นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 133 ปีกแห่งผืนฟ้า

            ตอนที่ 133 ปีกแห่งผืนฟ้า

             

             

            ดยุคเรนนัสเผยรอยยิ้ม คำขอของนิทานนั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เขามีความประสงค์จะให้ศิลาห้วงดารากับนิทานจริงแต่แน่นอนว่าเขาย่อมมีบางสิ่งแอบแฝง แม้ตนจะพูดว่าสมบัติชิ้นนี้คู่ควรมากพอแต่คนภายนอกและตัวนิทานเองย่อมไม่คิดเช่นนั้น เกิดเป็นความรู้สึกเล็ก ๆ ที่ว่านิทานติดหนี้น้ำใจของตัวเขา ดยุคเรนนัส

             

            และเรื่องเล็ก ๆ เช่นนั้นจะมีคุณค่าอย่างมากในอนาคตที่นิทานเติบใหญ่ สามารถต่อยอดและนำไปใช้ได้หลากหลาย หรือแม้แต่ในเกมการเมืองก็ทำอะไรได้หลายอย่างเพียงจากความคิดของคนที่ว่า นิทานติดหนี้น้ำใจดยุคเรนนัสแห่งเผ่ารูเบียส

             

            น่าเสียดายที่กลับไม่เป็นดังที่หวัง นิทานเลือกปฏิเสธสมบัติชิ้นนี้ที่สำคัญยิ่งกว่าคือคำขอของนิทาน

             

            ‘การรักษาสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรไฟกัลป์เช่นที่ผ่านมาก็มากเพียงพอ’

             

            แม้จะดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วกลับมีสิ่งซ่อนเร้นที่ยิ่งใหญ่อยู่ การรักษาความสัมพันธ์เช่นที่ผ่านมาเป็นการพูดโดยไม่เหมือนคำขอ เพราะอย่างไรทั้งสองเผ่าพันธุ์ก็มีสัมพันธ์อันดีอยู่ก่อนแล้ว การพูดย้ำครั้งนี้จึงไม่ต่างจากการบอกว่าให้สนับสนุนพวกตนในราชวงศ์ไฟกัลป์

             

            และแน่นอนว่าดยุคเรนนัสย่อมรับรู้ถึงสงครามฝักฝ่ายและศึกแย่งชิงตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์ เขาย่อมรู้ได้ไม่ยากว่านิทานอยู่ฝักฝ่ายของใคร

             

            เช่นนั้นแล้วคำขอของนิทานจึงเท่ากับการขอให้ขุมกำลังของดยุคเรนนัสสนับสนุนฝักฝ่ายขององค์หญิงไพลิน และแน่นอนว่าคำขอนี้ไม่ยากจนเกินไปเมื่อเทียบกับชีวิตของมีครูสที่นิทานช่วยไว้ เนื่องจากไม่ใช่การขอให้สร้างความบาดหมางหรือออกแรงอะไร  เพียงขอให้ 'สถานะ' ของดยุคเรนนัสคือสนับสนุนองค์หญิงที่ 4 แห่งราชวงศ์ไฟกัลป์ 

             

            และที่สำคัญที่ดยุคเรนนัสชื่นชมมากที่สุดคือการที่นิทานไม่เอ่ยโดยตรง เขาเลือกที่จะพูดเป็นนัย ทั้งหมดก็เพื่อให้องค์หญิงไพลินเป็นผู้ตัดสินใจ นิทานย่อมไม่รู้ข้อมูลทั้งหมดดังนั้นผู้ตัดสินสุดท้ายย่อมเป็นองค์หญิงไพลิน

             

            เมื่อดยุคเรนนัสรับปาก เพียงเขากลับไปแจ้งกับองค์หญิงไพลินก็มากเพียงพอ หากเธอเห็นด้วย การติดต่อร่วมมือย่อมตามมา หากเธอไม่เห็นด้วย ก็เพียงปล่อยผ่านไปเท่านั้น ไม่ได้สูญเสียอะไร

             

