เสียงนกกระแตแต้แว็ดร้องกังวานก้องหุบเขา สลับกับเสียงกระแทกของดาบไม้ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในลานฝึกหลังสำนักพยัคฆ์เมฆา บรรยากาศยามบ่ายที่เคยสงบเงียบกลับเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทุกวินาที
อาเฉิงรุกคืบด้วยความมั่นใจ แต่ละก้าวของเขาแน่วแน่และมีจุดหมาย เขา้าพิสูจน์ให้ศิษย์พี่ใหญ่เห็นว่าเขามีความพร้อมเพียงใดสำหรับการประลองที่กำลังจะมาถึง ดาบไม้ในมือของเขาเคลื่อนไหวด้วยความคล่องแคล่ว แต่ละท่าที่เขาใช้ล้วนเป็ผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนักมาหลายปี เหงื่อไคลที่ซึมออกมาตามหน้าผากเป็เครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามของเขา
ขณะที่จางเหวินยังคงยืนหยัดรับการโจมตีด้วยท่าทางนิ่งสงบ ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับกำลังเผชิญกับลมเบาๆ ที่พัดผ่าน ทว่าดวงตาคมกริบกลับลอบสังเกตจังหวะการก้าวเท้าของรุ่นน้องอย่างใจเย็น ทุกการเคลื่อนไหวของอาเฉิงถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเขาอย่างละเอียด
การฝึกซ้อมที่ดูเหมือนจะเป็เพียงการช่วยเหลือรุ่นน้องนั้น ในความเป็จริงแล้วเป็การสำรวจและประเมินความสามารถอย่างละเอียด จาง้าทราบจุดแข็งและจุดอ่อนของอาเฉิงทุกประการ เพื่อที่จะได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในแผนการที่เขาได้วางเอาไว้
เสี่ยวหรูยืนมองอยู่ไม่ไกล ใต้ร่มเงาของต้นไผ่ใหญ่ที่โอบล้อมลานฝึก นางรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในอากาศ ร่างกายของจางเหวินดูแข็งแกร่งราวกับขุนเขา ทุกครั้งที่ดาบไม้ปะทะกัน พลังหยางที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาทำให้บรรยากาศรอบกายร้อนระอุขึ้นอย่างประหลาด แม้แต่ใบไผ่ที่อยู่ใกล้ๆ ก็เริ่มเหี่ยวแห้งเล็กน้อยจากความร้อนที่ไม่ธรรมดานี้
นางสังเกตเห็นว่าการฝึกซ้อมครั้งนี้แตกต่างจากที่เคยเห็น ปกติแล้วเมื่อศิษย์พี่จางฝึกกับใครก็ตาม เขามักจะควบคุมพลังของตนเองให้เหมาะสมกับระดับของคู่ฝึก แต่วันนี้ดูเหมือนว่าเขาจะใช้พลังจริงจังมากกว่าปกติ ทำให้นางเริ่มรู้สึกกังวลใจ
"ระวังนะอาเฉิง! ศิษย์พี่จางกำลังดูจังหวะของเ้าอยู่" จางเหวินเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้มหวังดี น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็มิตรและเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่นั่นกลับทำให้อาเฉิงยิ่งร้อนรน อยากจะแสดงท่าไม้ตาย 'พยัคฆ์สลัดกรง' ให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
ท่า 'พยัคฆ์สลัดกรง' เป็ท่าไม้ตายของศิลปะดาบพยัคฆ์เมฆา ที่ต้องใช้พลังทั้งหมดของร่างกายในการโจมตีครั้งเดียวแต่ทรงพลัง เหมือนกับเสือที่ถูกขังในกรงมานานแล้วได้หลุดออกมา การใช้ท่านี้ต้องอาศัยความเข้มข้นสูงสุดและการควบคุมพลังที่แม่นยำ หากใช้ผิดพลาดอาจเป็อันตรายต่อตัวผู้ใช้เองได้
อาเฉิงรู้สึกถึงความท้าทายในคำพูดของศิษย์พี่ แม้ว่าจะห่อหุ้มด้วยความเป็มิตร แต่เขาสามารถรู้สึกได้ว่านี่คือการทดสอบความสามารถของเขาอย่างแท้จริง เขาตัดสินใจที่จะใช้ท่าไม้ตายที่เขาฝึกซ้อมมาอย่างหนัก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมสำหรับการประลองใหญ่
ในจังหวะที่อาเฉิงเตรียมตัวใช้ท่าสุดท้าย เขารวบรวมพลังทั้งหมดเข้าที่ดาบไม้ ร่างกายของเขาตึงเครียดราวกับสปริงที่ถูกบีบอัด พร้อมที่จะปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาในครั้งเดียว แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านใบไผ่ทำให้เงาของเขาดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
"ไปเลย! พยัคฆ์สลัดกรง!" อาเฉิงะโด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ในจังหวะที่อาเฉิงตวัดดาบเหวี่ยงตัวหวังจะจบการประลองด้วยท่าไม้ตายที่สมบูรณ์แบบ นิ้วมือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการฝึกซ้อมอย่างหนักกลับลื่นไถลใน่เวลาที่สำคัญที่สุด ดาบไม้เนื้อแข็งที่เขาถือมาตลอดการฝึกซ้อมหลุดจากมือเหวี่ยงกระเด็นออกไปในทิศทางที่เสี่ยวหรูยืนอยู่อย่างรวดเร็ว!
ดาบไม้หมุนไปในอากาศด้วยความเร็วสูง เสียงหวีดหวิวของลมที่ถูกผ่าตัดดังขึ้น ทิศทางที่มันพุ่งไปนั้นตรงไปยังจุดที่เสี่ยวหรูยืนอยู่อย่างไม่มีการป้องกัน หากดาบไม้เนื้อแข็งนั้นโดนใบหน้าอันงดงามของนาง ผลที่ตามมาจะเป็สิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้
"เสี่ยวหรู! หลบไป!" อาเฉิงร้องะโด้วยความใหน้าถอดสี เสียงของเขาแหบพร่าด้วยความหวาดกลัว
เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งใน่วินาทีนั้น นางยืนนิ่งตัวแข็งทื่อด้วยความใ ดวงตาใสวาวของนางเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา ร่างกายของนางไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ทันเพราะความช็อกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ดาบไม้ที่พุ่งมาใกล้ชิดมากขึ้นทุกวินาทีดูเหมือนจะเป็ตัวกำหนดชะตากรรมของนาง
ทว่าในวินาทีเฉียดฉิว ร่างกำยำของจางเหวินกลับพุ่งทะยานเข้ามาบังหน้านางไว้ด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง เขาไม่ได้ใช้ดาบรับ แต่กลับใช้ข้อมือทั้งสองข้างที่ไขว้กันอยู่รับน้ำหนักกระแทกจากดาบที่เหวี่ยงมาด้วยแรงทั้งหมดของอาเฉิงเพื่อป้องกันไม่ให้มันโดนใบหน้าของนาง
การกระทำของจางดูเหมือนจะเป็การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ เขายอมเสี่ยงต่อการาเ็ของตนเองเพื่อปกป้องเสี่ยวหรู แต่ความจริงแล้วนี่คือส่วนหนึ่งของแผนการที่เขาได้คิดไว้อย่างละเอียด เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้เขาดูเป็ฮีโร่ในสายตาของนาง
"กริ๊บบบ!"
