Thinking of 12
ทำไมไม่เป็อย่างที่ฉันคิดไว้ล่ะ!!
เมื่อเช้าวันถัดมา คนที่เหมือนจะทะเลาะกับฉันเมื่อวานมานั่งรอที่ห้องทำงานฉัน เมื่อฉันเดินเข้าห้องก็ต้องผงะใ เพราะบนโต๊ะกระจกมีแฟ้มเอกสารอะไรไม่รู้วางอยู่หลายแฟ้ม เขาเงยหน้าขึ้นมองฉันเล็กน้อยก่อนจะก้มดูเอกสารต่อ เอาสิในเมื่อเขาไม่พูดฉันก็จะไม่พูด คิดว่าเขาเป็เ้าของแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไงกันถ้าไม่พอใจฉันมาก ๆ ขอให้ไล่ฉันออกไปสิ
“คุณฝันรับอะไรไหมคะ?” พี่แต้มเปิดประตุเข้ามาพร้อมกับเอ่ยถามเสียงหวาน
“ยังไม่หิวเลยค่ะ อ้อ พี่แต้มคะเดี๋ยวตอนเที่ยงฝันออกไปข้างนอกนะคะ จะกลับเข้ามาบ่ายสอง”
“ได้ค่ะ” ฉันส่งยิ้มให้พี่แต้มและเริ่มเคลียกองเอกสารบนโต๊ะ คนที่นั่งทำงานอยู่โซฟากำลังจ้องฉันเงียบ ๆ ด้านหลังเขายังคงมีเลขายืนอยู่ ฉันเลือกที่จะไม่สนใจพวกเขา เปิดเพลงคลอเบา ๆ อย่างเคย เมื่อเคลียงานไปได้สักพักอรุณก็โทรเข้ามาหา นัดเจอกันที่ร้านสเต๊กในห้างฯ ที่พวกเราเคยไปด้วยกัน
(ฝุ่นมันจะไปไหม)
“ไม่อะ เห็นบอกว่ามีประชุมฝ่ายมั้ง”
(แล้วแกไม่เข้าเหรอ)
“ไม่ เดี๋ยวก็โดนไล่ออกแล้ว”
(อันนี้ก็เกินไป) ฉันกับเพื่อนหัวเราะน้อย ๆ ก่อนจะวางสายจากกัน วันนี้ดีที่ว่าฟางจะมาด้วย ปกติไม่มีหรอกที่จะว่างน่ะ เที่ยงสิบนาทีฉันเก็บของใส่กระเป๋าจังหวะที่ลุกขึ้นยืนคนที่นั่งเงียบมานานก็ขยับลุกและเดินเข้ามาใกล้ฉัน
“จะไปไหน?” อ้าว เขาพูดได้นิ นึกว่าพูดไม่ได้เสียอีก
“ไปข้างนอกค่ะ”
“ไปกับใครครับ”
“เพื่อน ไม่ได้เจอนาน เพิ่งว่างตรงกัน กลับมาทำงานตอนบ่ายแน่ค่ะ แจ้งเลขาไว้แล้วว่าจะกลับเข้ามาตอนบ่ายสอง งานตอนเช้าเคลียเอกสารด่วนไปหมดแล้ว ไม่มีงานตกค้างตอนเช้าค่ะ” ฉันรีบรายงาน ขาก็ขยับถอยหลังเมื่ออีกฝ่ายขยับมาใกล้และยื่นมือมา
“พี่รู้ครับว่าเคลียเสร็จแล้ว พี่จะไปด้วย”
“ไม่ได้ค่ะ”
“ไม่ได้? ทำไมล่ะ”
“ก็มีแค่เพื่อนไป ไม่มีคนอื่น”
“พี่ไม่ใช่คนอื่น พี่เป็คู่หมั้นเรา” เขารีบดึงประเป๋าจากมือฉันไปถือเองอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่คู่หมั้นนะ! ขอกระเป๋าคืนด้วยค่ะ”
“พี่จะพาไปครับ จะได้มั่นใจว่าไม่ได้อู้งาน” เท้าที่กำลังก้าวตามเขาชะงักไปเมื่อเข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงของเขา โอเค จะไปส่งก็ได้ ฉันตกลงกับตัวเองและยอมเดินตามเขาออกจากห้องเงียบ ๆ เมื่อขึ้นรถมาได้ฉันก็บอกกับพี่คนขับรถว่านัดเพื่อนไว้ที่ไหน คนที่ยึดกระเป๋าฉันไปออกอาการแปลกใจเล็กน้อยที่ฉันยอมตามมาโดยง่าย
“เป็อะไรหรือเปล่า? โกรธเหรอ” เขายื่นมือมาใกล้ ฉันเอนหลังถอยห่างมือก็ยื่นไปดึงกระเป๋าตัวเองมาถือไว้เอง ของ ๆ ฉัน ฉันถือเองได้ค่ะ
“ไม่ค่ะ”
“ฝัน โกรธอะไรก็บอก”
“ไม่ได้โกรธค่ะ” มีอะไรทำไมฉันต้องโกรธเขากัน พอฉันเงียบอีกฝ่ายก็ลอบมองอยู่บ่อยครั้งกระทั่งมาถึงห้างฯ ที่นัดกับเพื่อนไว้ ฉันรีบเอ่ยขอตัวมาและเดินไปยังจุดที่นัดเพื่อนไว้ทันที อรุณและฟางเดินมาพร้อมกันฉันโบกมือให้เพื่อนก่อนจะรีบเดินเข้าไปหา
“หิวมาก ๆ ” ฉันรีบบอกเพื่อน และพยายามลืมเื่ราวที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ
“ไป ๆ หิวเหมือนกัน มีเวลาถึงบ่ายสองนะ”
“ตามนั้น” เมื่อเข้ามานั่งในร้านและสั่งอาหารไป เราก็คุยเล่นกันไปเรื่อย รอยยิ้มของฉันหายไปเมื่อสายตาเหลือบไปเจอกับร่างสูง ๆ ของคนที่พามาที่นี่ ด้านหลังมีเลขาของเขาและพี่คนขับรถเดินตามเข้ามาในร้านที่ฉันกับเพื่อนนั่งอยู่ ไม่ใช่หรอกฝัน เขาคงบังเอิญอยากทานร้านนี้เขาไม่ได้ตามมาจับผิดแกหรอก อย่าไปคิดมากเลย ทานข้าวให้มีความสุขดีกว่า
“แล้วฟางเป็ไงบ้าง่นี้” อรุณเอ่ยถามฟาง ฉันเองก็ฟังด้วยมือก็ตักนู่นตักนี่เข้าปาก ต้องรีบทำเวลาเดี๋ยวเข้างานสาย
“เรื่อย ๆ อะ ซันเดย์เขาใจดีน่ะ เลยไม่มีอะไรน่าหนักใจ”
“ดีแล้ว ๆ อ้อ แล้วที่จะสอบอะ อ่านหนังสือทบทวนกันด้วยนะแค่ไม่กี่วิชาแต่ก็หนัก” อรุณเตือน เฮ้อ ฉันไม่ชอบอ่านหนังสือเลย มันน่าเบื่ออะง่วงด้วย
“ฝันอ่านด้วยรู้ว่าเรียนเก่งแต่ต้องอ่าน”
“จ้าแม่” ฉันขานรับ
“ถึงไม่อ่านฝุ่นก็บังคับมันอ่านอยู่ดีนั่นแหละ” ฟางบอกพลางหัวเราะน้อย ๆ
“อย่ามารู้ทันน่า เสร็จนี่ไปไหนกันต่อ” ฉันถามเพื่อนกลับ มือรวบช้อนวางข้างจาน ตอนนี้บ่ายโมงนิด ๆ แล้วด้วย
“เข้าบริษัท” อรุณตอบ
“เราไปรับซันเดย์มีงานเย็น” ฟางขำน้อย ๆ เมื่อเห็นท่าทางเขิน ๆ ของอรุณเวลาพูดถึงซันเดย์
“งั้นแยกกันเลยไหม”
“ได้ ๆ เดี๋ยวแวะร้านชานมก่อน้าปะทะมาก”
“เหมือนกัน ่นี้อาจจะไม่ค่อยว่างนะ เอาไว้เจอกันวันสอบ” ระหว่างที่เดินไปที่ร้านชานมชื่อดังเราก็คุยกันไปเรื่อย ๆ บ่ายโมงครึ่งฉันแยกกับเพื่อนและรีบกลับไปยังที่ทำงานทันที อีกสองนาทีจะบ่ายสองฉันวิ่งออกจากลิฟต์เข้าไปรายงานตัวกับพี่แต้มพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ
“หนูมาก่อนบ่ายสองนะคะพี่แต้ม!”