            นิทานเมื่อเห็นดยุคเรนนัสหัวเราะและกล่าวเช่นนั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าดยุคเรนนัสเข้าใจและรับรู้แล้ว เขาเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ตอบกลับ เขาไม่ได้มีสิ่งใดต้องปกปิด 

             

            มีครูสที่เฝ้ามองเผยรอยยิ้ม เขามองไปยังท่านปู่ของตนที่กำลังหัวเราะเสียงดังโดยไม่สนตำแหน่งของตนแม้แต่น้อย นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่เขาได้เห็นดยุคเรนนัสผู้สูงส่งมีท่าทีเช่นนี้

             

            นิทานรอคำตอบกลับอย่างสนอกสนใจ หากเขาตอบรับ เขาก็ไม่เสียหายอะไร หากเขาปฏิเสธ นิทานก็สามารถขอรางวัลเป็นอย่างอื่นได้โดยตรงรวมถึงได้ข้อมูลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างระดับสูงในสองเผ่ามาเพิ่มอีกด้วย

             

            เมื่อเห็นสายตาของนิทาน ดยุคเรนนัสก็หัวเราะเสียงดัง เขาตบโต๊ะหินตัวยาวอย่างสาแก่ใจก่อนจะเอ่ยอย่างยินดี

             

            “ย่อมแน่นอน ข้าย่อมพยายามเต็มที่เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่าง 2เผ่าพันธุ์” ดยุคเรนนัสหัวเราะตอบ

             

            ได้ยินเช่นนั้นนิทานก็เป่าปากอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่าดยุคเรนนัสจะเริ่มคลายท่าทีและเผยนิสัยของเผ่ารูเบียสที่โผงผางออกมาบ้างแล้ว ยิ่งเมื่อเขาได้รับคำตอบเขาก็ยิ่งโล่งใจ

             

            คงจะโกหกหากจะบอกว่านิทานไม่เครียดเลย จะอย่างไรเบื้องหน้าเขาก็คือผู้แข็งแกร่งเหนือกว่าที่เขาจะจินตนาการ แม้จะดูเหมือนง่าย แต่ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีเพราะฐานะอันพิเศษของเขาในฐานะเพื่อนขององค์หญิงไพลิน ความสามารถส่วนตัวในฐานะอัจฉริยะของเขา และอีกส่วนคือจากการที่เขาตัดสินใจช่วยมีครูสไว้

             

            เมื่อทุกอย่างลงตัว จึงเกิดเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเช่นนี้ และเขาภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำไปแม้จะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ก็ตาม

             

            “เช่นนั้นในเมื่อตกลงกันได้แล้วพวกเจ้าก็เพลิดเพลินกับบาราทรัมให้เต็มที่เถิด” ดยุคเรนนัสกล่าวพลางหยิบเนื้อชิ้นใหญ่ขึ้นมากัด

             

            “บาราทรัมงดงามยิ่งกว่าที่เคยได้ยินมาเสียอีกครับ พวกผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมถ้ำหมื่นสีแสนผลึก เป็นความงามที่เหมือนกับภาพในจินตนาการเลยครับ” โอไรออนกล่าวอย่างตื่นเต้น เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าดยุคเรนนัสกำลังอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง

             

            “โฮ่ โฮ่ เช่นนั้นหรือ ถ้ำหมื่นสีแสนผลึกคือความภาคภูมิใจของเผ่ารูเบียสอย่างแท้จริง” ดยุคเรนนัสยิ้มตอบ

             

            “ทั้งสองรีบกลับกันมั้ยครับ พรุ่งนี้ตอนกลางคืนจะมีเทศกาลกะเทาะแร่ สนใจรับชมก่อนมั้ยครับ” มีครูสเป็นผู้กล่าวขึ้น เขาดีใจเมื่อเห็นว่าเพื่อนและผู้มีพระคุณของตนรู้สึกดีกับบ้านเกิดของตน

             

            “เทศกาลกะเทาะแร่เหรอ? พี่นิทานเคยได้ยินมั้ยครับ” โอไรออนหน้าบาน หันไปถามนิทานอย่างตื่นเต้น ส่วนดยุคเรนนัสก็ยังคงเพลิดเพลินกับอาหารของตน

             

            ยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าจะเข้าร่วมน่ะ นิทานหัวเราะขำเมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นสมเป็นเด็กของโอไรออน เขานึกไปถึงท่าทางของชาวเมืองที่ตกแต่งพื้นที่ต่าง ๆ  ด้วยหินแร่ สมควรเป็นการเตรียมงานนี้กระมัง

             

            “เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน เห็นว่าเป็นเทศกาลประจำปีของบาราทรัมโดยเฉพาะ จะมีการขุดหินแร่มากมายรวมถึงการถวายความเคารพแก่บรรพชนด้วยนะ หินแร่ต่าง ๆ เหล่านั้นเหมือนจะมีการประกวดสลักแร่กันด้วย” นิทานนึกสักครู่แล้วจึงตอบ เทศกาลกะเทาะแร่เป็นเทศกาลใหญ่ที่มักดึงดูดผู้คนมากมายมายังบาราทรัม

             

            “โห” โอไรออนทำท่าทีตื่นเต้น หินแร่ต่าง ๆ ที่เขาได้เห็นในถ้ำหมื่นสีแสนผลึกยังคงตราตรึงใจเขาเป็นอย่างยิ่ง เขาย่อมอยากชมเทศกาลที่รวมหินแร่มากมายเหล่านั้นด้วยตาตนเอง

             

            “ใช่ครับ เทศกาลกะเทาะแร่เป็นงานสำคัญที่สร้างความครึกครื้นให้แก่บาราทรัมมาตลอดหลายพันปี นอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพแก่ท่านบรรพชนแล้วยังเป็นช่วงเวลาแห่งเกียรติยศที่จะมอบให้แก่คมเขี้ยวแห่งผืนดินได้แสดงความแข็งแกร่งออกมาด้วย” มีครูสอธิบายเสริม

             

            “คมเขี้ยวแห่งผืนดินเหรอ?” นิทานถาม เขาไม่เคยได้ยินชื่อเรียกนี้มาก่อน

             

            “คมเขี้ยวแห่งผืนดินคือตำแหน่งที่จะมอบให้ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเผ่ารูเบียสที่อายุต่ำกว่า 100ปีครับ” มีครูสได้ยินเช่นนั้นจึงตอบอย่างตรงไปตรงมา

             

            นิทานเอียงคอเล็กน้อย เขาคิดว่าเกียรติยศเช่นนั้นช่างดูอันตรายเหลือเกิน ไม่ต่างอะไรกับการปักธงเหนือหัวตัวเองบอกให้ศัตรูรีบมากำจัดก่อนตนจะเติบใหญ่ คิดไปคิดมาแล้วเขาก็หน้าเสีย ตัวเขาเองเวลานี้ก็แทบจะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

             

            “ท่านเรอุส เวียเซลที่ท่านปู่กล่าวถึงเมื่อครู่ ก็คือคมเขี้ยวแห่งผืนดินคนปัจจุบันของยุคสมัยนี้ครับ ท่านอายุเพียง 80ปีหากกลับบรรลุถึงระดับอริยะขั้นปลายแล้ว” สายตาของมีครูสทอประกายนับถืออย่างชัดเจน เขาสมควรเป็นผู้หนึ่งที่ยกย่องตำแหน่งคมเขี้ยวแห่งผืนดิน

             

            นิทานผิวปากหวิว การเป็นอริยะขั้นปลายตั้งแต่อายุ 80 เทียบเท่าได้กับอริยะแปลงเพลิงที่สมควรแก่กว่านั้นมาก เป็นอัจฉริยะชั้นเลิศโดยแท้จริง แม้แต่องค์ชายจันทรกานต์ที่มีพรสวรรค์สูงส่งยังไม่อาจทาบแม้แต่น้อย

             