เสียงกระดูกลั่นดังสนิทท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมลานฝึก เสียงนั้นชัดเจนและน่าสะพรึงกลัว ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นรู้สึกถึงความเ็ปที่เกิดขึ้น จางเหวินทรุดตัวลงกับพื้นหญ้าอย่างช้าๆ ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงทันตา เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามหน้าผากจากความเ็ปที่แสนสาหัส ข้อมือทั้งสองข้างบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะเ็ปอย่างมาก แต่จางยังคงพยายามควบคุมสีหน้าของตนเอง เขาไม่้าให้ใครเห็นรอยยิ้มพึงพอใจที่แอบแฝงอยู่ในใจ แผนการของเขาสำเร็จเกินคาด ตอนนี้เขาไม่เพียงแต่เพียงแค่ได้รับความเห็นใจและความรู้สึกผิดจากเสี่ยวหรูเท่านั้น แต่ยังได้สร้างสถานการณ์ที่จะทำให้นางต้องอยู่ใกล้ชิดกับเขาอีกด้วย
"ศิษย์พี่จาง!" เสี่ยวหรูถลาเข้าไปประคองร่างของจางไว้ด้วยความตระหนก น้ำเสียงของนางสั่นเครือด้วยความกังวลใจ "ท่าน... ท่านเอาตัวมาบังข้าทำไมเ้าคะ!"
ในขณะที่นางประคองร่างของจาง นางสามารถรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อใต้ชุดศิษย์ที่เปียกไปด้วยเหงื่อ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่ติดมากับร่างกายของนางผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อของชายหนุ่ม สร้างบรรยากาศที่แปลกประหลาดและทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น
อาเฉิงวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงข้างๆ ด้วยความรวดเร็ว มือไม้สั่นเทาด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดไปด้วยความสำนึกผิด "ข้า... ข้าขอโทษ ศิษย์พี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าทำพลาดไปแล้ว"
น้ำตาเริ่มคลอเบื้องในดวงตาของอาเฉิง เขารู้สึกเหมือนโลกของเขากำลังพังทลายลงมา ความฝันที่จะชนะการประลองและได้แต่งงานกับเสี่ยวหรูดูเหมือนจะห่างไกลออกไปเมื่อเขาได้ทำร้ายคนที่เขาเคารพนับถือ ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจของเขาอย่างทรมาน
จางเหวินกัดฟันข่มความเ็ปที่แท้จริง พลางพยายามส่งรอยยิ้มที่ดูอ่อนแรงมาให้ทั้งสองคน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเมตตาและการให้อภัย แม้จะอยู่ในสภาพที่เ็ป "ไม่เป็ไรอาเฉิง... ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้เสี่ยวหรูต้องาเ็... ข้อมือข้าหักเพียงเท่านี้ รักษาไม่นานก็คงหาย เ้าอย่าโทษตัวเองเลย"
น้ำเสียงของจางเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเข้าใจ ทำให้ทุกคนที่ได้ยินรู้สึกซาบซึ้งใจในความใจดีของเขา เขาพูดราวกับว่าการาเ็ของเขาไม่ใช่เื่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือความปลอดภัยของเสี่ยวหรู
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าการดำรงอยู่ของนางจะเป็สาเหตุให้คนอื่นต้องได้รับความเ็ป หากนางไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น หากนางหลบได้ทัน หากนางไม่ได้มาดูการฝึกซ้อม สิ่งเหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้น ความรู้สึกผิดเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกหนักใจอย่างมาก
"เพราะข้า... เพราะข้าแท้ๆ" เสี่ยวหรูสะอื้นไห้เบาๆ น้ำตาใสไหลรินลงแก้มที่ขาวเนียน นางประคองแขนของจางไว้อย่างระมัดระวัง เกรงว่าจะทำให้เขาเ็ปมากขึ้น ััถึงไออุ่นที่ร้อนจัดจากร่างกายของเขาที่ส่งผ่านมาถึงมือนาง ทำให้นางรู้สึกถึงความเป็ชายที่แข็งแกร่งของเขา
ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง เป็ความรู้สึกที่นางไม่เคยมีต่อใครมาก่อน แม้แต่กับอาเฉิงที่นางรัก ความรู้สึกนี้เป็ส่วนผสมระหว่างความรู้สึกผิด ความซาบซึ้งใจ และบางสิ่งที่นางไม่สามารถอธิบายได้
"อาเฉิง เ้าต้องเตรียมตัวไปเมืองหลวง... อย่าให้เื่ของข้าทำให้เ้าเสียสมาธิ" จางกระซิบเสียงพร่า แม้จะเ็ป แต่เขายังคิดถึงอนาคตของรุ่นน้อง "การประลองใกล้เข้ามาแล้ว เ้าต้องมุ่งมั่นกับเป้าหมายของเ้า"
คำพูดเหล่านี้ทำให้อาเฉิงรู้สึกซาบซึ้งใจมากยิ่งขึ้น แม้ศิษย์พี่จางจะได้รับาเ็เพราะความผิดพลาดของเขา แต่เขายังคิดถึงความฝันและอนาคตของเขา ความใจดีและความเมตตาเช่นนี้ทำให้อาเฉิงรู้สึกเหมือนตนเองเป็คนเลวที่สุดในโลก
"เสี่ยวหรู... หากไม่เป็การรบกวนจนเกินไป..." จางหันไปมองนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง "ใน่ที่ข้าขยับแขนไม่ได้เช่นนี้ เ้าพอจะ... ช่วยดูแลข้าได้ไหม?"
คำขอนั้นเรียบง่ายและสมเหตุสมผลที่สุดในสายตาของคนทั้งคู่ ในสังคมของสำนัก การที่ผู้หญิงดูแลผู้ชายที่ได้รับาเ็เป็เื่ธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อเป็เหตุการณ์ที่เกิดจากอุบัติเหตุ และเมื่อผู้ขอความช่วยเหลือเป็คนที่เสียสละเพื่อปกป้องนาง
เสี่ยวหรูพยักหน้าทั้งน้ำตาโดยไม่ลังเล ความรู้สึกผิดที่หนักหน่วงทำให้นางไม่สามารถปฏิเสธได้ "เ้าค่ะศิษย์พี่ ข้าจะดูแลท่านเอง ข้าจะรับผิดชอบในสิ่งที่อาเฉิงทำพลาดไป ข้าสัญญาเ้าค่ะ"
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความรู้สึกผิด นางรู้สึกว่านี่เป็สิ่งน้อยที่สุดที่นางสามารถทำได้เพื่อชดเชยความเ็ปที่จางต้องทนทุกข์เพราะนาง การดูแลเขาใน่ที่เขาไม่สามารถใช้แขนได้เป็หน้าที่ที่นางต้องทำ
ในใจของจาง ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แผนการของเขาไม่เพียงแต่สำเร็จ แต่ยังได้ผลเกินคาด ตอนนี้เขาจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเสี่ยวหรูทุกวัน นางจะต้องมาดูแลเขา ให้อาหาร ช่วยเขาแต่งตัว และอยู่เป็เพื่อนเขาใน่เวลาที่เขา "อ่อนแอ" นี่คือโอกาสทองที่เขาใฝ่ฝันมานาน
อาเฉิงมองดูภาพนั้นด้วยความซาบซึ้งใจในความเมตตาของศิษย์พี่ เขาเห็นว่าแม้จะได้รับาเ็ แต่จางยังคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง และเสี่ยวหรูก็แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าอุบัติเหตุครั้งนี้... คือกรงขังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต เพื่อล่ามดึงเสี่ยวหรูให้เข้าสู่เส้นทางแห่งราคีที่ไม่มีวันหวนคืน
แสงแดดยามบ่ายเริ่มเอียงต่ำลง เงาของต้นไผ่ยืดยาวออกไปบนพื้นหญ้า บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมกลับกลายเป็ความเศร้าโศกและความรู้สึกผิด ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะเป็จุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของทุกคน
ลมเย็นที่พัดผ่านดูเหมือนจะกระซิบเตือนถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง แต่ทุกคนต่างจมอยู่กับอารมณ์ของตนเอง ไม่มีใครสังเกตเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่แอบแฝงอยู่ในดวงตาของจางเหวิน เมื่อเขามองดูเสี่ยวหรูที่กำลังเอาใจใส่ดูแลเขาด้วยความเป็ห่วง
กับดักได้ถูกวางแล้ว และเหยื่อก็เดินเข้ามาในนั้นด้วยตัวเองอย่างไม่รู้ตัว