นางมองพระพักตร์คมเข้มนั้นในระยะห่างเพียงห้า่คนเดินผ่าน ริมฝีปากบางอมชมพูเปรยออกมาเบาๆ อย่างห้ามไม่อยู่ “หล่อเกินต้านจริงๆ” ‘บุรุษผู้นี้ช่างรูปงามเหนือใครในใต้หล้าจริงๆ’ ก่อนจะก้มหน้าลงเมื่อกลุ่มของฮ่องเต้กำลังเดินผ่านไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้งตามติดคนกลุ่มนั้น แต่ดวงตาของนางจับจ้องเพียงแผ่นหลังกว้างในชุดสีน้ำเงินเข้มของบุรุษเพียงคนเดียว
เยี่ยนมิ่งลี่มองสหายที่อายุห่างจากนางเพียงสามเดือนด้วยความแปลกใจ “อย่างไรนะ” มองตามสายตาของหวังปิงปิง “ฮ่องเต้น่ะรึ” เอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับคิดวิเคราะห์ “รูปงามแต่อายุพอๆ กับบิดาข้า” คำหลังนั้นกระซิบเบาๆ
ปิงปิงลอบถอนหายใจ ‘เ้าจะไปรู้อะไรมิ่งลี่ นั่นล่ะ daddy ในฝัน’ ก่อนจะหันไปอีกทางแต่ภาพฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียน ที่อยู่ในฉลองพระองค์สีน้ำเงินขลิบทองปักลวดลายังดงามกลับวนลูปอยู่ในสำนึก ความธรรมดาของพระองค์ที่มาด้วยทรงผมเกล้าขึ้นศีรษะเพียงครึ่ง ปักปิ่นลายัสีทอง ‘ช่างเข้ากันดีกับใบหน้าคมเข้มบาดใจนั้นยิ่งนัก จมูกโด่ง ปากหยักสวยไร้รอยยิ้ม’ ปิงปิงหลับตา ส่ายหน้าไปมาราวกับอยากจะสลัดภาพจำนั้น...ภาพที่พระองค์ย่างพระบาทผ่านหน้านาง ชั่วจังหวะหนึ่งที่เผลอสบตากัน ลมหายใจของนางขาดห้วงไปนานนับนาที กว่าจะรู้สึกตัวว่าต้องหายใจ บุรุษสูงส่งผู้นั้นก็เดินห่างออกไปประทับยังศาลาใหญ่แล้ว รอบกายพระองค์ที่นางสังเกตเห็นมีฮองเฮาและสนมอีกสามนางเฝ้าติดตาม (ไม่นับนางกำนัลกับขันที) มันคือความธรรมดาของฮ่องเต้ที่ย่อมต้องมีสตรีสูงส่งบุตรสาวขุนนางใหญ่คอยเสริมอำนาจ เบื้องลึกเื้ัของพระองค์นั้นคือสิ่งที่นางไม่เคยรู้เพราะในนิยายเื่รัชทายาททวงรักมิเคยได้กล่าวเอาไว้ นางรู้แค่เพียงบิดาของนางกับฝ่าาคือศิษย์ร่วมสำนักศึกษาในวัยเยาว์เท่านั้น ตากลมพยายามเลื่อนมองทหารสู้กันกลางลานกว้าง เสียงกระบี่ฟาดฟันดังเรียกสตินางเป็ระยะๆ แต่ไหนเลยจะช่วยได้ในเมื่อนางเห็นใบหน้าของทหารพวกนั้นเป็พระพักตร์ของฮ่องเต้ทั้งหมด!!
๑-------------------๑
ศาลาหลวง
“นั่นว่าที่พระชายาของรัชทายาทใช่หรือไม่เพคะฮองเฮา” เต๋อเฟยต้วนชิงหลิวชี้ไปยังศาลาเล็กหลังหนึ่ง “สตรีที่สวมชุดสีชมพู ใบหน้าจิ้มลิ้มนั่นอย่างไรเล่าเพคะ” ลอบแสยะยิ้ม
ทั้งศาลามองไปยังทิศที่เต๋อเฟยชี้ ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียน
กู้ฮองเฮาชักสีหน้า “ว่าที่ชายาอย่างไร นางเป็บุตรสาวของอนุสกุลเยี่ยนข้ามิอาจมอบตำแหน่งนั้นให้นางได้แน่” กู้หลานหนิงที่ในอดีตเคยเป็สนมขั้นเฟยแต่ด้วยให้กำเนิดองค์ชายน้อยเป็คนแรกบวกกับฮ่องเต้พระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน รัชทายาทในตอนนั้นหรือก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจึงต้องขึ้นดำรงค์ตำแหน่งก่อนเวลาอย่างไม่มีทางเลือกพร้อมกับนางถูกแต่งตั้งให้เป็ฮองเฮาในอีกสามปีให้หลัง ขณะนั้นฝ่าาทรงมีสนมขั้นเฟยอีกสองคนคือต้วนชิงหลิวและซือยี่อัน ต่อมาได้รับสตรีผู้เป็บุตรสาวขุนนางในเขตปกครองเชื่อมต่อระหว่างแคว้นมู่และแคว้นจินเข้ามาอีกหนึ่งคนในขั้นผินคือจงเมียวเมี่ยว ยามนี้ได้เลื่อนขั้นเป็เสียนเฟยแล้ว ดีเท่าไหร่ที่ฝ่าามิได้ทรงรับสนมใดมาเพิ่ม ตลอดจนขุนนางคนใดเสนอบุตรสาวมามีอันต้องถูกพักงานอยู่ร่ำไป นั่นถือเป็เื่ดีเพราะถึงแม้นางจะมีอำนาจมากที่สุดในวังหลังแต่สนมเหล่านี้ก็หาได้เชื่อฟังนางจริงๆ ไม่ มีแต่หาเื่ค่อนแคะกันไม่เว้นแต่ละวัน “แล้วสตรีที่นั่งเคียงข้างในชุดสีฟ้านั่นเล่า นางคือผู้ใด” สตรีน้อยคนนักจะสวมชุดสีฟ้าเกือบน้ำเงินเช่นนี้ แต่ฮองเฮาเช่นนางกลับกล่าวว่ามันมิงามมิได้ ในทางกลับกันมันงามขับกับผิวขาวสะอาดของนางผู้นั้นนัก ‘สตรีรุ่นเยาว์ ย่อมมีผิวพรรณผุดผาด ใบหน้าล้วนกระจ่างใสต่างจากนางที่อายุเริ่มจะเข้าสามสิบเอ็ดเทียบเท่ากับฝ่าา
“นางคือหวังปิงปิงเพคะ” นางกำนัลผู้หนึ่งกล่าว
“หวังปิงปิง บุตรสาวของหวังร่วนเทาน่ะรึ” กู้ฮองเฮานึกไปถึงสหายคนสนิทของฝ่าาที่ยามนี้เป็พ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง สินค้าหรือของใช้ทุกชิ้นในวังนี้ล้วนมาจากจวนสกุลหวังทั้งสิ้น ที่สำคัญคือหวังปิงปิงเป็บุตรสาวของภรรยาเอกม่อเจียวหลิน ซึ่งม่อเจียวหลินนี้รึก็คือบุตรสาวคนโตของท่านแม่ทัพใหญ่ม่อจิ้นจื่อผู้คุมอำนาจทหารในเมืองหลวงทั้งหมด “สตรีน้อยนางนี้สิ ที่คู่ควรกับรัชทายาทของข้า”
ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนมองสตรีตัวน้อยที่ตนมิเคยพบหน้ามาก่อนอย่างสนใจ แม้เขาและบิดาของนางจะเป็สหายสนิทกัน แต่นานๆ ครั้งหากว่างเว้นจากงาน เขาจึงจะมีเวลาเชื้อเชิญฝ่ายนั้นเข้าวังหลวงเพื่อร่ำสุรยู่า รู้อแล้วว่าหวังร่วนเทามีบุตรชายหนึ่งคน บุตรสาวสองคนแต่ไม่คิดว่าบุตรสาวคนโตจะงดงามและมีเสน่ห์เช่นนี้ หันพระพักตร์กลับไปยังลานกว้างเมื่อสตรีตัวน้อยที่นึกถึงหันหน้ามามองเขา ‘ใ’ นั่นคือสิ่งที่รู้สึก
๑-------------------๑
การประลองเป็ไปอย่างเชื่องช้าจนผู้มาเข้าชมอย่างปิงปิงเบื่อหน่าย หลายครั้งที่นางลอบมองไปยังศาลากลางหลังใหญ่ที่บุรุษผู้นั้นประทับอยู่ จนรู้สึกว่าตนเองคงใกล้จะหมดความอดทนไปทุกขณะแล้วเมื่อในหัวมีแต่ภาพของคนผู้นั้นไม่รู้ลืม ‘เช่นนั้นการออกไปจากตรงนี้ มันคงจะเป็เื่ดี’ “ข้าจะไปปลดเบา ต้องไปทางไหน”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่รัชทายาทกำลังจะประลองแล้ว เ้ารอก่อนได้หรือไม่ปิงปิง เดี๋ยวข้าจะไปส่ง” มิ่งลี่บอกสหายแต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของรัชทายาทผู้นั่งเตรียมพร้อมในลำดับถัดไป
หวังปิงปิงเม้มปาก ตานางมิได้จับจ้องกลางลานแต่นางจ้องไปยังศาลาหลังใหญ่อีกครั้ง เห็นอยู่ว่าเมื่อครู่ฝ่าามองนาง? ‘ไม่สิ! พระองค์อาจจะมองมิ่งลี่ว่าที่ลูกสะใภ้ที่แสนจะงดงามก็เป็ได้’ “ไม่เป็ไร ข้าไปกับอาเปาสองคนก็ได้เ้านั่งชมคนรักของเ้าตรงนี้เถิด อย่าห่วงเลย”
มิ่งลี่หน้าแดง “คนรักอันใดของเ้า” นางเขินอายต่อสายตาผู้คนในศาลาซึ่งได้รับเชิญให้มาชมการประลองเช่นเดียวกันกับนาง บางคนรู้จักกัน บางคนไม่รู้จักแต่นางังก็ยเขินกับคำพูดของสหายอยู่ดี “เช่นนั้นเ้าไปเถอะ ลองสอบถามทหารยามแถวนั้นดูก็ได้”
“อื้ม” หวังปิงปิงลุกขึ้นช้าๆ โดยมีอาเปาเดินตามหลัง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงสีฟ้าเข้มมันวาวแม้ไม่เข้มขรึมเหมือนฝ่าาแต่ก็มิได้จืดจางจนมองไม่ออกว่าเป็สีใด สตรีรูปร่างอรชรเดินไปตามเส้นทางอย่างมาดมั่น ไม่ว่านางจะย่างก้าวไปที่ใดบุรุษทั้งหลายต่างเหลียวมองแต่สตรีงดงามเช่นนางกลับไม่สนใจ เป็เพราะภาพจำนั้น…ยังคงติดตา