            “ท่านเป็นถึงผู้เรียนรู้ 4คำในสมัยก่อน ดังนั้นท่านจึงครองตำแหน่งคมเขี้ยวแห่งผืนดินมาจนปัจจุบัน ตำแหน่งนี้นอกจากเกียรติยศแล้ว ยังตามมาด้วยผลประโยชน์อันมหาศาล ตำแหน่งคมเขี้ยวแห่งผืนดินจึงเป็นเหมือนความฝันของรุ่นเยาว์เผ่ารูเบียสทุกคนครับ” มีครูสอธิบายด้วยสายตามุ่งมั่นทอความกระหายอยาก เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เล็งตำแหน่งนี้เช่นกัน

             

            “เท่มากเลย!” โอไรออนตอบ ดูเหมือนชื่อตำแหน่งเท่ ๆ และเกียรติยศจะโดนใจเด็กชายเช่นเขาเข้าอย่างจัง ส่วนคีตาก็เงยหน้าขึ้นมากระดิกหางอย่างตื่นเต้น มันก็ชอบชื่อเท่ ๆ เช่นนี้เช่นกัน

             

            “เผ่าซือบาสก็มีตำแหน่งยอดอัจฉริยะเช่นกัน ถูกเรียกว่า ปีกแห่งผืนฟ้า” ผู้ที่กล่าวเสริมขึ้นมาคือดยุคเรนนัสเมื่อเห็นเขาท่าทีของโอไรออน แม้เขาจะยิ้มแย้มอยู่ หากนิทานกลับรู้สึกได้ว่าเขาปรากฏความไม่พอใจเล็กน้อย

             

            “และช่างน่าเสียดายยิ่งที่คมเขี้ยวแห่งผืนดินรุ่นนี้ไม่อาจทาบติดกับปีกแห่งผืนฟ้าคนปัจจุบันได้เลยแม้แต่น้อย” ดยุคเรนนัสส่ายหน้าไปมา

             

            นิทานได้ยินดังนั้นก็บังเกิดความสนใจ เรอุสจากที่เขาได้ยินมาสมควรเป็นยอดอัจฉริยะมากแล้ว ยิ่งเทียบกับตัวเขายิ่งเห็นได้ชัดเจน หากปีกแห่งผืนฟ้าคนปัจจุบันกลับเหนือกว่าจนดยุคเรนนัสใช้คำว่า ‘ไม่อาจทาบติด’

             

            “แต่ท่านเรอุสเป็นถึงอริยะขั้นปลายเลยนะครับ แล้วปีกแห่งผืนฟ้าคนปัจจุบัน..” นิทานถามแบบเว้นช่วงโดยที่เริ่มด้วยการชมเรอุสก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการดูหมิ่น

             

            “ตำแหน่งนี้ถูกมอบให้แก่อัจฉริยะ ไม่ได้มอบให้คนที่แข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นปีกแห่งผืนฟ้าคนก่อนที่เทียบเคียงได้กับเรอุสจึงได้ถูกปลดจากตำแหน่งและมอบให้แม่หนูคนนั้นที่ในตอนนั้นเป็นเพียงผู้เรียนรู้” ดยุคเรนนัสตอบ

             

            นิทานขมวดคิ้วอย่างฉงน หากปีกแห่งผืนฟ้าคนก่อนเทียบได้กับเรอุส หมายความว่าเขาก็ต้องเคยเป็นผู้เรียนรู้ 4คำและเป็นอริยะขั้นปลายในปัจจุบัน หากกลับถูกปลดลงให้แก่ผู้เรียนรู้คนใหม่ นั้นหมายความว่าศักยภาพของเธอต้องสูงกว่าผู้เรียนรู้ 4คำ

             

            “เป็นผู้เรียนรู้ 5คำเหรอครับ?” นิทานถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อย ตัวตนระดับนั้นเรียกได้ว่าเป็นตำนานยังไม่เกินเลย

             

