้าป่าที่สูดเสียดฟ้าขึ้นเต็มพื้นที่
เผยเสี่ยวอวี๋เหมือนจะดูออกว่าจู้เจียงเจียงเริ่มอารมณ์เสียนิดหน่อย จึงเริ่มแก้ตัวแทนมารดาของนางอย่างระมัดระวัง “หลังจากที่ท่านพ่อจากไป ร่างกายของท่านแม่ก็ป่วยมาโดยตลอด นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาดูแลที่ดินผืนนี้”
ยิ่งไปกว่านั้น พี่สะใภ้ดูสิ ที่ดินของบ้านพวกเราผืนนี้ก็ไม่ได้ทำการเพาะปลูกมาหลายปี…
ทว่าคำกล่าวนี้เผยเสี่ยวอวี๋ไม่กล้าพูดมันออกมา
ตระกูลเผยของพวกเขาหลายปีมานี้ นอกจากพื้นดินผืนที่อยู่ตรงหน้าประตูบ้านนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ทำการเพาะปลูกบนที่ดินส่วนอื่นเลย ดังนั้นสภาพผืนดินจึงได้ย่ำแย่เช่นนี้
จู้เจียงเจียงถอนหายใจเงียบ ๆ “ช่างเถอะ มาเริ่มใหม่ั้แ่แรกก็แล้วกัน!”
“เสี่ยวอวี๋ เอาเคียวมาให้ข้า ส่วนเ้าก็ไปขุดผักป่ากับพวกเพื่อน ๆ เ้าเถอะ”
หญ้าที่แข็งแบบนี้ นางไม่รู้สึกว่าเด็กน้อยที่สูงแค่เอวคนหนึ่งจะตัดไหว ดังนั้นนางทำเองจะดีกว่า
สองวันต่อมา คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างก็ได้เห็นจู้เจียงเจียงก้มหน้าก้มตาตัดหญ้าในแปลงดินเพียงลำพัง
เริ่มแรก ทุกคนล้วนนึกว่านางเป็คนซื่อ ๆ คนหนึ่ง รู้จักแต่ก้มหน้าทำงาน
จนกระทั่งเห็นไฟลุกไหม้ ทุกคนถึงได้รู้ว่า ที่แท้นางเป็คนเก่งและใจกล้ามากเพียงใด!
จู้เจียงเจียงกวาดหญ้าป่าในแปลงดินไปตามคันนา หลังจากโอบล้อมรอบนอกจนเว้นพื้นที่ได้ระยะหนึ่งแล้ว นางก็ไม่ทำอะไรกับด้านในแม้แต่น้อย
ต่อมา นางก็หาหญ้าแห้งมาหนึ่งมัด หลังสังเกตดูทิศทางที่ลมพัดผ่าน จากนั้นนางก็จุดไฟทันที
ยามไฟเริ่มลุกไหม้ นางก็ไม่ได้หนีไปไหนแต่อย่างใด
สายลมในฤดูใบไม้ผลิยิ่งไม่อาจดูแคลนได้ ไฟยิ่งเผายิ่งลุกโชน ควันก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ไฟลุกโหมรุนแรงดึงดูดสายตาของคนทั้งหมู่บ้าน
ไฟเผาไหม้ทั้งวัน ในที่สุดก็เผาหญ้าป่าในแปลงดินจนหมดเกลี้ยง
เมื่อไฟมอดลง จู้เจียงเจียงก็ไปเปิดร่องน้ำข้างแม่น้ำ ให้น้ำในแม่น้ำไหลตามร่องเข้าสู่ท้องนา หลังจากผ่านร่องน้ำที่คั่นด้วยคันนามามากมาย ในที่สุดน้ำก็ไหลมาถึงที่ดินบ้านของนาง
บนคันนาที่ถูกเผาจนหมดเกลี้ยง นางได้เก็บหินปูนที่ถูกเผาออกมาหลายก้อนเพื่อนำกลับบ้าน
ดินที่ถูกเผากลายเป็ดินใหม่ ครั้นเติมน้ำในแม่น้ำเข้าไป บวกกับธาตุต่าง ๆ ที่ขี้เถ้าใบหญ้าเหลือทิ้งไว้ หมักไม่กี่วัน คุณภาพของดินใหม่ก็เหมาะจะเพาะปลูกได้อีกครั้ง
ใน่เวลาที่ต้องรอไม่กี่วันนี้ จู้เจียงเจียงก็ได้ปรับน้ำปูนขาว แล้วนำเมล็ดพันธุ์ไปแช่ไว้ รอให้เมล็ดแตกหน่อ
“เสี่ยวอวี๋ อีกเดี๋ยวพี่สะใภ้จะต้องเข้าเมืองสักหน่อย เ้าจะไปด้วยหรือไม่?”
จู้เจียงเจียงค้นของในตระกูลเผยดูก่อนหน้านี้ บ้านหลังนี้ไม่มีอะไรสักอย่าง ถ้ามีสิ่งใดหากไม่ผุพังก็แตกหัก ล้วนใช้การไม่ได้สักอย่าง
ลืมเื่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ขาดรุ่งริ่งไปได้เลย แม้แต่เครื่องมือการเกษตร และอุปกรณ์ทำครัวก็เหมือนจะขาดด้วยเช่นกัน อีกทั้งหลังคาก็เหมือนจะรั่ว หากผ่านไปหลายวันฝนในฤดูใบไม้ผลิตกลงมา พวกนางได้ตายแน่
ถือโอกาสตอนนี้ที่ยังว่าง นางคิดจะเข้าเมืองไปดูสักหน่อยว่ามีโอกาสอะไรที่จะสามารถหาเงินหาทองได้ พร้อมกันนั้นจะได้ลองสืบเกี่ยวกับเื่ใบชาด้วยเสียเลย
เผยเสี่ยวอวี๋ที่กลายเป็แมลงตามท้ายนางต้อย ๆ แต่วันนี้มาแปลก กลับส่ายหน้าปฏิเสธไม่เข้าเมืองไปกับนาง
“ข้านัดกับพี่ชุ่ยฮวาแล้ว วันนี้จะไปขุดผักป่าตรงเชิงเขา”
“ก็ได้ ข้าไปเอง ตอนเ้าไปขุดผักป่าก็ระวังตัวหน่อยรู้ไหม?”
หลังจากกำชับไม่กี่ประโยค จู้เจียงเจียงก็เปลี่ยนชุดที่ดูดีหน่อย ก้าวเข้าถนนหลักที่ร้างเส้นนั้น เดินตามทิศทางเข้าเมืองไป
คนในหมู่บ้านที่ตัดฟืนผ่านมาเห็นนางออกหมู่บ้านไป ก็นึกคิดว่านางจะกลับไปบ้านพ่อแม่
แต่ใครจะรู้ว่านางเข้าไปในเมือง ครั้นตอนกลับมาอีกครั้งจะเห็นนางเปื้อนเืไปทั้งตัว ซ้ำยังกลายเป็คนฆ่าหมูอีกด้วย