เช้าวันถัดมาธนินทร์ก็ได้ตื่นลืมตาขึ้นมาด้วยความสดชื่น เพราะถึงแม้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนที่มีิญญามาวุ่นวายนั้นจะจบลง่ตีสองถึงตีสาม และกว่าที่ชายหนุ่มจะได้หลับก็ปาไปตีสี่แล้ว แต่ว่าด้วยความสามารถของกายาไร้ขีดจำกัดที่คอยดูดซับพลังธรรมชาติเข้ามาตลอดเวลา ทำให้ในขณะที่ตัวของชายหนุ่มนอนหลับนั้นก็ได้มีพลังงานจากธรรมชาติไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายตลอด ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจของธนินทร์ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ และนอกจากนั้นระดับพลังลมปราณของชายหนุ่มก็ได้เพิ่มขึ้นมาเป็ระดับพื้นฐานขั้นสูงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่ตัวของธนินทร์ยังไม่ได้เริ่มทำสมาธิบ่มเพาะพลังเลยแม้แต่น้อย
“แค่นอนหลับเฉยๆ ตื่นมาระดับพลังก็ใกล้จะเข้าสู่ขั้นหลอมกายาซะแล้วเหรอเนี่ย กายาไร้ขีดจำกัดนี่สุดยอดจริงๆ ไว้เดี๋ยวจัดการอะไรเสร็จเรียบร้อยค่อยนั่งบ่มเพาะพลังแบบจริงๆจังๆก็แล้วกัน” ธนินทร์ที่ตื่นมาพบว่าระดับลมปราณของตนเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความสามารถของกายาไร้ขีดจำกัด
“เสียดายจังแฮะ โดนส่งกลับมาแต่ตัวเปล่าๆ ในแหวนมิติของเรานั้นมีทั้งสมบัติวิเศษและคัมภีร์วิชาอยู่เพียบเลย” เมื่อนึกถึงสิ่งของล้ำค่าที่ไม่ได้ติดตัวมาด้วย ธนินทร์ก็บ่นออกมาด้วยความเสียดาย แต่ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็ได้แต่ยอมรับกับความจริงตรงหน้าและมองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยตัวเขาก็ได้กลับมายังโลกที่เคยอยู่และมีโอกาสจะได้ใช้ชีวิตที่สงบสุขปราศจากการเข่นฆ่าและความวุ่นวายเสียที
ในระหว่างที่ธนินทร์กำลังเตรียมตัวออกจากโรงพยาบาลในวันนี้และรอให้ครอบครัวมารับกลับ ตัวของเขาก็ได้ทำการทำสมาธิบ่มเพาะพลังรอเพื่อไม่ให้เวลาเสียเปล่าและแก้เบื่อ ในระหว่างนั้นก็มีแพทย์และพยาบาลเข้ามาเช็คอาการและสภาพาแของธนินทร์อีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าจะสามารถปล่อยตัวชายหนุ่มให้กลับบ้านได้ในวันนี้ ซึ่งผลสรุปก็ออกมาว่าสามารถกลับบ้านได้อย่างไม่น่าเป็ห่วง และหลังจากนั้นธนินทร์ก็ได้ทานมื้อเช้าพร้อมกับนั่งทำสมาธิบ่มพลังต่อจนเวลาผ่านไปอีกซักพักประตูห้องคนไข้ของธนินทร์ก็ได้ถูกเคาะ จึงทำให้ตัวของชายหนุ่มออกจากการบ่มเพาะ
‘ก๊อกก๊อก’ “นินทร์ตื่นหรือยังลูก พ่อแม่กับยัยมิงค์เข้าไปได้มั้ยตอนนี้” เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น ซึ่งคงเป็เสียงของพ่อชายหนุ่ม
“เข้ามาได้เลยครับพ่อ ผมไม่ได้ล็อคประตูครับ” ธนินทร์ที่ได้ยินดังนั้นจึงส่งเสียงบอกให้พ่อของตนเปิดประตูเข้ามาได้เลย