            “ไม่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันแต่อย่างใดแต่หลายคนคิดเช่นนั้น และยิ่งตอนนี้แม่หนูนั่นก็ขึ้นเป็นนักสลักเอกเรียบร้อยแล้วด้วย เธอคือปีกแห่งผืนฟ้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ เรอุสมิอาจทาบติดแม้แต่น้อย องค์ราชาข้ายังเอ่ยชมด้วยตนเอง” ดยุคเรนนัสส่ายหน้าอย่างผิดหวัง หากก็ยังมีความนับถืออยู่ในนั้น

             

            นิทานขนลุกไปทั่วทั้งตัว ตัวตนระดับนั้นเกิดอยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเขา และดูจากท่าทางที่พูดแล้วเธอสมควรอยู่ในช่วงวัยที่ไม่ห่างจากเขามากนักด้วย อาจอายุเพียง 30ถึง40ปีเท่านั้น

             

            ดยุคเรนนัสดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเผยรอยยิ้มเล็กน้อย มองมาทางนิทาน

             

            “ปีศาจน้อยนั่นอายุเพียง 24ปีเท่านั้น และปีหน้านางจะเข้าร่วมงานประลองที่จักรวรรดิมาลาไคเช่นกัน” ดยุคเรนนัสพูดเพียงแค่นั้น แล้วจึงเผยรอยยิ้มสนุกสนานท้าทาย

             

            นิทานคราวนี้เหงื่อแตกดั่งสายน้ำของจริงแล้ว จากที่เขาได้ยินมาจากผู้พันลาลันตา เขาคิดว่าคงมีคนมีพรสวรรค์มากมายเข้าร่วมด้วยรวมถึงนักสลักโท แต่เพราะการต่อสู้ช่วงนี้ทำให้เขามีความมั่นใจขึ้นมาก ตอนนี้กลับได้มารับรู้ว่าอัจฉริยะแห่งยุคสมัยก็กำลังจะเข้าร่วมท้าชิงกับเขา

             

            เป็นไปได้สูงมากว่าเป็นผู้เรียนรู้ 5คำ แถมยังขึ้นเป็นนักสลักเอกแล้วด้วย จากที่ได้ยินมา ผู้เรียนรู้ 5คำเมื่อขึ้นเป็นนักสลักเอก สมควรต่อกรกับอริยะไหว แล้วยังอายุแค่ 24  จะมาเข้าประลองไปทำไมอีก? ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย นิทานเหงื่อแตกพลั่กพลางนึกถึงสิ่งที่เขาต้องเผชิญในปีหน้าที่เหลือเวลาน้อยลงเรื่อย ๆ เช่นนี้

             

            เขาเริ่มคิดอยากกลับคำพูด ขอของรางวัลจากดยุคเรนนัสเป็นศิลาห้วงดาราแทนแล้ว จะได้ไม่ต้องลงไปเจอกับปีศาจเช่นนั้น หรืออย่างน้อยก็ยังมีหลักประกัน แต่อีกใจหนึ่งก็มีความกระหายน้อย ๆ ที่อยู่ภายในใจ ความกระหายที่เกิดจากความสงสัยว่าเมื่อเทียบกับตนแล้วอัจฉริยะผู้นั้นจะเป็นเช่นไร

             

            “เธอชื่ออะไรเหรอครับ” นิทานทำใจแข็งถามสู้ เขาต้องการข้อมูลของว่าที่คู่แข่งของเขา คีตาที่กำลังกินอาหารอยู่เหลือบตามองนิทานน้อย ๆ มันรู้สึกได้ว่านิทานราวกับอัดอั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ภายใน

             

            ดยุคเรนนัสได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้ม ก่อนตอบออกมา

             

            “ปีกแห่งผืนฟ้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ บุตรีแห่งตระกูลเอเทล ผู้มากพรสวรรค์ที่องค์ราชาทั้งสองเผ่าพันธุ์ให้ความเห็นว่าสมควรเป็นตัวตนหนึ่งเดียวในยุคสมัยนี้ที่อาจขีดเขียนชะตาขึ้นมาเทียบเคียงพวกตน ซอเด็ต เอเทล” ดยุคเรนนัสยิ้มน้อย ๆ มองสีหน้าเคร่งเครียดของนิทาน


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน