บทที่ 4 แย่งดวง
ความหมายของประโยคนี้คืออะไร? วันนี้คือวันที่ตระกูลหลี่จะมาขอรับสัญญาหมั้นหมายกลับไปเพื่อหาวันแต่งงานงั้นหรือ? เช่นนั้นทุกครั้งที่ผ่านมา...แปลว่าพวกเขาก็กลับไปพร้อมกับแม่สื่อที่พามาด้วยงั้นหรือ? นี่...นางแปลกใจมากจริงๆที่ว่าทำไมตระกูลหลี่ไม่ลงดาบกับตน ทั้งๆที่หักหน้าเขารุนแรงถึงขนาดนี้!!
ทุกคนในห้องรับรองเงียบไปเกือบหนึ่งลมหายใจเห็นจะได้ ดีที่ฝั่งแม่ทัพใหญ่เข้าใจบุตรชายมากกว่า ทั้งยังเคยชินกับบรรยากาศที่เ้าลูกชายคนโตมักปล่อยออกมาไม่รู้ตัวเช่นนี้อยู่แล้วด้วย ดังนั้นเขาจึงกระแอมออกมาแล้วเปลี่ยนน้ำเสียงให้เป็ทางการมากขึ้น
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พูดเล่นพูดล้อแล้ว...วันนี้ที่จริงพวกเรามาที่นี่ก็มีจุดประสงค์สำคัญ เช่นที่บุตรชายของข้ากล่าวไปนั่นแหละ วันนี้พวกเรา้ารับสัญญาหมั้นหมายของบุตรชายสกุลหลี่และบุตรีสกุลหลิวกลับไป พร้อมทั้งแลกฤกษ์เกิดกันอีกครั้งให้เป็ทางการมากขึ้น”
“พวกเราเห็นว่าทั้งสองก็พร้อมแล้ว การแต่งงานที่ควรเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้นได้เสียที สำหรับสินสอดทองหมั้นสกุลหลี่ของพวกเราไม่ทำให้ขายหน้าแน่นอน หากตกลงที่จะยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสอง พวกเราก็จะจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้ พวกท่านสกุลหลิวคิดเห็นเป็อย่างไร”
เดิมทีแม่ทัพใหญ่อยากจะหยอกล้อบุตรชายที่ออกหน้ารีบเร่งให้สู่ขอเสียเหลือเกิน ราวกับกลัวว่าสาวเ้าจะบินหนีไปที่ไหนอย่างนั้นแหละ
ความใจร้อนนี้ทำให้เขาอยากจะหัวร่อ แต่เพื่อรักษาใบหน้าของบุตรชายเอาไว้ เขาย่อมต้องเก็บอาการของตนเองแล้ววางมาดขรึมไว้ก่อน
ทางผู้นำสกุลหลิว แม้จะคิดได้เช่นกันว่าการนัดหมายมาพบเจอวันนี้อาจพูดถึงเื่สัญญาหมั้นหมายกันบ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่เื่ผิดอะไรเลย เด็กทั้งสองหมั้นหมายกันมาั้แ่เกิด รับรู้อยู่ตลอดว่าจะต้องครองคู่กันในสักวันหนึ่ง และก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้อยู่แล้ว
เพียงแต่...เขาไม่ได้คิดเช่นกันว่าสกุลหลี่จะรีบร้อนถึงเพียงนั้น
ไม่เพียงแค่พาแม่สื่อแม่ชักมาแล้ว กลับยัง้าแลกฤกษ์ ส่งมอบสินสอดและอื่นๆ นี่...นี่ไม่ควรเป็เื่ที่ต้องนัดหมายกันล่วงหน้าหรืออย่างไร? ตั้งใจจะไม่ให้พวกเขาเตรียมพร้อมเลยหรือ?
“อะ แอ่มๆ ช้าก่อนเถิดสหายหลี่ แม้ว่าสองคนจะหมั้นหมายกันมานานแล้ว แต่ทั้งคู่ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอกันดีเลยด้วยซ้ำ ข้าตั้งใจว่าหลังจากเลยวัยปักปิ่นแล้วก็จะเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้น ขาดตกบกพร่องใดเวลานี้ปรึกษาบิดามารดายังไม่ผิด”
“ซึ่งอาศัย่เวลานี้ พวกเราจะคอยช่วยชี้แนะ มอบคำปรึกษาต่างๆให้ลูกๆได้เข้าใจ เมื่อตบแต่งกันแล้วจะได้อยู่กันอย่างราบรื่นมากขึ้น ท่านคิดเห็นเป็อย่างไร”
ผู้นำสกุลหลิวพูดจบก็มองสหาย ส่งสายตาว่าไม่้าเร่งรีบเกินไป ในฐานะบิดาผู้หนึ่ง เขาจะทนทำใจยอมปล่อยบุตรีสุดที่รักไปง่ายๆได้อย่างไร ตอนนี้นางเพิ่งโตเป็สาว ยังมีเวลาอีกมากให้วิ่งเล่น อ่า...หมายถึงให้เรียนรู้อยู่ในจวน ใยต้องรีบร้อนส่งออกไปด้วย
หรือถ้าคนสกุลหลี่รีบร้อนรอบุตรีของเขาไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ได้กังวลเลย นอกจากบุตรสกุลหลี่แล้วก็ยังมีผู้คนอีกมากที่มองลูกสาวของเขาตาเป็มัน แบบนั้นยังจะกลัวว่าหาคู่ครองให้หร่วนอี้ไม่ได้อีกหรือ?
“คิดเห็นเป็อย่างไรหรือ? ข้าไม่เห็นว่าจำเป็ต้องทำให้ล่าช้าไปมากกว่านี้เลย สองคนแต่งงานกันไปค่อยเรียนรู้กันเองก็ได้ สมัยพวกเราแต่งงานกัน ก่อนแต่งงานต้องขอคำชี้แนะจากบิดามารดาด้วยหรือ? ข้ารู้ว่าเ้าเป็ลูกแหง่ติดบุตรีมาก เห็นจากการเดินทางไปต่างเมืองก็ต้องมีของติดไม้ติดมือมาให้ลูกเสมอ ใจของเ้าคงจะหล่นวูบถ้าต้องส่งบุตรีออกมาแต่งงานสินะ แต่....”
“เ้าอย่าได้ลืมไป ยิ่งแต่งงานเร็วก็มีบุตรเร็ว ยิ่งมีบุตรเร็วก็ยิ่งมีบุตรได้มาก อีกอย่าง...หากพูดตามตรง พวกเราตระกูลแม่ทัพใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่จะตายวันตายพรุ่งไม่อาจรู้ได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือการเร่งมีทายาทสืบสกุล เื่นี้พวกเ้าไม่คิดเหมือนกันหรือ?”
คำก็แต่งงาน สองคำก็ทายาท หลิวหร่วนอี้เม้มริมฝีปากเล็กน้อย คนโตพวกนี้พูดเื่เช่นนี้ต่อหน้าเด็กที่ยังไม่แต่งงานเลยหรือ? ตั้งเป้าให้นางกลายเป็ “โคสาว” ที่ต้องเร่งผสมพันธุ์แล้วก็เร่งออกลูก เป็แบบนี้วนไปหรือ? นี่คือภาพที่พวกเขามองนางหรือ?
ทางผู้นำตระกูลหลิวหลังจากที่ได้ยินคำของสหายก็คิดได้เช่นกัน ตระกูลหลี่นี้เป็ตระกูลที่มีแต่ความเสี่ยง สาเหตุที่ตระกูลหลิวและตระกูลหลี่มีสัญญาหมั้นหมายกันก็ไม่ใช่เพราะอันตรายในอดีตหรอกหรือ?
ตอนนั้นจ้าวสกุลหลิวเวลานี้เป็เพียงผู้ชิงอำนาจตระกูลหลิวเท่านั้น เขารับมอบหมายจากบิดาให้เดินทางไปทางใต้เพื่อตรวจสอบการเก็บภาษีที่ดิน เพราะการเก็บเกี่ยวที่ทางใต้น้อยลงผิดปกติ เกรงว่าอาจจะมีคนฉ้อโกงอยู่
ซึ่งก็เป็ไปตามที่คาดเดาจริงๆ หลังจากตรวจสอบไม่นานก็พบปัญหา แต่ก่อนที่จะได้รายงานกลับมาเมืองหลวง คนก็ถูกลอบโจมตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด!!
ตอนนั้นได้รับความช่วยเหลือโดยรองแม่ทัพหลี่ซึ่งปัจจุบันก็คือแม่ทัพใหญ่คนนี้ สองบุรุษรอดตายมาหยกๆก็ดื่มสุราพูดคุยเกี่ยวกับอนาคต
ตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งภรรยาด้วยซ้ำ อายุเพียง 20 ต้นๆก็เลยโม้กันไปว่าหากเ้ามีบุตรชาย เช่นนั้นก็ให้แต่งกับบุตรีของข้า หากข้ามีบุตรชายก่อน เช่นนั้นให้แต่งกับบุตรีของเ้า สุดท้ายกลับกลายเป็สัญญาจริงจังเกิดขึ้นระหว่างสองฝ่ายเสียอย่างนั้น โดยสัญญานี้มีผลต่อหลิวหร่วนอี้และหลี่จื่อหยวนนั่นเอง
ความหมายก็คือ...สัญญานี้ในเมื่อ้าจะรักษาเอาไว้แล้วก็คงไม่พ้นไปมากกว่านี้ได้ แทนที่จะเลือกเก็บบุตรีไว้ในจวนด้วยความหวงแหน แต่กลับกลายเป็ความเห็นแก่ตัวของเขาที่ทำร้ายบุตรีในอนาคต สู้ปล่อยบุตรีที่รักไปใช้ชีวิตในจวนสกุลหลี่อย่างมั่นคง รีบมีทายาทสืบทอดไม่ดีกว่าหรือ?
เห็นบิดาลังเลเช่นนั้น หร่วนอี้แม้จะยอมรับการแต่งงานตามบทตัวประกอบของตน ทว่า...นางเพิ่งตายแล้วเกิดใหม่ ตายแล้วเกิดใหม่ จากนั้นก็เกิดใหม่ วนเวียนเช่นนี้มาหลายปี ความเหนื่อยล้าทั้งหมดยังฝังอยู่ระดับจิติญญา เช่นนั้น...ก่อนที่จะเข้าลูปเดิม นางขอใช้ชีวิตเป็สาวโสดไร้คู่ครองอีกสักพักไม่ได้หรือ?
ความจริง ถ้าไม่ใช่เพราะหร่วนอี้เบื่อกับการต่อสู้ดิ้นรน นางอาจจะวางแผนขออยู่เป็สาวเทื้อเกาะบิดากินไปทั้งชีวิต แต่ด้วยค่านิยมของยุคสมัยนี้ หร่วนอี้เชื่อว่าบิดามารดาคงไม่ยอมรับง่ายๆแน่
สุดท้ายแล้วพวกเขามีอำนาจมากที่สุดเหนือตัวบุตร หรือแม้แต่องค์จักรพรรดิที่เพ่งเล็งเห็นบุตรีของขุนนางใดอยู่เป็โสดไม่ได้ต้องรับเข้าวังเติมรสชาติในคลังอยู่เสมอ...สุดท้ายนางก็ทำได้แค่ตัดสินใจเลือกทางนี้เท่านั้น
อย่างน้อยๆประสบการณ์ในชีวิตก่อนก็สอนให้รู้ว่า การแต่งเข้าตระกูลขุนนางผู้หนึ่ง ดีกว่าแต่งเข้าวังของเหล่าราชวงศ์มาก ถึงจะมีปัญหากันในจวนหลัง แต่ก็ไม่ได้เล่นลูกไม้หลากหลายนัก เชื่อว่านางที่มีประสบการณ์มากเช่นนี้ย่อมต้องเอาตัวรอดได้ไม่ยากนัก ดังนั้นจนกว่าจะครบ 5 ปีที่ต้องตายตามบท เช่นนั้นนางน่าจะอยู่รอความตายโดยไม่ลำบากอะไร
“ท่านพ่อ ท่านลุงเ้าคะ หร่วนอี้ขอเสียมารยาทกล่าวถึงเื่นี้สักหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ”
ปกติแล้วการสนทนาของพวกผู้ใหญ่ เด็กสาวอย่างนางไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่นี่เป็การพูดเพื่อชีวิตของตนเอง อาจถูกมองว่าไร้มารยาท ทว่านางต้องพูดจริงๆ
“หืม? เ้ามีความคิดอันใดหรือ?” ผู้นำสกุลหลิวแต่ไหนแต่ไรก็เอาใจบุตรีมาโดยตลอด เขาไม่ได้คิดถึงว่านี่จะเป็การเสียมารยาทด้วยซ้ำ เพียงถามลูกสาวอย่างเอาใจ
“ลูกมีความคิดว่าการแต่งงานใน่นี้ไม่เหมาะสมเ้าค่ะ”
“หืม? ทำไมหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้ ครานี้ไม่ใช่แค่บิดาเท่านั้นที่สงสัย หากแต่คนสกุลหลี่เองก็เช่นเดียวกัน
หร่วนอี้ไม่ได้มองไปยังคู่หมายของตนเอง แต่กลับรับรู้ได้ถึงคลื่นอารมณ์ผันผวนที่ผิดธรรมชาติ ราวกับมีคนกำลังส่งสายตาไม่พอใจมาให้อย่างไรอย่างนั้น
“ท่านลุง ไม่ใช่ว่าหลานไม่อยากแต่งเข้าสกุลหลี่ของท่านลุงนะเ้าคะ สัญญาหมั้นหมายมีอยู่ ทั้งท่านลุงก็เป็ผู้มีพระคุณของบิดา หลานจะไม่สร้างเื่ให้แน่นอนเ้าค่ะ”
“แต่...ที่หลานบอกว่ายังไม่เหมาะสม แท้จริงแล้วเป็เพราะ่นี้พระสนมเต๋อเฟยกำลังมีครรภ์ั ข้าคิดว่าคงไม่เหมาะหากพวกเราจะมีงานมงคล ด้วยเกรงว่าเหล่าผู้สูงศักดิ์จะมองว่าพวกเราเป็ผู้แย่งชิงดวงชะตาัน้อยในครรภ์เ้าค่ะ”
หลิวหร่วนอี้หาคำมาอธิบายได้อย่างเหมาะสม ด้วยประสบการณ์ในชีวิตก่อนๆของตนเอง นางจำได้ว่าครรภ์นี้ของสนมเต๋อเฟยคงไม่อาจเก็บเอาไว้ได้ ด้วยความเสียใจและความโกรธแค้น...นางไม่อาจลงมือกับผู้ที่พรากลูกไปจากอกได้ จึงระบายความโกรธไปมั่วๆแทน
ตอนนั้นมีข่าวลือว่าผู้แต่งงาน่ที่พระสนมเต๋อเฟยตั้งครรภ์ล้วนถูกลากมาโบยตีทั้งนั้น ข้อหาหรือก็คือการแต่งงานแย่งคำอวยพร แย่งดวงัน้อยในครรภ์ไปจนหมด ส่วนผู้ที่คลอดบุตรในตอนนั้น...บุตรของพวกเขาที่เกิดมาเกือบจะถูกปะาชีวิตทั้งหมดอยู่แล้ว ข้อหาก็คือการแย่งโอกาสมาเกิดของัน้อย
โชคดีที่องค์จักรพรรดิสั่งปรามเอาไว้ก่อน หาไม่แล้วคงจะต้องเกิดการถวายฎีกาตามมาอีกชุดใหญ่เป็แน่!!
ดวงตาของหลี่จื่อหยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อยโดยไม่มีใครรู้ เขามองหญิงสาวที่สรรหาข้ออ้างมาให้ตนเองรอดจากการแต่งงานครั้งนี้จนได้ ก่อนจะส่งสัญญาณให้บิดาเดินเื่ต่อ
ผู้นำตระกูลหลี่เดิมทีคิดว่าเหตุผลของหญิงสาวก็ดีอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าจะเกิดเื่หรือไม่ เพราะหากครรภ์ัมีปัญหาจริง อาจจะถูกพาลพะโลไปด้วย แม้ด้วยตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของเขาจะทำให้ไม่มีใครกล้าโยนปัญหามาให้ ทว่าก็ไม่ควรจะเอาตนเองเข้าไปเสี่ยง
อย่างน้อยๆก็ต้องมีผู้ติฉินนินทาในแง่ไม่ดีแน่นอน ตัวเขาไม่เป็อะไรเพราะฉายาที่แบกอยู่บนหลังมีมากกว่าสิบอย่างแล้ว เทพา ผู้โเี้ แม้แต่คนชั่วก็ยังมี
อีกทั้งการเป็บุรุษก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับชื่อเสียงนัก แต่....ลูกสะใภ้ตัวน้อยเล่า นางจะเหมือนกันหรือไม่? หากแต่งเข้ามาแล้วถูกครหาว่าเป็การใช้ฤกษ์ดีทั้งหมด แย่งดวงัน้อยในพระครรภ์ งานแต่งนั้นจะไม่ถูกสรรเสริญว่าเป็งานแต่งหายนะหรอกหรือ?
