่ที่ผ่านมานับเป็่เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับเอี้ยเสวียนหลังจากตัดสินใจที่จะต่อสู้กับศัตรูที่น่ากลัวในอนาคตสิ่งที่เค้าต้องเตรียมพร้อมคือเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเองเพื่อให้พร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึงเขาตัดสินใจฝึกฝนสามกระบวนท่าลึกลับที่ปรากฏในนิมิต
แสงแรกของรุ่งอรุณส่องผ่านหมอกบางที่ปกคลุมยอดเขาเผยให้เห็นร่างของเอี้ยเสวียนที่กำลังปฏิบัติท่าแปลกประหลาดเขายืนในท่าทางที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงดวงตาเปิดกว้างแต่มองไม่เห็นโลกรอบข้าง เหมือนกำลังมองดูบางสิ่งที่อยู่ในมิติอื่น
ขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวตามจังหวะช้าๆ ของกระบวนท่าแรก "ท่าเท้าจตุลักษณ์"ความทรงจำเก่าแก่เริ่มตื่นขึ้นมาในจิตสำนึก เสียงกระซิบของ "ลมหายใจแห่งยมฑูตผู้สร้างาแห่งความโกลาหล" ที่เคยถูกฝังไว้ั้แ่มาถึงด่านซีเหมินเริ่มลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
"หืม....น่าสนใจมากดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ใช่แค่ไก่อ่อนธรรมดาเ้าคงผ่านอะไรมามากมายสินะข้านึกว่าเ้าเป็เพียงแค่นักจารึกอักขระเท่านั้น" ไป๋เจ๋อเอ่ยด้วยเสียงแปลกใจเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายแห่งการต่อสู้และความกดดันที่เปล่งออกมาจากร่างกายของเอี้ยเสวียน
เอี้ยเสวียนเริ่มต้นด้วยท่าเท้าจตุลักษณ์เป็กระบวนท่าที่เน้นการเคลื่อนไหวในสี่ทิศทางหลักแต่ละก้าวย่างไม่เพียงแค่การเคลื่อนที่ในมุมที่แปลกประหลาดยังรวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่แทบจะฝืนธรรมชาติทั้งปวงแม้ว่าพื้นฐานการก้าวย่างอาจจะมาจาก ค่ายกลแปดประตู แต่ก็ไมเหมือนซะทีเดียวเพราะบางก้าวกลับไปคล้ายกับค่ายกลสี่สัณฐาน ในขณะที่บางครั้งเท้าซ้ายก้าวไปทางขวาโดยที่เท้าขวเป็แกนไม่ขยับแต่ตัวเยื้องไปทางซ้ายแล้วหักมุมทำให้ร่างที่ดูเหมือนจะไปทางขวากลับหมุนไปทางซ้ายเป็ต้นโชคดีที่เอี้ยเสวียนสามารถเรียกความจำที่เคยเห็นกลับมาดูได้ เค้าย้อนดูทุกท่วงท่าเป็พันๆรอบกว่าจะเข้าใจพื้นฐานเบื้องต้น
"บ้าบอที่สุด...ใครกันที่คิดวิชาแบบนี้ขึ้นมาได้?'"....ตอนคิดค้นวิชานี่คิดอะไรอยู่การเคลื่อนไหวร่างกายพวกนี้มันไม่ใช่คนแล้ว”เอี้ยเสวียนถึงกับร้องประท้วงขึ้นมาด้วยความขำขันเชิงประชดประชัน
หลังจากฝึกท่าเท้าจนชำนาญ เอี้ยเสวียนเริ่มเรียนรู้กระบวนท่าที่สอง"ท่าฝ่ามือเทวราช"เป็เทคนิคการต่อสู้ด้วยฝ่ามือที่มีพลังทำลายล้างสูงแต่เมื่อเอี้ยเสวียนทดลองฝึกอย่างช้าๆเค้าก็เริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา“ตกลงมันเป็กระบวนท่าฝ่ามือ หรือ ดัชนีกันแน่”
เพราะว่าในการฝึกฝ่ามือเทวราชนั้นแตกต่างจากการฝึกฝ่ามือทั่วๆไปที่เน้นไปที่พลังและกระบวนท่าแต่ท่าฝ่ามือนี้กลับ เริ่มจากการ ฝึกทีละดัชนีโดยเริ่มจาก
หนึ่งดัชนีทลายขุนเขา (一指破山): ดัชนีแรกที่รวบรวมพลังทำลายล้าง มุ่งตรงสู่เป้าหมายขนาดใหญ่
สองดัชนีแยกวารี (二指分水): เมื่อมีสองดัชนี พลังจะพลิกผัน ควบคุมธาตุน้ำ หรือแบ่งแยกสิ่งกีดขวาง
สามดัชนีปั่นเมฆา (三指搅云): สามดัชนีเคลื่อนไหวรวดเร็ว คล้ายพายุหมุน ปั่นป่วนหรือสลายสิ่งต่างๆ
สี่ดัชนีสะท้านฟ้า (四指震天): พลังเพิ่มทวีคูณ จนะเืเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าสะท้อนถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่
ห้าดัชนีผสานโลกา(五指合界): เมื่อครบห้าดัชนี พลังจะเชื่อมโยงถึงกัน กลมกลืนกับมิติรอบข้างหรือสร้างอาณาเขตแห่งพลังนิ้วหัวแม่มือ - แล้วเมื่อรวมกันแล้วถึงจะกลายเป้นฝ่ามือเทวราชที่สามารถสะกดขุนเขาและมหาสมุทรไว้ในฝ่ามือ
“ฝ่ามือเทวราช”ฟังชื่อแล้วเหมือนมีกระบวนท่าเดียวแต่จริงๆแล้วสามารถแยกออกเป็ 5 ดัชนี 1ฝ่ามือประทับ” เอี้ยเสวียนถึงกับถอนหายใจเนื่องจากความซับซ้อนของวิชาทำให้เค้าต้องใช้พลังกายและพลังสมองอย่างมากในการฝึกฝน
เอี้ยเสวียนหลับตาลงรู้สึกถึงการไหลเวียนของพลังในร่างกายจากการฝึกฝนอย่างเข้มข้นในถ้ำที่มีพลังปราณธรรมชาติหนาแน่นระดับการฝึกของเขาได้พัฒนาจากพลังปราณขั้นชำระล้างขั้นกลางก้าวครึ่งก้าวเข้าสู่ปราณปฐีแล้ว
กระบวนท่าสุดท้ายเป็สิ่งที่น่าเกรงขามที่สุด"กระบวนท่าดาบสังหารทวยเทพ"มีเพียงกระบวนท่าเดียว แต่เมื่อฝึกสำเร็จ เพียงดาบเดียวสามารถผ่านรก์ทุกสรรพสิ่งได้ เป็เทคนิคการใช้ดาบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการสังหารเท่านั้นไม่มีการป้องกัน ไม่มีการหลบหลีก มีเพียงการโจมตีที่รุนแรงและตรงไปตรงมา
ในการฝึกกระบวนท่านี้เอี้ยเสวียนต้องย้อนไปในนิมิตที่เค้าเคยเห็นก่อนที่จะดูรายละเอียดการใช้กระบวนท่าทุกอย่างแต่ไม่ว่าเค้าจะพิจารณาอย่างไรสิ่งที่เห็นคือความเรียบง่ายที่เพียงแค่ยกและฟันลงมาเท่านั้นหลังจากที่พิจารณาอยู่นานเอี้ยเสวียนทดลองเอาภาพในความจำมาร้อยเรียงกันทีละภาพทีละภาพแล้วค่อยๆขยับไปช้าๆเสมือนไม่มีการเคลื่อนไหวจนในที่สุดเอี้ยเสวียนก็รู้สึกได้ว่า กระบวนท่านี้รวบรวมไปด้วยการใช้พลังหลายชนิดมารวมกันเช่น การสั่นะเื การกดอัดพลัง การถ่ายเทพลังการเคลื่อนไหวที่สายตาแทบมองไม่เห็นที่สร้างภาพหลอนของดาบ รวมไปถึงเจตจำนงแห่งดาบและความตั้งใจที่ว่าไปไม่หวนต้องรวมความรู้สึกและท่าทางเหล่านี้เข้าไปจึงจะสามารถใช้กระบวนท่านี้ได้
“ตอนนี้ข้าคงได้แค่ท่าผ่าฟืน..สินะ” เอี้ยเสวียนพึมพำในใจ
หลังจากฝึกแต่ละกระบวนท่าจนเชี่ยวชาญเอี้ยเสวียนเริ่มนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันท่าเท้าจตุลักษณ์ช่วยให้เขาเคลื่อนที่และสร้างภาพเหมือนท่าฝ่ามือเทวราชให้พลังโจมตีระยะไกล และกระบวนท่าดาบสังหารทวยเทพท่วงท่าแรกที่เอี้ยเสวียนเรียกว่า”ท่าผ่าฟืน” คือการฟาดดาบลงไปแรงๆให้การโจมตีระยะใกล้ที่รุนแรง
