พวกเขาวิ่งออกจากห้อง 206 อย่างไม่คิดชีวิต หัวใจเต้นระรัว เสียงกริ่งยังดังสะท้อนอยู่รอบตัว ราวกับกำลังเร่งเร้าให้พวกเขาออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ทางเดินของอาคารเรียนมืดมิด แสงไฟจากหลอดนีออนที่กระพริบถี่ ๆ ทำให้เงาของพวกเขาบิดเบี้ยวไปมาเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่
แพรไหมหอบหายใจหนัก เธอเหลือบมองข้างหลัง…และสิ่งที่เห็นทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
เงาสีดำกำลังเคลื่อนที่ตามพวกเขา—ไม่ใช่เงาของพวกเขาเอง!
“เร็วเข้า!” ธันวาะโขณะที่เขาคว้าแขนของแพรไหมแล้วกระชากให้วิ่งต่อ กรณ์ที่วิ่งนำหน้าหันกลับมาดูและดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ
“ทางออก! อยู่ข้างหน้าแล้ว!”
กรณ์เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูของอาคาร 6 ก่อนจะดึงมันแรง ๆ—แต่…มันไม่ขยับเลย!
“ไม่จริงน่า!” เขาสบถออกมา ขณะที่พยายามกระชากประตูอีกครั้ง แต่ประตูยังคงแน่นสนิทเหมือนถูกล็อกจากด้านนอก
“เราติดอยู่ในนี้” แพรไหมพึมพำเสียงสั่น
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังใกล้เข้ามา ราวกับมีบางอย่างกำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา ธันวารู้สึกเหมือนมีสายตานับสิบคู่จ้องมองพวกเขาจากทุกมุมของอาคาร ร่างของเงาดำยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ …
“ทางขึ้นไปดาดฟ้า!” ธันวาชี้ไปที่บันไดทางหนีไฟที่อยู่สุดทางเดิน “เราไปซ่อนตัวก่อน!”
ทั้งสามรีบวิ่งขึ้นบันได แต่ละก้าวที่วิ่งขึ้นไป เสียงฝีเท้าของเงาดำก็ดังตามมาติด ๆ จังหวะที่พวกเขาไปถึงดาดฟ้า กรณ์ปิดประตูเหล็กแล้วล็อกจากด้านใน
เงียบ…
มีเพียงเสียงลมหอบของทั้งสามคนที่สะท้อนอยู่ในความเงียบงันของกลางคืน
“พวกมัน…หายไปแล้วเหรอ?” แพรไหมกระซิบเสียงแ่
ธันวาไม่แน่ใจ เขาก้าวไปใกล้ขอบรั้วของดาดฟ้า มองลงไปยังสนามด้านล่างของโรงเรียน อาคารเรียนทุกหลังดูเหมือนปกติ แต่แปลกที่ไม่มีแสงไฟจากเสาไฟหรือห้องเรียนใด ๆ เลย
“นี่มันผิดปกติ” ธันวาพึมพำ
กรณ์ทรุดตัวลงนั่ง หอบหายใจหนัก เขาหยิบสมุดบันทึกเก่าที่ธันวาเจอจากห้อง 206 ขึ้นมาดูอีกครั้ง พลิกไปที่หน้ากระดาษที่เขียนข้อความไว้
‘หากคุณ้ารอด… จงเรียกชื่อของเขา’
“…วีรัช” กรณ์พูดออกมา
ทันใดนั้น ลมแรงพัดผ่านดาดฟ้า สมุดบันทึกเปิดไปยังหน้าถัดไปเอง และข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นเหมือนถูกเขียนด้วยมือที่มองไม่เห็น
‘กฎของโรงเรียน’
1. หากคุณได้ยินเสียงกริ่งดังหลังเที่ยงคืน อย่าอยู่ในห้องเรียน
2. ห้ามเดินตามเงาที่เห็นในกระจก
3. ห้ามพูดชื่อของนักเรียนที่หายตัวไปในปี 2516…มากกว่าหนึ่งครั้ง
4. หากประตูทางออกล็อก จงหาห้องที่ไม่มีฝุ่นและเข้าไปซ่อนตัว
5. อย่าหันกลับไปมอง…ถ้ามีใครเรียกชื่อคุณ
ทุกคนอ่านกฎเ่าั้ด้วยหัวใจที่เต้นแรงขึ้นทุกขณะ ข้อสุดท้ายทำให้แพรไหมตัวแข็งทื่อ
‘อย่าหันกลับไปมอง…ถ้ามีใครเรียกชื่อคุณ’
“…ธันวา”
เสียงแหบพร่าเรียกชื่อของธันวาดังขึ้นจากข้างหลัง
ทุกคนแข็งค้าง ไม่มีใครกล้าหันไปมอง
“…ธันวา” เสียงนั้นเรียกอีกครั้ง ใกล้กว่าเดิม
แพรไหมกลั้นหายใจ เธอเอื้อมมือไปจับแขนของธันวาแน่น ขณะที่กรณ์ตัวสั่นระริก ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา
เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น…ใกล้ขึ้น…
ธันวาหลับตาแน่น ขณะที่เสียงแหบพร่าของใครบางคนยังคงเรียกชื่อของเขาอยู่ข้างหลัง เขาจะหันกลับไปดีไหม?