ต่อไปเข้าสังคมแล้วนางจะยังอยู่ได้อย่างไร เขาเองก็ไม่อยากให้สะใภ้น้อยแต่งเข้ามาแล้วแบกรับปัญหาเช่นนี้หรอกนะ แบบนั้นมันเหมือนเอาลูกที่คนอื่นรักมารังแกเล่นเลยไม่ใช่หรือไง
ทว่า ตอนนั้นผู้นำสกุลหลี่ที่เกือบถอดใจกลับเห็นสายตาของบุตรชายที่จ้องเขม็งมา เขาจำได้ว่าเ้าบุตรชายคนนี้..ก่อนจะเดินทางมาสกุลหลี่ได้บอกกับเขาว่า “ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นก็ต้องสู่ขอคุณหนูหลิวให้สำเร็จ” ตอนนั้นไม่ได้คิดมาใส่ใจอะไรมากนัก เพราะการแต่งงานของพวกเขาพูดคุยกันไว้นานแล้ว คงไม่มีเหตุให้ต้อง “ใช้ความพยายาม” เหมือนกับคำของบุตรชายหรอก แต่ใครจะไปรู้...ยังไม่ทันไร เขาก็เกือบถอดใจไปแล้วถึง 2 ครั้ง!!
ให้ตายเถอะ! หากไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อเื่เหนือธรรมดามากนัก เขาอาจจะคิดว่าเ้าบุตรชายคนนี้ล่วงรู้อนาคตไปแล้ว!!
“หลานหร่วนอี้เอ๋ย นั่นเป็เื่ที่เ้าคิดมากเกินไปแล้ว งานมงคลของพวกเ้า...ไหนเลยจะกลายเป็ปัญหาได้ ครรภ์ัก็คือครรภ์ั กลับกัน...หากเ้าแต่งงานแล้วทำให้ครรภ์ของัแคล้วคลาดเล่า นั่นอาจจะทำให้ชื่อเสียงคู่แต่งงานของพวกเ้ายิ่งโด่งดังไม่ใช่หรือ?”
หร่วนอี้อยากจะหัวเราะออกมา คำว่า “แคล้วคลาด” นั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย นางจำได้ว่าทั้ง 3 ชีวิตก่อน ไม่มีครั้งไหนที่เต๋อเฟยสามารถปกป้องครรภ์ัเอาไว้ได้ ทุกครั้งล้วนต้องสูญเสียอยู่เสมอ เช่นนั้น...คำพูดของผู้นำตระกูลหลี่จึงไม่ต่างอะไรกับเื่ตลกในสายตานางเลย
“ท่านลุง หลานทราบเ้าค่ะ แต่หลานแค่ไม่อยากให้มีความเสี่ยงใดๆเกิดขึ้นก็เท่านั้น”
“จริงหรือ?” เมื่อหร่วนอี้กล่าวจบ น้ำเสียงสงสัยของคนที่นั่งเงียบมาตลอดก็ดังขึ้น
นางหันไปมองก็พบว่าเป็เ้าของดวงตาสีนิลผู้เยือกเย็นคนเดิม เขามองมาที่นางเหมือนไม่อยากเชื่อ ท่าทางคล้ายว่ารู้แผนการในใจของนางทั้งหมด ทั้งๆที่หร่วนอี้ก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
“จริงเ้าค่ะ”
เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรกับคนตรงหน้า หร่วนอี้จึงตอบเพียงสั้นๆเท่านั้น หากแต่นางได้เห็นรอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากเขาชั่วครู่ก่อนหายไป การแสดงออกนี้ช่าง...เหนือความคาดหมายอยู่บ้าง
“ในเมื่อเ้ากังวล เช่นนั้นก็ให้เื่ของพระสนมเต๋อเฟยจบไปก่อนก็ได้ อีก 1 เดือนข้างหน้าพวกข้าสกุลหลี่จะกลับมาใหม่ หวังว่าตอนนั้นเ้าคงไม่มีเื่อันใดให้กังวลอีกแล้ว...”
น้ำเสียงเ็าของบุรุษดังขึ้น สายตาของเขาจ้องเข้าไปในดวงตาของหลิวหร่วนอี้ ท่าทางจริงจังนั้นทำให้นางรู้สึกอึดอัด...
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่หร่วนอี้รู้สึกหวาดกลัวสายตาเช่นนั้นมาก!!
…………………………………….