ในลานกว้างเขตกองทัพเมืองตงไห่มีบ้านเก่าสองชั้นหลังหนึ่งทั้งหลังก่อด้วยอิฐแดงแล้วโบกปูนทับทีละนิดๆ ้าปูด้วยกระเบื้องสีดำ มองจากที่ไกลๆ เหมือนกับเสื้อสเวตเตอร์ปกคอสีดำที่ทำจากขนสัตว์สีเทาแดงตัวหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นบ้านหลังนี้สร้างมานานมากแล้ว เริ่มดำเนินการก่อสร้างในฤดูหนาวปี 70และสร้างเสร็จปลายปี ตำแหน่งที่ตั้งโดดเด่นเฉพาะ รอบด้านไม่ติดกับใครเป็บ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางพื้นที่แห่งนี้อย่างโดดเดี่ยวคล้ายกับผู้เฒ่าที่ถูกเด็กหนุ่มกำยำกลุ่มหนึ่งล้อมเอาไว้ตรงกลาง
คราแรกใน่สิบปีแห่งมหันตภัย ที่แห่งนี้ใช้กักขังนักโทษการเมืองโดยเฉพาะจึงถูกคนในเขตกองทัพเรียกว่า “ไต้หวันเล็ก”
แม้ตอนนี้มหันตภัยนั้นจะผ่านไปนานมากแล้วแต่บ้านหลังนี้ยังคงถูกรักษาเอาไว้ บ้านเก่ารอบๆ เปลี่ยนไปหมดแล้วมีเพียงแค่มันเพียงหลังเดียวที่ไม่ถูกแตะต้องเพราะที่นี่แห่งมีผู้เฒ่าอาศัยอยู่คนหนึ่งผู้เฒ่าคนนี้ไม่ยินยอมที่จะย้ายออกจากที่นี่และไม่ยินยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดกับมัน
ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงกลายเป็พยานประวัติศาสตร์ใน่นั้นร่วมกับเขา
ท่านผู้เฒ่าประสบกับเื่ราวมามากมายแม้จะเล่าโดยการเขียนเฉพาะคำพูดละเอียดอ่อนซึ่งแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับเื่ราวที่เกิดขึ้นกับเขาเกรงว่าใช้เวลาสามวันสามคืนก็เขียนไม่จบ เล่าไม่จบ
ผู้เฒ่าท่านนี้แซ่หลี่นามหลี่ไห่เฉิง เป็บิดาของปู่หลี่ตงหยาง
ในเขตกองทัพคนที่ไม่รู้จักหลี่ตงหยางนั้นมีมากมาย แต่คนที่ไม่รู้จักหลี่ไห่เฉิงนั้นมีน้อยมากพวกเขาเรียกท่านผู้เฒ่าว่า “ตำนานที่มีชีวิต”
ท่านผู้เฒ่าชอบร้องงิ้วไม่ว่าจะเป็ละครเพลงซานตง ละครเพลงเหอหนาน หรือ งิ้วเหอหนานงิ้วเซ่าชิงในมณฑลเจ้อเจียง เขาล้วนชอบทั้งนั้นแต่ที่เขาชอบมากที่สุดยังคงเป็งิ้วปักกิ่ง ปกติไม่มีอะไรทำท่านผู้เฒ่ามักจะชอบเรียกกลุ่มคนซึ่งมีความชื่นชอบในละครงิ้วจีนที่มีความสามารถในการขับร้องมาจากนั้นก็ทำการแสดงงิ้วด้วยตนเองหลายเื่ที่ซุ้มเถาองุ่นหน้าตึก
ท่านผู้เฒ่าอายุมากแล้วแต่ร่างกายกลับแข็งแรงอย่างน่าประหลาด อย่างอื่นไม่พูดถึงแค่เรือนผมขาวที่ยาวหนึ่งนิ้วบนศีรษะเขา แต่ละเส้นตรงเป็ระเบียบ ขาววาววับ!ใช้ประโยคหนึ่งที่หลี่ตงหยางเอ่ยมาพูด “นั่นมันผมที่ไหนกัน!นั่นคือศีรษะที่เต็มไปด้วยตะปูต่างหาก!”หาก้าดูว่าสุขภาพของคนผู้นี้ดีหรือไม่ คนที่เข้าใจจะมองแค่สองจุดหนึ่งคือคิ้ว อีกหนึ่งคือเส้นผม
คุณปู่ของหลี่ตงหยางเสียชีวิตไปแล้วบิดาของเขา หลี่เป่ยชวนยังคงมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง แต่หลี่เป่ยชวนเชื่อว่าเขาจะต้องตายก่อนท่านผู้เฒ่าแน่นอน เพราะเขาเพิ่งจะอายุห้าสิบ แต่มองจากที่ไกลๆ เส้นผมก็ร่วงจนเกือบจะไล่ตามเก๋อโยว[1]ทันแล้ว แต่หากเดินเข้ามามองใกล้ๆกลับเหมือนกับสนามรบที่เพิ่งถูกกวาดล้าง น่าเวทนาเกินกว่าจะทนดูได้ใช้ประโยคหนึ่งมาสรุปโดยสังเขป นั่นก็คือมอบแชมพูรีจอยส์ซองละหนึ่งหยวนให้เขาก็สามารถใช้ได้เจ็ดแปดปี