“อะ เอ่อ ค่ะ ค่ะคุณฝัน ก่อนบ่ายสองค่ะ” ฉันร้องเยสก่อนจะเดินเข้าห้องอย่างสบายใจ บอกแล้วว่ากลับก่อนบ่ายสองแน่ ๆ
“ทำไมไม่รอ แล้วโทรหาทำไมไม่รับสาย” ฉันทิ้งตัวนั่งได้ไม่ถึงห้านาทีประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างสูง ๆ ที่เดินย่างสามขุมเข้ามาหา
“อะเอ่อ รีบไงคะรีบกลับมาทำงานไงเดี๋ยวไม่ทันบ่ายสอง” ฉันรีบแถไปกลัวอีกฝ่ายจะดุ แต่ว่าฉันลืมจริง ๆ นะลืมแบบลืมไปจากระบบความจำเลยว่าไปกับใคร ที่สำคัญเขาก็ไม่ได้บอกนี่ว่าให้รอหรือเขาจะกลับเข้ามาส่งที่ทำงาน
“ฝันอย่ามาทำตัวมีปัญหา!”
“คุณจะมาดุเราทำไม? เรากลับมาทำงานทันเวลาแล้วไม่ได้ไปทำอะไรเสียชื่อเสียง อยากให้เข้ามาทำงานที่นี่เราก็มาแล้วไง จะเอายังไงอีก ขังเราไว้เลยไหมล่ะจะได้ไม่ต้องออกไปไหน บางทีเราก็ไม่เข้าใจเราอยู่ของเรามาเงียบ ๆ ตั้งนานทำไมต้องมาบังคับเราในเื่ที่เราไม่เคยยุ่งด้วย มีปัญหากับพวกเขาก็ไปเคลียกับพวกเขาสิ จะดึงเราเข้าไปยุ่งทำไม!”
“ฝัน!! เป็อะไร” เสียงฝุ่นดังขึ้นพร้อมกับร่างฉันที่ถูกดึงเข้าไปกอด ฝ่ามืออบอุ่นลูบที่หลังอย่างปลอบประโลม ความอบอุ่นหนึ่งเดียวที่ฉันได้รับหลังจากที่แม่เสียไป
“งั้นก็ทนหน่อยแล้วกัน”
“หึ ทนไม่ไหวแล้วสินะ” ฝุ่นพึมพำ
“ฝุ่นมาคุยกับพี่ มาคุยกันก่อน” อีกฝ่ายพูดกับฝุ่น
“หึ ไม่ล่ะครับ ถ้าลูกสาวพวกเขากลับมา ผมกับน้องก็จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่นี่ หวังว่าคุณยูเมะจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ”
“ฝุ่น เราต้องมาคุยกันก่อน”
“ผมไม่อยากคุยกับคุณแล้วครับ วันนี้คงต้องขอตัวแล้วก็ขอลางานกับเ้านายด้วยนะครับ เพราะดูแล้วน้องผมน่าจะไม่ไหว” ฝุ่นผละออกจากฉันเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายแล้วพาเดินออกจากห้องทำงาน ระหว่างที่เดินออกมาฉันไม่ได้เงยหน้ามองใครเลยสักคน ระหว่างทางกลับคอนโดฉันก็นั่งเงียบตลอดทาง ฝุ่นเองก็คงรู้ว่าตอนนี้ฉันไม่พร้อมคุยเลยปล่อยให้อยู่เงียบ ๆ
เกือบสองชั่วโมงที่ฉันนั่งอยู่บนเตียงในหัวมันขาวโพลนไปหมดนึกอะไรไม่ออก มันเหนื่อย มันเ็ป มันอ่อนล้าจนอยากจะหายไปจากโลกใบนี้ด้วยซ้ำ คิดแบบนั้นสายตาก็เหลือบมองระเบียงห้องด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ถ้าลงไปข้างล่างจากทางระเบียง...
=====
กลัวลืมเลยมาอัพให้ก่อน ฝากคอมเม้นด้วยนะคะ