ตอนพิเศษ โร x เซ็ท [1.2] วันเด็กถ้าโรกับเซ็ทเป็นมนุษย์ธรรมดา แถมยังเป็นไทป์โชตะอีกต่างหาก
ห้องคณะกรรมการนักเรียนกว้างเต็มไปด้วยกระดาษเอกสารที่ปลิวว่อน สองหนุ่มหล่อชั้นดีประจำโรงเรียนต่างพากันถ่างตาอ่านเอกสารจนตาแดง ใต้ตาดำเป็นหมีแพนด้า ก่อนที่คนตัวใหญ่กว่าจะส่งเสียงร้องลั่นออกมาอย่างเหลืออด จนเพื่อนที่นั่งข้างๆ สะดุ้งเผลอบี้กระดาษเอกสารจนยับคามือ“โว้ยยย! เหนื่อยจะตายห่าอยู่แล้ว ใช้คนยังกับทาส ถึงจะอยู่ม.6 แต่ก็ยังเป็นเด็กนะเว้ย! จะจัดวันเด็ก ก็ต้องให้เด็กสบายมั้ยล่ะสัด!”“หุบปากสักทีดิคิว กูก็เหนื่อย แค่ไม่ปากมากเท่ามึง”“อ้าว เหี้ยไวทย์ไม่เคยได้ยินเหรอว่ามีอะไรมันต้องระบายออกมา ปล่อยสุมอกมันอึดอัดขึ้นสามล้านเท่า ตะโกนดังๆ แบบนี้สิถึงจะถูกต้อง”“ถูกพ่องมึงสิ อาจารย์ได้เข้ามาด่าตายห่า”“เหอะ ถ้าไอ้เหี้ยเซ็ทยอมรับคนเข้ากรรมการนักเรียนเพิ่มเราก็ไม่ต้องมานั่งทำเอกสารขนาดนี้คนเดียวละ ก่อนจะว่าจารย์โยนงานกูจะด่ามันก่อน รอมันมาก่อนเถอะ เดี๋ยวแถมตีนให้ด้วยเลย”ครืดดดด...“อะไร จะว่าอะไรกู ด่ามาสิแล้วเอางานที่กูไปทำด้วย ส่วนตีนที่จะแถม ไม่รับปากนะว่ามึงจะได้ตีนจากกูไปแทนรึเปล่า”เจ้าของชื่อในสรรพนามบุรุษที่สามเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง ในมือยังถือกระดาษเอกสารปึกใหญ่เข้ามาด้วย ประโยคทักทายทำเอาคิวที่พึ่งพูดพาดพิงไปเมื่อครู่สะดุ้งโหยง ยิ้มแห้ง รีบเปลี่ยนเรื่องแทบไม่ทัน“เชี้ย! มึงได้ยินได้ไงวะ?”“เสียงมึงดังลั่นระเบียง ไม่ได้ยินมากมั้ง ไอ้บ้า เอ้า มึงปากมากได้งานคงเสร็จแล้วใช่มั้ยล่ะ มาเอาที่กูไปทำต่อเลย ยังเหลืออีกเยอะ”“เห็นใจกูเถอะ แค่นี้กูก็อ่านไม่ทันแล้ว แล้วถึงให้กูทำมึงก็ต้องตรวจอีกรอบอยู่ดี เสียเวลาสองต่อ”“ใช่ มันจะเสียเวลาสองต่อ เพราะงั้นอย่าทำให้กูอยากเสียเวลาสองต่อ โอเค?”“เออๆ ได้ ผิดไปแล้วครับผม”“เป็นไงล่ะปากพาซวย”คิวกับไวทย์ซุบซิบกันด้วยเสียที่ไม่ดังและไม่เบา ยังไงก็ตามมันดังพอให้ประธานนักเรียนที่พึ่งนั่งโต๊ะเตรียมทำงานได้ยินชัดแจ้งจนต้องเอ่ยเตือนอีกหน“ขยับปากก็ขยับมือด้วย หรืออยากได้งานเพิ่ม?”“ไม่อยากครับ / ไม่เอา!!”ประธานนักเรียนที่เพอร์เฟ็กต์สุดในรอบหลายสิบปีขยับยิ้มมุมปากเมื่อสองเพื่อนชายควบตำแหน่งมือซ้ายขวาก้มหน้าก้มตาทำเอกสารต่อ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าทั้งคิวและไวทย์ต่างพร้อมใจกันเหลือบมองเซ็ทที่ปั่นเอกสารกองโตแผ่นต่อแผ่นด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ“สมเป็นผู้สืบทอดแอชลีย์ ไว้ใจได้เรื่องเอกสาร”“ถ้ามึงยังไม่หุบปาก เอกสารกองนั้นที่เซ็ททำคงได้ถูกส่งมาให้มึง”“เงียบก็ได้...”