วันนี้หลี่ตงหยางมาสายเขาเร่งฝีเท้าตลอดทาง พลางใช้หมวกตำรวจของตนเองพัดให้มีลมขณะรีบไปยังศาลาพักร้อน
“ขอโทษครับๆผมมาสาย!”เขาไม่กล้ารบกวนชายชราหญิงชราหลายท่านที่กำลังร้องงิ้วจึงเดินอ้อมไปด้านหลังเงียบๆ แต่ขณะที่เตรียมจะนั่งกลับมีลมพัดมาจากท้ายทอยระลอกหนึ่ง
เขาหันหน้ากลับไปทันทีก็ได้ยินเสียง “ฟึบ!” ปลายทวนแทงมาถึงปลายจมูกเขาพู่สีแดงเชอรี่พลิ้วไหวเล็กน้อยราวกับแสดงถึงคาดหวัง
เขาถลึงตามองปลายทวนที่แกว่งไปมาเล่มนั้นแล้วยกมือสองข้างขึ้น พลางยิ้มเจื่อนๆ “ท่านผู้เฒ่า ท่านมาไม้ไหนครับเนี่ยพอแล้วๆๆ ‘กลยุทธ์การลอบโจมตี’ของท่านยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ แล้ว นับถือๆ !”
ท่านผู้เฒ่าไม่ได้สวมชุดแสดงงิ้วบนร่างมีแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวหนึ่งตัวในมือเขาถือทวนที่มีพู่สีแดงซึ่งใช้ในการแสดงงิ้วเล่มหนึ่งย่อขาสองข้างลงเหมือนม้ากำลังก้าวย่าง ด้ามทวนเสือกแทงตรงมาด้านหน้าเขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ประกายคมปลาบสาดออกมาจากดวงตา เอ่ยถามแบบจิงไป๋[2]“เหตุใดจึงมาสาย”
หลี่ตงหยางปัดชายเสื้อทำท่าทางเหมือนพระเอกหนุ่มบนเวทีแสดงงิ้วปักกิ่ง และตอบกลับแบบจิงไป๋เช่นกัน“ระหว่างทางรถติด พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เฝ้าประตูขวางเอาไว้ผู้น้อยนั้นไร้หนทาง!”
ท่านผู้เฒ่าถอยหลังไปแสดงท่าทีเดือดดาลในงิ้วปักกิ่ง โดยการส่ายศีรษะไปมา แล้วแสดงงิ้วของเขาต่อไปหลี่ตงหยางคุ้นเคยกับการล้อเล่นเช่นนี้ของเขามานานแล้ว เลยรู้ว่าตนเองผ่านคราเคราะห์แล้วจึงนั่งลง
“เฮ้อพ่อครับ วันนี้มีงิ้วเื่อะไรครับ” หลี่ตงหยางนั่งลง แล้วบุ้ยปากไปทางเวที
“หลัวเฉิงร้องให้เปิดประตูไงยังจะมีเื่ไหนอีกล่ะ แสดงไปแสดงมาก็มีแค่ไม่กี่เื่ไม่ใช่เหรอ สิบกว่าปีแล้ว!” หลี่เป่ยชวนผ่านวัยกลางคนมานอกจากเรือนผมที่ไม่ค่อยเป็ที่ชื่นชอบของผู้คน ส่วนอื่นๆ นับว่าผ่านฉลุยใบหน้าเหลี่ยมหว่างคิ้วมีรอยย่นลึกจากการขมวดคิ้ว มุมปากตกลงโดยไม่รู้ตัวรูปร่างหน้าตาแม้ไม่ได้โมโห แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม
เขากวาดตามองหลี่ตงหยางแวบหนึ่งพลางเอ่ยว่า “บอกไปแต่แรกแล้วว่าให้แกเข้ากองทัพ ก็ยังดื้อด้านราวกับเกิดปีลาตอนนี้กระทั่งทหารใหม่พวกนั้นยังพูดพล่ามไม่หยุด แกว่าน่าอายไหม”
หลี่ตงหยางถอดเครื่องแบบบนตัวออกแล้วใช้หมวกตำรวจที่อยู่ในมือแทนพัด “ไอ้หยา ผมต้องยินดีต่างหากล่ะครับโชคดีที่ผมไม่ได้เข้ากองทัพ ถ้าเข้าไปแล้ว แบบนั้นผมคงเสียใจภายหลัง! พ่อดูสิครับคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูนั่นต่างอะไรกับเสาโทรเลข บรรยากาศอึมครึมเสียขนาดนั้นถึงจะได้เข้ากองทัพที่ดี แต่ก็ต้องฝึกและออกกำลังกายทั้งวันทั้งคืนมีชีวิตเหมือนหุ่นยนต์ทุกวันมีอะไรน่าสนใจกัน มีคดีใหม่ๆ ที่มักจะไขได้ไม่จบไม่สิ้นเหมือนผมไหมครับแบบนั้นน่ะมีความท้าทายและน่าสนุกจะตาย!”