‘ครืดดด’ เสียงของประตูห้องของชายหนุ่มถูกเลื่อนออก และมีผู้ที่เดินเข้ามาในห้องนี้ก็คือพ่อ แม่ และน้องสาวของธนินทร์ เมื่อทั้งสามเข้ามาในห้องก็รีบเดินมาถามไถ่อาการของธนินทร์ทันที
“พ่อ แม่ สวัสดีครับ เป็..” ธนินทร์กล่าวทักทายพ่อกับแม่ของตนและกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทว่ายังไม่ทันที่ตัวของชายหนุ่มจะได้ทันพูดจนจบประโยคก็ได้มีเสียงใสของเด็กสาวแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“พี่นินทร์เป็ไงบ้าง ตอนนี้ยังเจ็บแผลอยู่มั้ย หมอได้บอกพี่หรือเปล่าว่ามีอวัยวะภายในเสียหายตรงไหนมั้ย” น้องสาวตัวแสบของธนินทร์เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง
“โอ้ย โดนแค่นี้พี่ไม่ตายหรอกยัยมิงค์ ว่าแต่ แกห่วงพี่หรือแกห่วงว่าจะไม่มีคนทำขนมให้ทานกันแน่ล่ะหืมม?” ธนินทร์ที่โดนมิงค์พูดแทรกจึงกล่าวหยอกล้อน้องสาวของตนด้วยความหมั่นไส้ตามประสาพี่น้องด้วยรอยยิ้ม
“พี่นินทร์ไม่ต้องมาทำเป็พูดดีเลย ตอนที่พี่โดนแทงน่ะพี่ยังไม่รู้สึกตัวหลังผ่าตัดตั้งเป็วัน ไม่ว่าใครก็ต้องเป็ห่วงมั้ยล่ะ ทีแรกหนูกลัวด้วยซ้ำว่าพี่จะต้องกลายเป็เ้าชายนิทราแล้วเนี่ย” มิงค์ทำหน้ามุ่ยก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่ถ้าพี่ทำขนมไหวแล้วหนูอยากทานเค้กช็อกโกแลตท็อปปิ้งด้วยสตรอว์เบอร์รีนะคุณพี่ชายขา” หลังจากทำตัวมีสาระได้ครู่เดียว น้องสาวของธนินทร์ก็กลับมาทำตัวป่วนเช่นเดิม ตัวของธนินทร์ที่เห็นดังนั้นจึงยิ้มตอบพร้อมพยักหน้าเป็เชิงบอกว่ารับรู้ถึงคำขอของมิงค์เป็ที่เรียบร้อย
“เอาล่ะๆ อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลยสองพี่น้องนี่ รีบเก็บของแล้วออกจากโรงพยาบาลดีกว่า มา นินทร์เดี๋ยวพ่อช่วยพยุงตัวพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จะได้รีบกลับกันซักที นินทร์จะได้ไปนอนพักต่อที่บ้านอย่างสบายๆ” พ่อของธนินทร์กล่าวขึ้นพร้อมกับเดินมาช่วยพยุงตัวของชายหนุ่มไปยังห้องน้ำ ตัวของธนินทร์ที่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของพ่อแต่อย่างใด ก็แกล้งเจ็บตามน้ำไปและเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำก่อนจะออกมาด้วยชุดลำลองปกติ
หลังจากนั้นทั้งหมดก็พากันออกจากห้องผู้ป่วยและไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและรอรับยาก่อนจะขึ้นรถออกมาจากโรงพยาบาล ในระหว่างทางธนินทร์ก็นั่งมองดูสภาพแวดล้อมของสังคมในยุคปัจจุบันด้วยความคิดถึง ยุคสมัยที่มีแต่สิ่งอำนวยความสะดวกและสงบสุข แตกต่างจากโลกยุทธภพที่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆยังล้าหลัง