...คนที่นั่งทำงานไปแต่ในใจก็คิดสะระตะเรื่อยเปื่อยไปโดยไม่ให้ใครรู้ เริ่มบังเกิดความคิดสับสนในตัวเอง ใช้เวลานานทีเดียวกว่าที่จะตัดสินใจได้ปากกาน้ำเงินตวัดเซ็นต์ชื่อตัวเองปิดท้ายคำว่าตรวจสอบเรียบร้อยด้วยความมั่นใจแผนงานวันเด็ก ก็มีเพื่อเด็ก แต่ไม่ได้กำหนดนี่ว่าต้องมีเพื่อเด็กในโรงเรียนอย่างเดียว?...“โรงเรียนพี่ก็จัดวันเด็กเหรอ?”“ใช่”“ดีอ่ะ โรงเรียนผมไม่จัดวันเด็ก แต่ให้หยุดเรียนแทน”“...คนนอกเข้าได้นะ ถ้านายจะมา”ทางกลับบ้านเดิมๆ ที่มีไว้ผ่อนคลายกลายเป็นว่ามีคนมาอย่ด้วยอีกหนึง เป็นเด็กประถมทั่วไปที่ใช้เวลาช่วงเย็นในการเดินกินขนมรอรถด้วยกัน พูดคุยเรื่องไร้สาระทั่วๆ ไปโดยไม่ได้พยายามถามถึงตัวตนข้างใน เพราะแบบนั้นเขาเลยยอมให้เด็กกวนประสาทที่ไม่รู้จักเข้ามาใช้เวลาส่วนนึงในแต่ละวันด้วยกันโดยปริยาย“พี่ชวนผม?”“แค่บอก อย่าตีความเข้าข้างตัวเองสิ”“ชวนผมไปก็ยอมรับมาเถอะน่า”เซ็ทกรอกตามองบน ทำท่าจะเดินหนีไปทิ้งขยะ แต่ก็ถูกมือเล็กคว้าไว้ก่อนที่ถูกคือเด็กพยายามเข้ามาแบบเนียนๆ แล้วเซ็ทที่ไม่ได้ปิดกั้นอะไรเหมือนตอนอยู่โรงเรียนก็ยอมให้เด็กเข้ามา ทั้งสองเลยสร้างวงกลมความสัมพันธ์ประหลาดนี่ขึ้นมาอย่างรู้กันเซ็ทให้เหตุผลกับตัวเองว่าตัวเองไม่ได้เสียหายอะไร อ้างกับตัวเองว่าแค่ยอมเป็นพี่เลี้ยงเด็กยามว่าง เล่นกับเด็กให้เป็นบุญ เลี้ยงขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่ราคาไม่ได้สะเทือนกระเป๋าตัง ทำเสมือนมองไม่เห็นถึงบางอย่างลึกๆ ที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ ทั้งของตนเอง และของเด็กข้างกาย“มีของเล่นของกินเยอะมั้ย?”“เยอะมาก”“งั้นไปก็ได้ ถ้าผมไม่ไปพี่คงเหงา”“เหอะ”เซ็ทแค่นหัวเราะ โยนถุงขนมลงถังขยะแทนการเดินเนื่องจากโดนเกาะไว้ ผ่านไปไม่นาน ผู้ปกครองของเด็กตัวแสบก็มารับ ซึ่งคนที่นั่งรอเป็นเพื่อนนั้นก็เดินไปทักทายตามมารยาทเหมือนวันก่อนๆ...เป็นอีกหนึ่งวันที่เซ็ทหัวเสียแต่แสดงออกไม่ได้ การเป็นประธานนักเรียนเท่ากับต้องแบกรับหน้าที่ในการจัดการดูแลคนทั้งโรงเรียน ในขณะเดียวกันก็ต้องพูดคุยประสานงานกับทางคณะอาจารย์ ในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมใหญๆ ที่มีคนภายนอกมากมายก็ต้องคุยกับคนข้างนอกอีกไม่ต้องหวังหลบไปไหน วันนี้ทั้งวัน ยังไงเขาก็ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนอยากให้คิวกับไวทย์มาช่วย แต่นั่นแหละ (ในขณะที่ปากยิ้มพูดคุยกับบรรดานักเรียนหญิงที่เข้ามาห้องล้อม ดวงตาคมสีทองอำพันก็เหลือบมองไปยังฝูงชนที่มีจุดศูนย์กลางสองแห่ง นั่นมีสภาพไม่ต่างกันจากที่เซ็ทยืนอยู่ตรงจุดนี้) พวกนั้นก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน“จริงรึเปล่าคะรุ่นพี่ที่ว่าบ้านรุ่นพี่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมนี้?”