หลี่เป่ยชวนโบกมืออย่างหงุดหงิดใจ“พล่ามให้น้อยหน่อยฉันค้นพบว่าพอแกเป็ตำรวจบ้าๆ นี่ ก็ไม่มีอะไรก้าวหน้านอกจากฝีปาก!แกอาศัยฝีปากไขคดีเหรอ”
หลี่ตงหยางไม่ใส่ใจทำหน้าทะเล้นพัดลมให้หลี่เป่ยชวน “นี่พ่อเห็นผมเป็คนนอกเหรอครับ กองทัพปลดแอกประชาชนก็ดีตำรวจเพื่อประชาชนก็ช่าง ไม่ใช่ว่าทำเพื่อประชาชนด้วยกันทั้งคู่เหรอ ทหารกับตำรวจล้วนเป็ครอบครัวเดียวกันดีร้ายอย่างไรพวกเราก็ยังเป็ญาติกันไม่ใช่เหรอครับ”
หลี่เป่ยชวนด่ายิ้มๆ“เหอะ! มาเล่นลิ้นกับฉันที่เป็พ่อแกงั้นเหรอฉันว่าแกน่ะมันเด็กดื้อที่หากสามวันไม่โดนตี ต่อไปคงซนจนไปรื้อกระเื้ัคาแน่!” เอ่ยจบก็ทำท่าเหมือนจะตี
หลี่ตงหยางที่อยู่อีกด้านหลบวูบตามองงิ้วที่แสดงในลานจนถึงตอนท้ายแล้ว ก็รีบะโเสียงดังด้วยท่าทางจริงจัง“เยี่ยม!!” จึงหลบไปได้
ท่วงทำนองซีผี[3]ดังขึ้นในลานระลอกหนึ่งท่านผู้เฒ่าที่แสดงเป็หลัวเฉิงเริ่มขับร้อง
“เมื่อหลัวชุนจื่อจากหอปราสาทไปคงไม่มีวันจะได้พบกันอีก เสียงฝีเท้าอาชาดังขึ้นข้างหู คาดว่าซูเลี่ยส่งทหารมาแล้วข้าปลุกความฮึกเหิมพลางขึ้นไปนั่งบนอานม้า ้าจะสู้สุดชีวิตกับเ้าสารเลวนั่น!” เขาขับร้องจนถึงท่อนสุดท้ายของบทร้องก็ตรงกับเสียงเชียร์ของหลี่ตงหยางเข้าพอดี
[1]เก๋อโยวคือดาราจีนที่ถูกนำไปทำมีมหัวล้าน
[2] จิงไป๋ ภาษางิ้วในงิ้วปักกิ่ง คล้ายกับการเจรจางิ้วในปัจจุบันแต่ใช้เสียงดัด ตัวนางที่เจรจาประเภทนี้ ได้แก่ ตัวนางฮวาต้าน อู่ต้านและตัวนางต่างเผ่าที่มิใช่ชาวฮั่น
[3] ท่วงทำนองซีผีเป็ท่วงทำนองที่ใช้ในการบรรยายความหรือเล่าเื่ขณะร้องงิ้วปักกิ่งเพื่อแสดงอารมณ์ตื่นเต้น โมโห หรือยินดี