ไข่เค็มนั้นทำไม่ยากมีหลากหลายวิธี ในยุคที่ยังไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าผู้คนต่างก็มีวิธีเก็บถนอมอาหารมากมาย มิหนำซ้ำยังคงรสชาติอร่อยไม่เสื่อมคลาย
แม่ทัพหลักในการทำไข่เค็มครั้งนี้ยังคงเป็นนางซูนางใช้วิธีแช่น้ำเกลือในไหที่บ้านมีมากมายอยู่แล้ว จึงสามารถดองไข่ได้เป็นจำนวนมาก
นางต้มน้ำเกลือเข้มข้นด้วยเกลือเม็ดหยาบล้างไข่ไก่ทีละฟองให้สะอาด จากนั้นนำไปใส่ในน้ำเกลือที่เย็นแล้วปิดผนึกไหให้แน่นหนา นำไปเก็บในที่ร่มเย็นเพียงครึ่งเดือนก็สามารถนำออกมาลิ้มรสได้แล้ว
ไข่เค็มที่ดองเองนั้นมีกลิ่นหอมเค็มเป็นพิเศษไข่แดงสีส้มทองมันเยิ้มน่ากินนักเหมาะกับการกินกับข้าวเปล่าหรือนำไปประกอบอาหารอย่างยิ่ง
“ซูเหนียงจื่อ ไข่เค็มของท่านออกมาวิเศษยิ่งนัก!”
จินหลันชิมไปครึ่งฟองแล้วเลียริมฝีปากนางตัดสินใจจะดองดูบ้าง จึงมาซื้อไหเปล่าจากนางซูหลายใบที่บ้านตนก็มีไก่แม่ไก่ไข่หลายตัว ไข่เค็มที่อร่อยเช่นนี้ เด็กๆย่อมโปรดปรานเป็นแน่
บรรดาหญิงสาวที่มักจะมารวมตัวกันที่ลานบ้านพากันเลียนแบบซื้อไห ซื้อไข่ไก่ ในชั่วพริบตาการดองไข่เค็มก็กลายเป็นที่นิยมขึ้นมา
ข้อดีของการรวมตัวกันคือบ้านใดทำอะไรขึ้นมา หากนำมาแบ่งปันก็สามารถเรียนรู้กันได้วันนี้เป็นอาหารจานใหม่ของบ้านนี้ พรุ่งนี้เป็นลายปักของบ้านนั้นทุกวันล้วนมีเรื่องราวใหม่ๆ ให้มีความสุข นี่มิใช่เรื่องสนุกฆ่าเวลาหรอกหรือ?
เย่ชิงชิงคัดไข่เค็มสองตะกร้าให้เย่จื้อเฟิงนางกำชับให้เขาออกเดินทางแต่เช้าเพื่อนำไปให้หูหลิ่วหมิงอีกตะกร้าหนึ่งนั้นให้ทังหว่านหรงที่หมู่บ้านอวี้หลัว
เอาไปให้หูหลิ่วหมิงนั้นพอว่าแต่กับทังหว่านหรงนั้น เย่จื้อเฟิงออกจะลังเลอยู่
“ข้าจะพูดอย่างไรดีเล่า?” หากไม่มีเหตุผลอันควรฝ่ายหญิงอาจจะไม่ยอมรับไข่เค็มเหล่านี้
เย่ชิงชิงลูบคางแล้วช่วยออกความคิด“ก็บอกว่าเรามีไข่เค็มเยอะเกินไปจนกินไม่หมดสิเจ้าคะ?”
“นางคงจะให้ข้านำไปขายที่ร้าน” เย่จื้อเฟิงกล่าวอย่างจนใจ
ครั้งหนึ่งเขาเคยนำสาลี่ในน้ำเชื่อมไหหนึ่งไปให้นางคิดว่าของไม่มากนัก ลองชิมดูแก้กระหายก็ดีแต่ไม่ว่าอย่างไรทังหว่านหรงก็ไม่ยอมรับไว้นางบอกว่าเป็นของซื้อของขายจะให้กันเปล่าๆ ได้อย่างไรแม้เย่จื้อเฟิงจะคิดหาเหตุผลต่างๆ นานามาพูด ก็ไม่อาจทำให้นางรับไปได้
เย่ชิงชิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาเป็นเด็กสาวที่ซื่อตรงเสียจริง เป็นคนดีเหมาะที่จะเลือกมาเป็นสะใภ้นัก!
“วันนี้ข้าจะเข้าเมืองกับท่านเจ้าค่ะ ข้าจะช่วยพูดให้นางรับไว้เอง”
นางจำได้ว่ามารดาของทังหว่านหรงป่วยหนักหากอ้างการมาอวยพรให้ผู้เฒ่าหายป่วยในเร็ววัน คงไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีนี้
สองพี่น้องตกลงกันแล้วรุ่งเช้าวันถัดไปก็รีบขึ้นรถม้าเพื่อออกเดินทางอากาศยามเช้าก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มไปด้วยหมอก และหนาวเย็นเล็กน้อย
หมู่บ้านอวี้หลัวตั้งอยู่ชานเมืองเมื่อไปถึงดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสูงแล้ว แสงเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วพื้นแผ่นดิน
จากระยะไกลนางได้ยินเสียงหมาเห่าพลันเห็นทังหว่านหรงกำลังยืนรออยู่ที่ปากทาง
เย่ชิงชิงเลิกคิ้วมองเย่จื้อเฟิงอย่างมีนัยเด็กสาวเริ่มเข้าหาก่อนแล้วหรือนี่? ความคืบหน้าของพวกเขาดูเหมือนจะรวดเร็วพอสมควรเลยทีเดียว
“พี่เย่!” ทังหว่านหรงก้าวเข้ามาหาเมื่อเห็นเย่ชิงชิงก็หยุดชะงักเพราะคาดไม่ถึง “ชิงชิงก็มาด้วยหรือ?!”
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะพี่ทัง” เย่ชิงชิงทักทายด้วยรอยยิ้มแต่กลับเห็นนางมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยของคนตรงหน้า
“วันนี้แม่นางทังออกมาแต่เช้าเลยหรือ?” เย่จื้อเฟิงกระโดดลงจากรถม้าเขาเอื้อมมือลูบหัวสุนัขของนาง
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!” เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมาคุ้นเคยกับเขาแล้วมันกระดิกหางแล้วเห่าอย่างสนุกสนาน
ทังหว่านหรงมีท่าทางลังเลเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเอ่ยว่า “พวกท่านกำลังรีบไปค้าขายข้าก็ไม่อยากถ่วงเวลาเพียงแต่...ข้าอยากจะขอให้พี่เย่ช่วยชีวิตเจ้าหมาของข้าได้หรือไม่?”
ช่วยชีวิตเจ้าหมาของนางหรือ?เย่ชิงชิงตกตะลึงเดิมทีนางคิดว่าพี่ชายของตนกับสาวเจ้ารู้ใจกันแล้วเสียอีกที่แท้ก็มารอแต่เช้าเพราะมีเรื่องจะขอร้องนี่เอง
เย่จื้อเฟิงลูบหัวเจ้าหมาแล้วถามว่า“เจ้าหมาเป็นอะไรไปหรือ?”
“พี่สะใภ้ของข้าจะขายมันเจ้าค่ะ!” ทังหว่านหรงพูดอย่างร้อนใจ“คนผู้นั้นเป็นพวกที่ตระเวนหาซื้อหมาไปขายให้ร้านอาหารเจ้าหมาของข้าจะต้องถูกฆ่ากินเนื้อเป็นแน่...”
เย่จื้อเฟิงเห็นนางร้อนใจก็ปลอบเบาๆ“อย่าเพิ่งด่วนเสียใจเลย พวกเรามาช่วยกันคิดหาทางออกดีกว่า”
เย่ชิงชิงถอนหายใจแผ่วเบาสุนัขบ้านชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่แล้วจุดจบก็คือถูกฆ่ากินเนื้อโดยมากก็ถูกฆ่าโดยเจ้าของเองมีส่วนน้อยที่ได้อยู่จนแก่ตายกับเจ้าของซึ่งก็ถือว่าโชคดีแล้ว
สุนัขนั้นซื่อสัตย์ต่อมนุษย์อย่างยิ่งไม่เพียงเป็นสัตว์เลี้ยงเท่านั้นยังเป็นผู้ช่วยและบ่อยครั้งก็เหมือนเพื่อนเหมือนครอบครัวแต่บางคนเลี้ยงพวกมันโดยมีจุดประสงค์เดียวกับเลี้ยงหมูคือเพื่อขายแลกเงินหรือกินเนื้อ เรื่องเช่นนี้ช่างหดหู่ยิ่งนัก
เย่จื้อเฟิงรู้ดีว่าเจ้าหมามีความพิเศษต่อทังหว่านหรงอย่างยิ่งทั้งสองอยู่เคียงข้างกันมาถึงห้าปี เฝ้ามองมันเติบโตจากขนาดฝ่ามือจนสูงถึงเอวมิหนำซ้ำเมื่อสามปีก่อนมันยังช่วยชีวิตทังหว่านหรงไว้ ทำให้มันขาพิการนี่มิใช่บุญคุณมหาศาลหรอกหรือ? นางจะทำใจทิ้งมันลงคอได้อย่างไร
“แม่นางทังอยากให้ข้าทำเช่นไร?” เย่จื้อเฟิงถาม
ทังหว่านหรงเม้มปากเบาๆลังเลแล้วเอ่ยว่า “ช่วย...พวกท่านช่วยพามันไปด้วยได้หรือไม่?”นางหมายถึงจะให้เลี้ยงมันไว้ที่บ้านของพวกเขาแต่การที่สุนัขตัวหนึ่งจะเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กหากในบ้านเขามีคนกลัวสุนัขหรือรังเกียจ ก็คง...ลำบากเกินไป
เย่จื้อเฟิงเห็นท่าทางขณะที่นางกล่าวออกมาด้วยความจำใจจึงรีบตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่นางทังต้องการฝากเลี้ยงไว้ที่บ้านข้าใช่หรือไม่?คงไม่มีปัญหาอันใด เจ้าก็เคยพบมารดาของข้าแล้ว นางก็รักสัตว์เล็กๆเช่นกัน” พูดจบเขาก็เอียงชนเย่ชิงชิงเบาๆ
เย่ชิงชิงเข้าใจความหมายจึงพยักหน้าสนับสนุน “ถูกต้องเจ้าค่ะหากมันช่วยชีวิตเจ้าหมาได้ พวกเรายินดีอย่างยิ่ง”
ทังหว่านหรงมองพวกเขาอย่างประหลาดใจนางเบิกตากว้าง ซาบซึ้งใจ “พวกท่านใจดีเหลือเกินเจ้าหมามีทางรอดแล้ว! ป้าซูเป็นคนใจดีอ่อนโยน ต้องชอบเจ้าหมาเป็นแน่มันเชื่องและฉลาดมาก...”
“ไม่ต้องกังวลว่ามารดาของข้าจะคัดค้าน” เย่จื้อเฟิงยิ้มแล้วยื่นตะกร้าไม้ไผ่ให้“นี่คือไข่เค็มที่นางฝากข้าเอามาให้ เป็นไข่เค็มที่ทำเองลองเอากลับไปให้ท่านป้าลองชิมดูนะ”