“ถามได้นะ งบขนาดนี้คงมาจากโรงเรียนหรอกน่ะ ลองดูเครื่องเล่นในสนามก่อนเถอะ”“ใช่ๆ งบโรงเรียนน่ะเช่าได้ไม่เกินสองเครื่องหรอก นี่น่ะอานิสงค์จากรุ่นพี่ทั้งนั้น”เซ็ทได้แต่ยิ้มและไม่ตอบอะไรยาวนานพอๆ กับที่ให้คนรอบตัวได้แข่งกันพูดถึงความอลังการของการจัดงานและความร่ำรวยของตระกูลเขาที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานนี้ ชื่นชมความสามารถที่จัดงานแสนอลังการ แอบเนียนแสดงความชื่นชอบรูปร่างหน้าตาไปจนถึงฐานะ...น่าสะอิดสะเอียนมันน่าเบื่อและเขาอยากจะออกไปจากตรงนี้เต็มทน แต่ดันออกไปไหนไม่ได้เพราะหน้าที่มันค้ำคอ บางทีเขาก็ควรจะเอาชื่อตระกูลมาอ้าง ด้วยการยกปัญหาอะไรสักอย่าง แล้วหาเรื่องเดินหนีออกไปเลย“พี่ชาย พาผมไปหาแม่หน่อยได้มั้ย?”“อะไรเนี่ย เด็กที่ไหนกัน?”“ตรงนี้เฉพาะเด็กในโรงเรียนนี่ แล้วเด็กคนนี้มาได้ไง?”เด็กผู้ชายวัยประถมที่ยืนท่ามกลางหมู่นักเรียนหญิงทำท่าเบะปากใกล้จะร้องไห้เมื่อตัวเองกลายเป็นเป้าสายตา สองเท้าขยับเดินเข้าหาคนที่เป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่มคนและเป็นเพศเดียวกัน พร้อมกันนั้นมือเล็กก็กำขากางเกงนักเรียนของเซ็ทแน่นไม่มีปล่อย ปากที่ใกล้จะร้องไห้ก็ขยับพูดเสียงสะอื้น“พวกพี่สาวน่ากลัว...พี่ชาย...พี่พาผมไปหาแม่หน่อย...นะ แม่...หายไปไหน...ไม่รู้ ฮึก...”“...อ่า ฉันคงต้องพาเขาไปส่งก่อน”“รุ่นพี่คะ ให้พวกเราพาไปก็ได้”“ไม่เอา!”เด็กน้อยโผเข้ากอดขาเซ็ทแน่น ดวงตากลมมีน้ำเอ่อคลอใกล้จะไหลเต็มกลืน เห็นแบบนั้นเซ็ทจึงย่อตัวลงแล้วคว้าร่างเล็กขึ้นอุ้ม เด็กน้อยไม่ขัดขืนทั้งยังรีบใช้วงแขนเล็กยึดจับบ่ากว้างของคนตัวโตแน่น และแน่นอนไม่ลืมที่จะฝังใบหน้าเล็กๆ เข้าที่ซอกคอของคนอุ้ม“...อย่างที่เห็น เขากลัว เพราะงั้นให้ฉันพาไปนั่นแหละ อีกอย่างฉันรู้จักเขาอยู่แล้วน่ะ”เซ็ทบอกกับบรรดานักเรียนหญิงที่ยืนล้อมรอบตัว ก่อนจะก้าวยาวๆ เดินออกจากวงล้อม พอพ้นรัศมีคนก็กระซิบกระซาบกับเด็กในอ้อมแขนเสียงเบา“ฉันจำไม่ได้ว่านายเป็นเด็กขี้แยนะ”“พี่ที่ผมรู้จักก็ไม่ใช่ปลาตายแบบนั้นนะ”“ฉัน?”