ซึ่งสิ่งที่ตัวของชายหนุ่มนั้นคิดถึงมากที่สุดนั่นก็คือชักโครกอัตโนมัติพร้อมระบบท่อประปาและสายฉีดทำความสะอาดนั่นเอง เพราะในตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกยุทธภพตัวของธนินทร์นั้นต้องคอยทำความสะอาดชักโครกด้วยตัวเองซึ่งมันค่อนข้างจะลำบากเป็อย่างยิ่ง ทั้งในด้านของการปฏิบัติและดมกลิ่น ซึ่งเพียงแค่คิดย้อนไปตัวของธนินทร์ก็แทบที่จะอาเจียนออกมาแล้ว
หลังจากที่นั่งชมทิวทัศน์ต่างๆพร้อมกับคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ธนินทร์ก็หันหน้าไปหาแม่ของตนที่นั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหน้าข้างๆกับพ่อที่เป็คนขับก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า
“พ่อครับ แม่ครับ นินทร์ว่าจะลาออกจากที่ทำงานแล้วนะครับ นินทร์คิดว่าจะออกมาเปิดร้านขายขนมหวานของตัวเอง พ่อแม่คิดว่ายังไงบ้างครับ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามความเห็นของพ่อและแม่
“ดีสิพี่นินทร์ หนูจะได้แวะไปเอาขนมที่พี่ทำมากินทุกวันได้ หนูเห็นด้วย พี่ลาออกมาเลย” ยังไม่ทันที่ผู้เป็พ่อและแม่จะได้กล่าวอะไร มิงค์ก็รีบเสนอความเห็นออกมาก่อนทันที ดูออกได้ชัดเจนว่าน้องสาวของเขานั้นคงจะชื่นชอบในฝีมือการทำขนมหวานของพี่ชายอย่างธนินทร์เป็อย่างมาก
“ในหัวลูกนี่ไม่พ้นเื่ของกินเลยนะยัยมิงค์” พ่อที่ได้ยินยังนั้นก็เอ่ยปราม ก่อนจะกล่าวต่อว่า “แต่ที่จริงพ่อก็เห็นด้วยกับน้องนะ ขนมฝีมือลูกอร่อยขนาดนี้ควรเปิดร้านขายนานแล้วเพราะว่าพ่อกับแม่ก็พร้อมสนับสนุนเื่เงินทุนให้ลูก แต่พ่อจำได้ว่าที่นินทร์ยังไม่อยากเปิดร้านแต่เลือกสมัครเข้าไปทำงานที่ร้านเบเกอรี่เพราะอยากซึมซับประสบการณ์และเทคนิคต่างๆไม่ใช่เหรอ หลังจากทำไปปีกว่าลูกคิดว่าประสบการณ์พอหรือยังล่ะ” ผู้เป็พ่อยิงคำถามกลับมา
“ผมคิดว่าพอแล้วครับพ่อ ผมว่าผมได้เรียนรู้อะไรมามากพอสมควรแล้วครับ” ธนินทร์ที่ได้ยินดังนั้นก็ได้ตอบกลับด้วยความมั่นใจ แต่ตัวของชายหนุ่มคงไม่กล้าบอกออกไปหรอกว่าประสบการณ์หรือสูตรขนมต่างๆที่เขาบอกว่ามั่นใจนั้นตัวเขาได้รับมาจากอีกโลกหนึ่ง รวมทั้งประสบการณ์ทำขนมหวานและอาหารต่างๆที่ทำเป็งานอดิเรกในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกฝั่งนู้น เมื่อหลอมรวมประสบการณ์เหล่านี้เข้าด้วยกันจึงทำให้ตัวของธนินทร์มีความกล้าที่จะเปิดร้านขนมหวานของตัวเองขึ้นมา
“ถ้านินทร์มั่นใจก็เอาตามนั้นแหละนะ เดี๋ยวแม่กับพ่อจะช่วยหาทำเลเหมาะๆสำหรับการเปิดร้านให้ แล้วนินทร์จะไปยื่นใบลาออกกับที่ทำงานเมื่อไหร่ล่ะ ” หลังจากที่ฟังการสนทนาระหว่างพ่อกับลูกมาซักพัก ผู้เป็แม่จึงเริ่มให้ความเห็นบ้าง
“ก็คงจะไปแจ้งลาออกหลังจากพักฟื้นเสร็จแล้วสามารถจะไปทำงานได้นี่แหละครับแม่ เพราะยังไงก็ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน1เดือนอยู่แล้วน่ะครับ” ชายหนุ่มบอกกับผู้เป็แม่
หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยในเื่ต่างๆบ้างประปรายจนในที่สุดก็กลับมาถึงบ้านของเขาเสียที บ้านของธนินทร์นั้นเป็บ้านเดี่ยว3ชั้นที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตจนเกินไป เพราะแม่ของเขาเคยบอกไว้ว่าบ้านยิ่งกว้างยิ่งดูแลยาก มีเพียงแค่สามชั้น 6ห้องนอน 4ห้องน้ำก็โอเคมากแล้ว และบ้านของธนินทร์นั้นก็จ้างแม่บ้านไว้สองคน ชื่อพี่ม้อยกับพี่แจ่ม เอาไว้คอยดูแลไอ้เด่นกับไอ้ด่างยามที่ไม่มีใครอยู่บ้าน หน้าบ้านของเขานั้นมีโรงจอดรถและสนามหญ้าขนาดเล็ก ดูแล้วเหมาะกับการเป็บ้านในฝันของใครหลายๆคน
เมื่อธนินทร์มองเห็นบ้านของตนอีกครั้ง ตัวของชายหนุ่มก็ยืนจ้องมองพลางยกยิ้มเล็กๆขึ้นมาบนใบหน้า
‘เราได้กลับมาแล้วจริงๆสินะ…ทั้งหมดนี่มันไม่ใช่ความฝันหรือเคล็ดวิชาลวงตาของใครสินะ...ดีจริงๆที่กลับมาหาพ่อ แม่ และยัยมิงค์ได้’ ธนินทร์คิดภายในใจของตนเองอย่างมีความสุข
“มัวแต่ยืนรออะไรล่ะพี่นินทร์ รีบเข้าบ้านสิ หรือว่ายังเดินคนเดียวไม่ไหว มามาเดี๋ยวหนูช่วยพยุงเดิน” มิงค์ที่เห็นพี่ชายของเธอเอาแต่ยืนจ้องมองบ้านไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนจึงคิดไปว่าพี่ชายอาจจะยังเจ็บแผล เธอจึงอาสาจะเข้าไปช่วยพยุง
“โอ๊ะ เปล่าๆ พี่ไม่ได้เป็ไร เดินได้สบายมาก เมื่อกี้พี่คิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ” ธนินทร์ที่หลุดจากภวังค์ในตอนที่น้องสาวเรียกรีบยกมือโบกไปมา เป็สัญญาณว่าตัวของชายหนุ่มนั้นสามารถที่จะเดินเองได้ ไม่ต้องเป็ห่วง และหลังจากนั้นธนินทร์ก็เริ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปในบ้าน
‘โฮ่ง โฮ่ง’ เสียงเห่าของสุนัขพร้อมกับเสียงฝีเท้าของสัตว์ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือเสียงของไอ้เด้นกับไอ้ด่างที่รีบวิ่งมาหาเ้านายของพวกมันด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับหางที่ส่ายไปมา
“ไง ไอ้เด้น ไอ้ด่าง สบายดีมั้ย” ธนินทร์ที่เห็นสุนัขทั้งสองจึงย่อตัวลงไปนั่งขัดสมาธิกับพื้นเพื่อที่จะเล่นกับสุนัขทั้งสองตัว โดยเมื่อชายหนุ่มนั่งลงกับพื้น เ้าสุนัขพันธ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ก็ไม่รอช้า รีบตะกุยเข้ามาเลียหน้าของธนินทร์ทันที ส่วนเ้าด่างที่เป็ไซบีเรียนฮัสกี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเพื่อนของมัน รีบยื่นหน้าของมันมาผสมโรงด้วยเช่นกัน
‘นี่สินะ ความสงบสุขที่ตัวข้า…ไม่สิ ตัวเราโหยหามาตลอดสามสิบปี’ ชายหนุ่มคิดในใจอย่างเป็สุข