ด้วยความสามารถในการจดจำและการพัฒนาของั์ตาที่เปลี่ยนไปประกอบกับการได้ฝึกกับพญาวานรต้าเสี่ยที่ฝึกบำเพ็ญจนก่อกำเนิดิญญาขึ้นมาเองและมีชีวิตอยู่มาเป็พันๆปี เอี้ยเสวียนกลายเป็เหมือนสัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์ รวมถึงพลังของเนตรทั้งสองโดบเนตรวงแหวนเสมือนเนตรแห่งปัญญาที่ช่วยให้เอี้ยเสวียนได้เปิดประตูแห่งศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดในตัวเขาในขณะที่เนตรสุริยันจันทรา ซึ่งเป็การควบคุมเวลาทำให้เอี้ยเสวียนสามารถควบคุมเวลาให้เดินเร็วกว่าปกติได้ ทำให้การเรียนรู้และการฝึกฝนที่กินเวลาหลายสิบปีสำหรับผู้อื่นสามารถสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น"
ในขณะที่พลังกายอย่างเดียวของเขาตอนนี้เทียบเท่ากับสัตว์อสูรระดับ 9แล้ว เนื่องจากบรรดาผลไม้ที่พญาวานรหามาให้เอี้ยเสวียนกินบางส่วนเป็ผลไม้ที่มีสรรพคุณในการเสริมสร้างร่างกาย และพลังปราณ พลังจิตเรียกว่าถ้าเอาไปขายข้างนอกเอี้ยเสวียนต้องกลายเป็เศรษฐีแน่นอนและเมื่อรวมกับการเคลื่อนที่ด้วยท่าเท้าจตุลักษณ์และการควบคุมเวลาเขาสามารถสร้างภาพเหมือนของตนให้ปรากฏขึ้นได้นับร้อยนับพัน
"ไป๋เจ๋อและจูหลงสบตากันด้วยแววตาที่ยากจะเชื่อ 'วิปริตผิดมนุษย์มนาขนาดนี้ ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าในตัวเ้ามีอะไรซ่อนอยู่'จูหลงพึมพำเบาๆ 'หรือในหัวเ้าทำมาจากอะไรกันแน่ทำไมถึงเข้าใจอะไรได้ง่ายขนาดนี้' ไป๋เจ๋อเสริมพลางส่ายหน้าอย่างทึ่งๆ ทันใดนั้นเอี้ยเสวียนก็หันมามองด้วยแววตาหวาดระแวง 'ข้าได้ยินนะ...ท่านจะผ่าข้าไม่ได้!'"
หลังจากที่ทุ่มเทฝึกฝนวิชาและพัฒนาความสามารถวันนี้เอี้ยเสวียนตัดสินใจที่จะเริ่มสำรวจฐานทัพของศัตรูโดยเอี้ยเสวียนนั่งลงบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงในนกกระดาษที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อแจ้งให้ทางด่านซีเหมินและแม่ทัพลู่เส้าเทียนให้ทราบถึงสถานการณ์และสาเหตุที่ไม่สามารถส่งข่าวมาตลอดเวลาเพราะความไม่สะดวกหลายประการ
เอี้ยเสวียนเลือกที่จะข้ามเื่พีระมิดและอักขระโบราณแต่รายละเอียดทุกอย่างที่เขาได้รับรู้จากไป๋เจ๋อและจูหลงเกี่ยวกับการปรากฏตัวของจอมมาร เทวบุตรจากยมโลก นางพญามดอัคคีิญญาและกองทัพอสูรที่กำลังก่อตัวขึ้น ถูกบรรจงถ่ายทอดลงบนกระดาษอย่างละเอียดเขาบันทึกทุกอย่างรวมถึงภาพของครึ่งคนครึ่งอสูรที่อยู่ด้านนอกด้วยความละเอียดรอบคอบที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ตกหล่นสิ่งสำคัญใดๆ ไปเขาระมัดระวังเพราะรู้ว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแค่สำคัญแต่อาจฟังดูเหมือนเื่เพ้อฝันของคนบ้าไปแล้ว จดหมายฉบับนี้ประกอบด้วยทั้งแผนที่ที่แสดงตำแหน่งของนครปีศาจรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุแห่งชีวิตและที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลเกี่ยวกับด่านซีเหมินที่แท้จริงแล้วคือ หมุดผนึกมารขนาดั์ที่ใช้ผนึกร่างกายของจอมมารเอาไว้
"ข้อมูลที่ข้าจะส่งไปนี้ ท่านแม่ทัพอาจไม่เชื่อแต่ข้าหวังว่าท่านแม่ทัพจะสั่งให้เสริมผนึกโดยการสร้างค่ายกลรอบจุดผนึกทั้งเจ็ดปรับปรุงการป้องกัน และสิ่งสำคัญที่สุด จงทำทุกอย่างอย่างเป็ความลับเพราะข้าไม่แน่ใจว่าในเมืองมีสายลับของฝ่ายมารหรือไม่ ข้าจะส่งข่าวอัปเดตสถานการณ์มาอีก"เขากล่าวขณะที่บันทึกข้อมูลทั้งหมดลงในนกกระดาษ"แต่ข้าขอให้ท่านจงเชื่อและดำเนินการตามที่ข้าแนะนำโดยเร็ว ด่านซีเหมินไม่ใช่เพียงแค่ด่านหน้าแต่เป็สิ่งที่ขวางการกลับมาของปีศาจร้ายที่อาจทำลายล้างทั้งโลก"
เขามองไปยังพญาวานรต้าเสี่ย ที่ตอนนี้เสมือนสหายคู่ใจที่เข้าใจกันถึงแม้จะไม่สามารถสื่อสารเป็คำพูดได้เอี้ยเสวียนกล่าวถึงความสำคัญของภารกิจ "พี่ต้าเสี่ยครั้งนี้ต้องรบกวนเ้าไปนำนกกระดาษตัวนี้ไปส่งให้แม่ทัพลู่ด้วยตัวเองเพียงท่านแสดงนกกระดาษตัวนี้ออกไป ท่านแม่ทัพลู่จะทราบเองว่าเป็สารจากข้า”วานรสีขาวรับจดหมายด้วยความเข้าใจกระโจนขึ้นยอดไม้แล้วเคลื่อนตัวด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง จนหายลับไปกับสายลมราตรี
รุ่งเช้าวันใหม่ เมื่อพญาวานรสีขาวปรากฏตัวบนกำแพงเมืองด่านซีเหมินทำให้ทหารที่อยู่บนกำแพงเมืองต่างใ มีคนสั่นระฆังพร้อมทั้งะโว่า"อสูรบุกขึ้นมาบนกำแพงเมืองแล้ว!" เพียงไม่นานกำลังทหารชุดแรกก็กรูเข้ามาล้อมรอบพญาวานรสีขาวเอาไว้ พวกเขาอยู่ในท่าทีพร้อมรบเต็มที่หน้าผากมีเหงื่อซึม และดาบในมือถูกชี้ตรงไปยังพญาวานรราวกับจะพุ่งเข้าโจมตีได้ทุกเมื่อ
พญาวานรััได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมาจากกลุ่มทหารมันขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาสีทองกะพริบถี่ๆ ด้วยความกระวนกระวายใจพยายามส่งสัญญาณบางอย่าง แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารเป็ภาษามนุษย์ได้มันส่งเสียงคำรามเบาๆ แต่เป็เสียงที่เต็มไปด้วยความพยายามจะบอกอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่การคุกคามแต่ทหารผู้ตื่นตระหนกย่อมไม่อาจเข้าใจ พวกเขายิ่งรัดวงล้อมแน่นขึ้นพร้อมที่จะจู่โจมหากพญาวานรขยับตัวแม้แต่น้อย
เมื่อเสียงแจ้งเตือนจากทางประตูเมืองดังขึ้น รองแม่ทัพหลี่เหวินหง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลกำลังพลบนกำแพงเมืองได้เดินออกมาอย่างใจเย็น เขาก้าวผ่านกลุ่มทหารที่ล้อมพญาวานรอยู่ช้าๆพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ พญาวานรเมื่อเห็นหลี่เหวินหงเดินเข้ามาใกล้ดวงตาสีทองของมันก็ฉายแววแห่งความหวัง มันรีบก้าวเท้าเข้ามาข้างหน้าเล็กน้อย พร้อมกับชูมือข้างหนึ่งขึ้นในมือของมันปรากฏ นกกระดาษมายา ตัวเล็กๆ ที่พับอย่างประณีตนกกระดาษตัวนั้นเรืองแสงจางๆ พญาวานรยื่นมันออกไปทางหลี่เหวินหงราวกับเป็สิ่งของสำคัญที่ต้องส่งให้ถึงมือโดยเร็ว
หลี่เหวินหงมองนกกระดาษตัวนั้นด้วยความแปลกใจแต่แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างเมื่อจดจำลายพับและพลังปราณที่แผ่ออกมาได้"นี่มัน...นกกระดาษมายาของเอี้ยเสวียนนี่!"เขารีบก้าวเข้าไปรับนกกระดาษจากมือพญาวานรอย่างรวดเร็วสีหน้าของเขาผ่อนคลายลงทันทีเมื่อเห็นว่าพญาวานรไม่ได้มีท่าทีคุกคามอีกต่อไป"ถอยไปก่อน! นี่เป็ผู้ส่งสารจากเอี้ยเสวียน!"หลี่เหวินหงสั่งการเสียงดัง ทำให้ทหารรอบๆ เริ่มคลายวงล้อมลงอย่างไม่เต็มใจนักแต่ก็ยังคงเฝ้าระวังอยู่และหลี่เหวินหงได้สั่งการให้คนนำนกกระดาษไปมอบให้กับแม่ทัพ เมื่อเสร็จธุระพญาวานรจึงกลับไปหาเอี้ยเสวียน
ในห้องประชุมเมื่อแม่ทัพลู่เส้าเทียนได้ดูบันทึกทั้งหมดของเอี้ยเสวียน"เรียกประชุมรองแม่ทัพทั้งสี่ทันที!" เขาสั่งด้วยเสียงที่แฝงความเครียด
ในห้องประชุมที่เงียบกริบ มีเพียงเสียงกระดาษพลิกเบาๆเมื่อทุกคนอ่านจดหมายและแผนที่
รองแม่ทัพเหวยจิ้น แห่งฝ่ายอักขระที่รู้จักเอี้ยเสวียนดีเป็คนแรกที่เอ่ยขึ้น "เอี้ยเสวียนแม้ว่าจะยังเด็ก แต่เท่าที่ข้าััเด็กคนนี้ไม่มีทางสร้างเื่โกหก หรือแจ้งข่าวที่ไม่ได้กลั่นกรองมา"
รองแม่ทัพหลิวซือ ผู้ที่ผ่านามาหลายครั้ง แสดงสีหน้าหนักใจ"ท่านแม่ทัพ สิ่งที่เอี้ยเสวียนเขียนมานี้...มันฟังดูน่าเหลือเชื่อนักทั้งเื่จอมมาร เทวบุตรจากยมโลก นางพญามดอัคคีิญญา...เหล่านี้เป็สิ่งที่ทหารที่เรามีจะสามารถรับมือได้หรือ?"
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิง ผู้รับผิดชอบด้านการป้องกันเอ่ยด้วยความระมัดระวัง"การสร้างค่ายกลเสริมกำลังและผนึกทั้งเจ็ดจุดจะทำให้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ไม่เพียงพอ"
บรรยากาศในห้องหนักแน่นจนแทบจับต้องได้จนที่ปรึกษาแม่ทัพลู่เส้าเทียนผู้เฒ่า 'อิงเฟย' ที่เคยเป็นักวิชาการก่อนเข้าร่วมกองทัพ พูดขึ้นด้วยเสียงแ่เบา"ถ้าสิ่งที่เอี้ยเสวียนกล่าวเป็จริงแม้เพียงครึ่งหนึ่ง เราก็ต้องดำเนินการแต่ถ้าเป็เท็จ การเสริมการป้องกันก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยและเกิดสิ่งที่เขาเตือนจริง..."
แม่ทัพลู่ฟังความเห็นของทุกคนแล้วตัดสินใจ"เราจะดำเนินการตามที่เอี้ยเสวียนแนะนำ แต่ทำอย่างระมัดระวัง เรียก รองแม่ทัพฝ่ายคุมกฎ—หลิวไป๋มาพบข้าทันที และเตรียมการสร้างค่ายกลรอบจุดผนึกทั้งเจ็ดแต่บอกกับทุกคนว่าเป็การฝึกซ้อมประจำปี"