“ไม่รู้ตัวเหรอว่ารอยยิ้มตัวเองมันทุเรศมาก ผมก็เลยทนดูไม่ได้ ต้องไปช่วยลากพี่ออกมานี่ไง”เด็กน้อยที่ทำท่าจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อในตอนแรกฉีกยิ้มบาง คล้ายจะกลับไปเป็นเด็กน้อยคนเดิมที่เซ็ทเคยรู้จัก ทว่าพอตั้งใจจะวางร่างเล็กลงให้เดินเอง เจ้าเด็กกวนประสาทก็เกาะคอเขาแน่น ไม่วายทำท่าจะร้องไห้เหมือนโดนรังแก ทำเอาคนโดนกดขี่ที่ต้องรักษาหน้าตาต้องจำใจอุ้มมันต่อไป มิฉะนั้นเขาคงโดนหาว่าแกล้งเด็กแหงๆ“เจ้าเด็กร้ายกาจ”“ผมเปล่า พี่แหละ ชวนผมมาก็ไม่ยอมไปดูแล นี่ถ้าผมโดนลักพาตัวจะทำไง?”“ฉันเป็นคนจัดงาน ไม่ได้ว่างดูแลใครแค่คนเดียว แล้วย่างนายน่ะเหรอจะโดนใครลักพาตัว เจ้าเล่ห์เกินเด็กซะขนาดนี้”“แต่ภายนอกผมก็ยังเป็นเด็กนุ่มนิ่มนะ”“แล้วเด็กนุ่มนิ่มมางานโรงเรียนคนเดียวได้ยังไงไม่ทราบ”“บอกแม่ว่าพี่จะคอยดูแล” โรว่าง่ายๆ ยักไหล่เบาๆ โดยไม่เกรงกลัวสายตาคาดโทษของคนที่ตัวเองยืมชื่อมาใช้ “ผมอุตส่าห์ช่วยพี่ออกมา ตอบแทนนิดหน่อยไม่ได้เหรอ?”“ใครขอไม่ทราบ?”“พี่ไง ถึงไม่พูดก็ดูออกหรอก”เด็กน้อยกวนประสาทนามว่าโร ทั้งๆ ที่เป็นเด็กประถมธรรมดาทั้งยังไม่เคยคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ สักที กลับมองทะลุหน้ากากเข้ามาสัมผัสใจจริงของเซ็ทได้ ทั้งที่ในความจริงแล้วมีน้อยคนนักจะสังเกตุ หากไม่นับคนในครอบครัวและเพื่อนสนิท“มโน”“พี่ปากแข็ง แต่ก็ไม่แข็งนี่หว่า?”นิ้วเล็กไล้วนบนริมฝีปากบางช้าๆ ราวกับกำลังหยอกล้อ การสัมผัสที่ไม่คุ้นชินคล้ายกับกำลังโดนรุกรานพื้นที่ส่วนตัว ทำเอาเซ็ทตัวแข็งทื่อ หากไม่ใช่ว่าเจ้าของนิ้วที่สัมผัสเป็นเด็กวัยกระเต๊าะ เซ็ทคงเตะออกแรงเตะฝังคนที่บังอาจแตะต้องเขาให้ฝังตายไปในกำแพง“...ปล่อย”“จะขู่เด็กเหรอ?”“เออ ปล่อยมือนายเดี๋ยวนี้”“ปล่อยก็ได้ แล้วของตอบแทนผมล่ะ?”“เลี้ยงขนม”“ในงานเยอะแยะ”เด็กน้อยบอกหน้านิ่งไม่ได้สนใจสักนิดว่าคนที่ตนเรียกร้องขอสิ่งตอบแทนเริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วทันใดนั้นสัมผัสแผ่วเบาก็ประทับลงบนกลุ่มผมนุ่ม ดวงตากลมโตเงยหน้ามองคนอายุมากกว่าอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าป๋าเป๋าหนักจะให้ของตอบแทนที่ขอแกมบังคับเป็นการจุ๊บหน้าผาก“พอใจยัง?”“ไม่”เด็กน้อยจอมเจ้าเล่ห์ไม่ว่าเปล่า มือเล็กยังออกแรงดึงศีรษะได้รูปของเซ็ทให้ขยับมุมไปตามที่ตนต้องการ ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มเล็กจะประทับลงบนแก้มนิ่มเร็วๆ แต่หนักแน่นทั้งสองข้าง“ต้องแบบนี้ต่างหาก”เด็กน้อยยิ้มกว้างขัดกับใบหน้าคนโดนขโมยหอมแก้มที่ขึ้นริ้วแดงอย่างไม่ได้ตั้งใจ...เด็กนี่ เอาอีกแล้วสิน่า“แก้มพี่นิ่มเหมือนเดิมเลยอ่ะ”ไม่ว่าเปล่ายังฝังหน้าลงไปหอมอีกฟอดใหญ่ จนคนโดนหอมต้องยกมือยันให้ใบหน้าเล็กๆ นั่นถอยห่างจากแก้มของตนเอง“...ไอ้เด็กลามก”