“…ธันวา”
น้ำเสียงนั้นแ่เบาแต่ชัดเจน มันแทรกซึมเข้าไปในหัวของเขาราวกับกำลังสะกดให้เขาหันกลับไปมอง
“…อย่าหันไป” แพรไหมกระซิบข้างหูของเขาอย่างสั่นเทา
กรณ์เองก็ไม่กล้าขยับ เขาแทบกลั้นหายใจเมื่อเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันใกล้ขึ้น…และเย็นะเืจนทำให้กระดูกสันหลังของพวกเขาชาหนึบ
“…ธันวา”
ธันวากัดฟันแน่น หัวใจเต้นโครมครามในอก ทุกเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ความเงียบที่ปกคลุมพวกเขาทำให้บรรยากาศยิ่งกดดัน
แล้วทันใดนั้น—
เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้น มันเป็เสียงที่ฟังดู… ผิดปกติ ราวกับเสียงของเด็กที่กำลังสนุกสนาน แต่กลับแฝงไปด้วยความไม่ชอบมาพากล
และทันใดนั้นเอง กระจกที่อยู่ข้างผนังดาดฟ้าเริ่มสั่นไหว
กรณ์เหลือบมองไปที่มัน และสิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาหน้าซีดเผือด
เงาของพวกเขาในกระจก…ไม่ได้ทำท่าทางเหมือนพวกเขา
“เฮ้…” กรณ์พยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาเอื้อมมือไปสะกิดแขนธันวาเบา ๆ “ดูในกระจก…”
ธันวาค่อย ๆ เปิดตาขึ้นแล้วเหลือบมองไปที่เงาสะท้อน
และหัวใจของเขาแทบหยุดเต้น
ร่างของพวกเขาในกระจกหันกลับมามองพวกเขาเอง
มันเป็ภาพที่ผิดธรรมชาติอย่างร้ายกาจ เงาสะท้อนของธันวา กรณ์ และแพรไหมกำลังจ้องกลับมาที่พวกเขาด้วยดวงตาว่างเปล่า ริมฝีปากของมันยกยิ้มแปลกประหลาด—ราวกับกำลัง ล้อเลียน พวกเขา
“…นี่มันเื่บ้าอะไร” แพรไหมกระซิบเสียงสั่น
กรณ์ถอยหลังไปสองสามก้าว “นี่มันไม่ใช่เงาของเรา…”
เสียงหัวเราะในอากาศเริ่มเปลี่ยนเป็เสียงกระซิบดังเซ็งแซ่ มันดังมาจากทุกทิศทางรอบตัวพวกเขา
“พวกเธอ…อยู่ผิดที่แล้ว…”
“พวกเธอ…ต้องออกไป…”
“อย่าหันกลับไปมองกระจกอีก…”
เสียงสุดท้ายดังขึ้นใกล้ข้างหูของธันวา ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว แล้วทันใดนั้นเอง กระจกทั้งบานก็แตกกระจายเสียงดังลั่น!
เศษกระจกปลิวกระจัดกระจายไปทั่วพื้น ลมหนาวเย็นะเืพัดผ่านพวกเขาราวกับพายุขนาดย่อม พวกเขารีบยกแขนขึ้นบังตัวเองจากเศษกระจก
แล้วทุกอย่างก็เงียบลงอีกครั้ง
ธันวาหอบหายใจแรง ก่อนจะค่อย ๆ ลดแขนลง และสิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาหยุดนิ่ง
เงาของพวกเขาหายไปจากพื้นดาดฟ้า
“…ไม่มีเงา…” กรณ์พูดออกมาเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แพรไหมมองไปที่ผนังตรงที่กระจกเคยอยู่ ก่อนที่เธอจะชี้ไปที่บางสิ่ง
บนผนังมีรอยขีดเขียนด้วยลายมือจาง ๆ ปรากฏขึ้น มันเป็ข้อความที่เหมือนถูกขูดลงบนกำแพงด้วยของแข็งบางอย่าง
‘กระจกคือทางออก…แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน’
“…ทางออก?” ธันวาทวนคำ
แพรไหมส่ายหน้า “ฉันไม่รู้ แต่นี่หมายความว่าอะไร…?”
กรณ์กำมือแน่น “หมายความว่า…มีบางคนใช้กระจกเป็ทางหนีไปจากที่นี่ แต่บางคนติดอยู่ที่นี่ตลอดไป”
บรรยากาศเงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไร
และจากเงามืดในมุมของดาดฟ้า…เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง