ในเวลาเดียวกับที่ จางเหว่ยสนทนากับเถ้าแก่ร้านขนส่ง ภายในสถานศึกษากลับมีการสนทนาที่มีสองปู่หลานเป็เป้าหมาย
อาจารย์หลี่เฉียง พูดกับ ตงชิงหาน “การเข้าเรียนในสถานศีกษาประจำเมือง เด็กน้อยนักศีกษาทุกคนจะถูกตรวจวัดพลังธาตุ และระดับพลังยุทธ์ เสริมด้วยบันทึกความสามารถด้านอื่นๆที่ทางการทำเช่นนี้
ประการแรก เพื่อจับตาดูและเฝ้าระวัง ค้นหาอัจฉริยะ ที่อาจกำเนิดขึ้นในส่วนต่างๆของอาณาจักรหากตรวจพบต้องรีบนำไปเข้าเรียนยังสำนักศึกษาระดับพิเศษในเมืองหลวงทันทีเป็การสร้างกำลังสำคัญของอาณาจักรเรา
ประการที่สอง เป็สาเหตุที่สำคัญและเป็เป้าหมายที่แท้จริงคือตรวจหาผู้ที่มีธาตุมืด เพื่อป้องกันทายาทของมารลอบปะปน เข้ามา"
ตงชิงหาน หน้านิ่วคิ้วขมวด "ท่านอาจารย์ เื่ที่เ้าเด็กน้อยเทียนหลง แสดงออกในเหลาสุราจนท่านเ้าเมืองให้ข้าตรวจสอบ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไร ? ทำไมผลการวัดพลังธาตุ และระดับปราณของมัน ถึงออกมาเช่นนี้"
อาจารญ์หลี่เฉียง ผงกหัว "แน่นอนเด็กน้อยนั้นต้องมีพลังวัครและวิถีการเดินพลังปราณ ไม่ใช่อย่างที่เห็นผลจากหลักวัดพลังการที่หลักตรวจวัดพลังไม่สามารถวัดธาตุและระดับปราณได้ มีความเป็ไปได้ สองประการ
ประการแรก ขั้นปราณของมันสูงเกินไปจนวัดไม่ได้ แต่ดูจากอายุแล้วประการนี้ตกไป ไม่มีทางเป็ไปได้
ประการที่สอง อาจเป็เพราะวิชาปราณที่มันฝึก มีคุณสมบัติโดดเด่นเป็พิเศษสามารถซ่อนเร้นระดับปราณได้ ประการนี้มีความเป็ไปได้สูง
ส่วนเื่การวัดพลังธาตุนั้น มีความเป็ไปได้ใน สามกรณีคือ
กรณีที่นึ่ง มันไม่มีพลังธาตุเลยเื่นี้เป็ไปได้น้อยมาก ขนาดก้อนหินยังมีพลังธาตุต้นกำเนิด อย่างน้อนก็ธาตุดิน
กรณีที่สอง มันมีพลังธาตุพิสดารนอกเหนือไปจาก ห้าธาตุ เช่นธาตุสายฟ้าและเป็พลังธาตุสายเดี๋ยวที่บริสุทธ์มีระดับสูงมากๆ ซึ่งหลักตรวจวัดไม่สามารถตรวจได้นี่หายากมากเพียงพบเจอได้หนึ่งในล้านคน ที่แน่ๆมันไม่ใช่ธาตุมืดแน่นอนที่จริงวัตถุประสงค์ ในการสร้างหลักวัดพลัง ก็เพื่อวัดธาตุมืดนั้นเองหากเป็ธาตุมืดจริงนอกจากหลักจะเปล่งแสงสีดำแล้ว ค่ายกลกักมารที่สลักบนหลักจะทำงานในทันที
กรณีที่สาม มันมีพลังครบ ห้าธาตุ แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น หลักตรวจวัดก็สมควรแสดงระดับธาตุต่างๆออกมา ...เว้นไว้แต่ว่า ระดับพลังธาตุทั้งห้าของมันอยู่ในระดับสูงสุดเท่ากันทุกธาตุซึ่งหลักวัดระดับพลังธาตุควรจะแสดงสีขาว เรื้องนี้ข้าเคยได้ยิน สำนักศาสตราวุธเคยกล่าวเอาไว้ แต่เมื่อเช้าข้าไม่เห็นอะไรเพียงรู้สึกมีแสงวาบขึ้นมาเล็กน้อยแต่ข้าคิดว่าไม่น่าเป็ไปได้ ถ้าเป็เช่นนั้นจริง เ้าเด็กนั้นไม่น่าใช่คนแล้วแต่เป็เทพคงมีแต่เทพเท่านั้นที่จะมีพลังธาตุในระดับสูงสุดครบทุกธาตุ...?"
"สำหรับข้าแล้วขอเพียงไม่ใช่ธาตุมืด ข้าก็วางใจแล้วนึกถึงมหัตภัยสังหารในเมืองหลวงปีนั้นข้ายังหวาดกลัวอยู่ไม่หาย มารตัวนั้นแอบแฝงอยู่ในสำนักยุทธ์ระดับสูง ถ้าไม่เกิดเื่ก่อนคงจะมีคนล้มตายมากกว่านี้ จะอย่างไรเสียข้าว่าเ้าควรไปแจ้งท่านเ้าเมืองให้ท่านตัดสินใจเถอะ ได้ยินว่าจางเหว่ยเดินทางไปรักษาญาติที่ป่วยหนักต่างเมืองหากมีองค์กรหนุนหลังสองปู่หลานนี่จริง คงไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่างขนาดนี้อย่างไรเสีย เทียนหลงก็ยังเป็แค่เด็กอายุแค่ หกปี พวกเ้าวางใจเถอะข้าจะคอยตรวจสอบความผิดปรกติ ของเ้าเด็กคนนึ้เอง”
การสนทนานี้เป็ความลับผู้รับรู้มีเพียงอาจารย์หลี่เฉียง กับตงชิงหานเท่านั้นตัวเอกในหัวข้อการสนทนาไม่รู้เื่เลย หากจางเหว่ยรับรู้เนื้อหาในการสนทนานี้ คงพาเทียนหลงเดินทางไปด้วยแล้วปีหน้าค่อยให้เทียนหลงเข้าเรียน
เช้านี้เปิดเรียนวันแรก เทียนหลงมาไม่เร็วไม่ช้ายังเห็นขบวนเกี้ยวคุณชายของตระกูลใหญ่โต ทยอยมาส่งคน พึ่งเดินผ่านประตูเข้าไปเห็นป้ายไม้ใหม่เอี่ยมด้านขวามือ เหนือป้ายเขียนไว้ว่า ลำดับทำเนียบยุทธ์ บนป้ายมีเลขกำกับทั้งหมดจำนวน สามสิบสองหมายเลข หลังตัวเลขมีป้ายชื่อเล็กๆ แขวนอยู่เรียงจากบนลงล่างเด็กน้อยที่มาเรียนต่างพากันมุงดู ชวนพูดคุยกันเสียงดังเขาเพียงเหลือบมองครั้งเดียวก็เห็น ป้ายชื่อ จางเทียนหลง อยู่ในลำดับสุดท้าย
เทียนหลงส่ายหัว เดินผ่านเข้าห้องเรียน เขาไม่สนใจเื่ไร้สาระนี้ขณะเดินเข้าห้องโถงเห็นรูปแผนที่ขนาดใหญ่ติดอยู่ เทียนหลงสนใจเดินเข้าไปหยุดดูนี่เป็แผนที่ ราชอาณาจักรหยกขาว ไม่แสดงรายละเอียดมากนักมีเพียงชื่อเมืองและรูปูเาสูง เขียนชื่อในตำแหน่งที่ตั้งขนาดไม่มีรายละเอียดมากนัก แผนที่ยังมีขนาดใหญ่เต็มผนังห้องโถง มองหาเมืองสุ่ยถึงกับเป็ติ่งเล็กๆ สุดทางตะวันตก ของอาณาจักรหยกขาว หันมองหาเมืองที่จางเหว่ยเดินทางไป ในแผนที่ห่างแค่คืบเดียว แต่มีระยะไกลถึง สองพันห้าร้อยกิโลเมตร เขาพยายามจดจำรายละเอียดในแผนที่จนกระทั่งคนอื่นๆพากันเดินเข้าห้องเรียน จึงเดินตามไป
เช้าวันแรก ในชั้นเรียนสถานศึกษาเมืองสุ่ย วิชาวรรณกรรมศิลปอาจารย์ประจำวิชาคือ อาจารย์เหอตง มีนักเรียนตัวน้อย เข้าเรียนถึง สามสิบสองคนเด็กส่วนใหญ่เป็บุตรหลานคนธรรมดา ในจำนวนทั้งหมดมี เด็กจำนวน ห้าหกคนแต่งตัวหรูหรามีบ่าวไพร่คิดตามเมื่อเข้าเรียนผู้ติดตาม จะต้องพักรออยู่ที่ห้องด้านข้าง อาจารย์เหอตงให้ทุกคนนำตำรา “พิธีสักการะฟ้า” ขึ้นมา
เขาให้เด็กทุกคนแนะนำตัวเอง แล้วอ่านคนละวรรค ให้อ่านโดยเรียงลำดับจาก ทำเนียบยุทธ์เมื่อสั่งจบ เด็กน้อยร่างใหญ่ ใส้เสื้อผ้าสีน้ำเงินขลิบขาว สูงเกือบสองเมตรมือเท้าอวบใหญ่ตาโปนดังกระดิ่ง ผิวหน้าออกแดง พูดเสียงดัง
"ข้าชื่อ หลี่หยวนเจ๋อ วรรคที่หนึ่ง อันฟ้ามีมรรคาที่เคารพ..." เขาอ่านไปด้วยความเร็วสำเนียงชัดเจน ข้อความถูกต้องจนจบวรรค มีเด็กน้อยแต่งกายดีหลายคน ปรบมือ แล้วแย่งกันชม "พี่หยวนเจ๋อ อ่านหนังสือคล่องนัก....แค่อ่านพีหลี่...ก็ดูดี..." หลังจากนั้น เด็กๆก็พลัดกันแนะนำตัวเอง มีทั้งหญิงและชาย พลัดกันอ่านไปคนละวรรคท้ายที่สุดคนสุดท้ายผ่านมาถึงคราว เทียนหลง.....
"กรรม...จะรอดไหมเนี่ย" เทียนหลงบ่นในใจ แต่ก็พยายามอ่าน ด้วยเสียงที่ตะกุกตะกักสำเนียงผิดเพี้ยนสุดๆ
"ข้าชื่อ จางเทียนหลง... อันธมจาต อัผนผีสะวง...มีพาลังเร้นอับ..อาๆๆ อือๆๆ" ผ่านไปได้ สองสามประโยค ทั้งห้องมีแต่เสียงหัวเราะ บางคนถึงขนาดพูดออกมาอย่างเหยียดหยาม
"ถุย....เสียเกียรติข้า...เสียเวลาจริงๆที่ต้องมาเรียนกับขยะเช่นนี้..." บางคนพูดว่า "นี่มันปาหี่ ประเภทไหน...ข้าขำจะตายอยู่แล้ว..เต้นเป็ลิงให้ข้าดูด้วย"
"สมกับเป็ ก้อนหินโง่แห่งเมืองสุ่ยจริงๆ ....ข้าแถมขื่อเล่นเพิ่มให้ดีกว่า..ลาโง่ ดีก่า ฮ่าๆๆๆ.......เ้าลาซื่อบื่อ ." เทียนหลงไม่ได้โกรธหรือตอบโต้ ทำได้แค่ยิ้มซื่อๆให้คนทั้งห้องในเมื่อมันเป็ความจริง เขาอ่านได้แค่นี้ก็นับว่าพอใจแล้วนี่มันไม่กี่เดือนเองนะที่เขามาถึงโลกนี้ และได้ใช้ภาษานี้
“พวกเ้าหยุดพูดกันได้แล้ว” อาจารย์เหอตงดุแล้วขมวดคิ้วโบกมือให้หยุด เขาเองก็นึกไม่ถึง ว่าเทียนหลงจะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ปรกติ เด็กน้อยพอสามปี ก็จะเริ่มฝึกอ่านเขียนสี่ปีส่วนใหญ่จะอ่านออกเขียนได้เป็ธรรมดา แตนี่แปลกเทียนหลง หกปีแล้ว ทำไมยังอ่านหนังสือ ออกเสียงไม่ได้
แต่พอนึกไปถึงเื่ร่ำลือ*ที่ว่า พ่อของเทียนหลงเป็ญาติห่างๆของจางเหว่ย อาศัยอยู่ในป่าลึก สามีภรรยาถูกสัตว์อสูรโจมตีเสียชีวิต เทียนหลงรอดอยู่ตัวคนเดียวเป็ปีพอดี จางเหว่ยกลับไปเยี่ยมบ้านผ่านแวะไปหา เลยนำกลับมาเลี้ยงดู
“เอาละพอเท่านี้ ตำราเล่มนี้ พวกเ้าอ่านให้จบ อีกสองสามวันข้าจะทดสอบ ...ส่วนเ้า เทียนหลง เย็นนี้มาหาข้าที่ห้อง ฝึกอ่านเพิ่มเติม" แล้วก็สอนวิชาธรรมเนียมต่างๆ ในอาณาจักรหยกขาว ่เช้าก็ผ่านไปอย่างสงบ
เที่ยงพักกินข้าว ทางสถานศึกษาเตรียมอาหารกลางวันให้แต่ใครมีฐานะสามารถนำมาเองได้ แน่นอนลูกหลานคหบดีย่อมมีบ่าวไพร่ จัดเตรียมอาหารมาพร้อมเทียนหลงกินร่วมวงกับเด็กน้อยหลายคน แรกเริ่มหลายคนตั้งข้อรังเกียจ แต่ผ่านการกินข้าวสนทนาไปสักพักกำแพงเ่าั้ก็ลดลง เด็กก็ยังคงเป็เด็กอยู่วันยังค่ำ ยิ่งเทียนหลงพูดน้อย เอาแต่ยิ่มใครว่าอะไรก็เฉยสักพักเดียวก็ชักชวนกัน เล่นตามภาษาเด็ก อย่างเดียวที่ทำให้หน้าเทียนหลงหน้าตาบูดเบี้ยวได้คือ รสชาติของอาหาร...มันเลวร้ายมาก
ตอนบ่าย เรียนวิชาศิลปะวันนี้เป็วันแรกนักศึกษาต้องเลือกเครื่องดนตรีกัน ตามธรรมเนียมโบราณผู้มีความรู้เป็ปราชญ์ หรือยอดยุทธ์ จะต้องมีความสามารถเล่นเคริ่องดนตรีได้อย่างน้อยหนึ่งชิ้นจอมยุทธ์บางคนถึงกับใช้เครื่องดนตรีเป็อาวุธ เด็กเกือบทุกคน ยกเว้นเทียนหลง เคยฝึกเล่นดนตรีในโลกนี้มาไม่มากก็น้อยทุกคนเลือกเล่นเครื่องดนตรีที่เคยฝึกอย่างรวดเร็ว พอถึงคราวเทียนหลงหันรีหันขวางอยู่นานพอสมควรตัดสินใจเลือกขลุ่ยเป็เครื่องดนตรีหลักในโลกก่อนเขาเคยเปล่าขลุ่ยมา ทั้งยังจัดอยู่ในระดับดีเลิศ ถึงขนาดเป่าขลุ่ยแบบระบายลม* ได้ เขามั่นใจได้ว่าต้องทดสอบได้คะแนนดีแน่นอน แต่น่าแปลกไม่มีใครในห้องเลือกขลุ่ยเป็เครื่องดนตรีหลักเลย
แน่นอน ต้องมีการวัดความสามารถจัดระดับการเล่นเครื่องดนตรีเมื่อแรกเข้าเรียน เพื่อประเมินความสามารถในการพัฒนา โดยวัดอีกครั้ง ตอนจบภาคเรียนบุตรหลานตระกูลใหญ่ ส่วนใหญ่ได้รับการอบรมมาเป็พิเศษ จึงแสดงความสามารถออกมาได้โดดเด่นส่วนลูกหลานชาวเมืองธรรมดาก็ไม่น้อยหน้า บางคนมีพร์เล่นได้ดีกว่าบุตรหลานตระกูลใหญ่เสียอีก
มาถึงคราวเทียนหลง ก่อนเป่าขลุ่ยเขายังมั่นใจ “ของ..กล้วยๆ..หมูๆ” พอได้จับขลุ่ยจริง “ลม....เริ่มจับ..เหงื่อเริ่มแตก.." เขาลืม...ลืมไปสนิทใจ นี่มันโลก...จีนโบราณ ใช้ขลุ่ยจีน การเป๋าขลุ่ยประเภทนี้ต้องเป่ากินลมจากด้านข้าง มุมที่เป่าต้องทำมุม กับรูเป่าเสียงเพื่อให้เกิดเสียงดังต่อเนื่องกังวาน โน๊ตสูงต่ำเกิดจากการเปิดปิดรูบนตัวขลุ่ย ทำให้เกิดแรงสั่นะเืสั้นยาวหรือเกิดเสียงสูงต่ำ เขาเคยแต่เป่าขลุยคิงส์ ขลุ่ยเพียงออ และ ขลุ่ยฟรุทมันเป่าผ่านปลายขลุ่ยตรงๆ ไม่ต้องฝึกมุมเป่า แต่นี้ แค่การเป่าลงรูเป่าให้เกิดเสียงก็ต้องฝึกไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือนแล้ว “บ้าชิบ....นี่มันหมูหินชัดๆ”
ตลกเริ่มออกโรงอีกครั้งหนึ่งคราวนี้ไม่มีใครเหยียบหยามตั้งข้อรังเกียจ แต่กลับเลวร้ายยิ่งกว่า พอเห็นหน้าซีดๆของเทียนหลงทุกคนก็ตั้งหน้ารอดูตลกโรงน้อย ที่มีเทียนหลงนำแสดง ไม่ต้องพูดถึงเสียสูงต่ำแค่เสียงที่เทียนหลงเป่าออกมาเฉยๆ ก็ถึงขั้นเลวร้ายยิ่ง.... ส่งเสียงระคายหู อู...อู...อูด..จนถึงเสียง...ปู๊ด...ยาว เป็ที่ขบขันแก่นักเรียนร่วมห้อง “ฮ่าๆๆๆ....ฮ่า” ทุกคนหัวเราะท้องแข็งแม้แต่หลินซวงซวง เองก็ขำกลั้นไม่อยู่ หัวเราะ คิก..คิก ขนาด อาจารย์เหอตงก็เอามือปิดปาก กุมท้อง....
มีเพียงตลกเทียนหลงคนเดียว ที่แผดเสียงร้อง “อ๊ากๆๆๆ......” คร่ำครวญอยู่ในใจ
ระบายลม*(คือการควบคุมลมหายใจผู้เป่าขลุ่ยหรือปี่ จะสามารถเป่าได้โดยเสียงไม่ขาดตอนเกิดจากการฝึกเป่าเครื่องเป่า โดยสูดอากาศพร้อมๆกับที่เป่าลมออกมา)
เื่ร่ำลือ* (จางเหว่ยกลบเกลื่อนความเป็มาของเทียนหลง แอบปล่อยข่าวออกมาในตลาด)