ภายในตลาดค้าหิน ผลลัพธ์การเดิมได้ปรากฏ แต่กว่านป๋อกลับไม่ยอมรับมัน ทำให้เสี่ยวฟ่านเริ่มรู้สึกหัวเสีย เชิดศีรษะขึ้น พร้อมกับกวักมือเรียกอีกฝ่าย “เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่าข้าเสียอีก หากไม่ยอมรับ ก็เข้ามาซัดกับข้าให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาอ้างนู่นอ้างนี่ให้เสียเวร่ำเวลาอีก!”
ได้ยินคำท้าทายของเสี่ยวฟ่าน กว่านป๋อแสยะยิ้ม เขาไม่รอช้า สาวเท้าอย่างว่องไว เคลื่อนตัวเข้าโถมเข้าใส่ในทันที
ในบรรดาขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบ กว๋านป๋อไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด เขาจึงมีความมั่นใจในตนเองสูง ว่าจะต้องสามารถกำหลาบเสี่ยวฟ่านลงได้ “ปากดีนักใช่ไหม..ข้าจะซัดปากสั่งสอนเจ้าเอง!”
“หมัดเขี้ยวสองชั้น”
หมัดทั้งสองข้างที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยพลังลมปราณของกว่านป๋อ พุ่งเข้าไปที่ใบหน้าของเสี่ยวฟ่านด้วยระยะเวลาที่เหลื่อมล้ำกันเล็กน้อย หากไม่ได้กระโดดหลบหรือยกแขนขึ้นมาป้องกันไว้ตั้งแต่ทีแรก ยังไม่เคยมีคนในขอบขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบคนใด สามารถหลบรอดกระบวนท่านี้ไปได้
หมักแรกพุ่งเข้ามาจากทางฝั่งซ้ายของเสี่ยวฟ่าน ส่วนหมัดที่สองได้พุ่งตามติดมาทางฝั่งขวา หากเป็นคนในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับสิบทั่ว ๆ ไปนั้น ด้วยความเร็วของหมัดระดับนี้ ย่อมไม่อาจเอี้ยวตัวหลบพ้น แต่สำหรับเสี่ยวฟ่านที่มีความเร็วเหนือกว่าขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบไปแล้ว มันจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
เสี่ยวฟ่านเอียงตัวไปทางซ้าย หลบหมัดแรกไปได้อย่างฉิวเฉียด
ฟิ้วว!
เมื่อหมัดที่สองพุ่งเข้ามา เสี่ยวฟ่านย่อตัวลง ก้มหลบไปได้อีกครั้ง
ฟิ้วว!
หลังจากหลบทั้งสองหมัดไปได้แล้ว เสี่ยวฟ่านทำการรัวหมัดของตน เข้าไปที่บริเวณท้องของกว่านป๋อนับสิบหมัด
ผั๊วะๆๆๆๆๆๆๆ
เมื่อหมัดสุดท้ายของเสี่ยวฟ่านถูกปล่อยไป ร่างของกว่านป๋อค่อย ๆ เอนมาด้านหน้า ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น
ตุบ!
การต่อสู้ระหว่างทั้งสองจบลงเร็วมาก นับจากการโจมตีของกว่านป๋อ จนหมัดสุดท้ายของเสี่ยวฟ่านนั้น ผ่านไปเพียงแค่ห้าลมหายใจ ทำให้เหล่าผู้คนที่ดูอยู่นั้นต่างก็ยืนอึ้งกันไปตาม ๆ กัน
หลังจากจบการต่อสู้ระหว่างทั้งสองจบลง จ้าวเฉินจึงได้ฉวยโอกาสนี้เอ่ยขึ้น “ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ พวกเจ้าทุกคนจะต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับกว่านป๋อผู้นี้ พวกเจ้าจะยอมมอบทุกอย่างให้กับพวกข้าตามที่ได้ตกลงกันไว้ หรืออยากจะลองประมือกับพวกข้าดู..?”
เด็กจากสถาบันเขี้ยวศิลาต่างมองดูสภาพของกว่านป๋อที่น่วมไปทั้งตัว ภายในใจของพวกเขาต่างคิดไปในทางเดียวกันว่า หากอันดับที่สามของสถาบันยังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แล้วพวกเขาจะทำเช่นไรได้ พวกเขาจึงได้แต่ยอมมอบทุกอย่างให้กับจ้าวเฉินไปแต่โดยดี รวมถึงคุกเข่าขอโทษต่อหน้าทุกคนที่กำลังมุงดูอยู่
เสี่ยวฟ่านเห็นอี้เหมยยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ จึงกล่าวขึ้น “แล้วเจ้าล่ะ! ทำไมถึงยังไม่คุกเข่าขอโทษตามที่ได้เอ่ยปากไว้..?”
“หึ!” อี้เหม่ยหันหลัง รีบเดินจากไป ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เอ๊ะ!” เสี่ยวฟ่านเห็นอี้เหม่ยหันหลังกลับไปแบบหน้าตาเฉย เขาเตรียมจะรีบวิ่งไปหยุดอีกฝ่าย แต่ถูกจ้าวเฉินห้ามเอาไว้
“ปล่อยไปเถอะ!”
ที่โม่เฟิงยอมปล่อยอี้เหมยไปนั้น เป็นเพราะท่าทีที่เด็กของสถาบันเขี้ยวศิลานั้นปฏิบัติกับอี้เหมย มันแสดงให้เห็นว่า สถานะของอี้เหมยจะต้องไปธรรมดาอย่างแน่นอน หากดันทุรังไปมากกว่านี้ อาจดึงเอาผู้อาวุโสของสถาบันเขี้ยวศิลาเข้ามาข้องเกี่ยว และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาจะไม่ได้อะไรตอบแทนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เลย
หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างจบลง เหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตน ส่วนกลุ่มของจ้าวเฉินก็ตามหมิงเกอกลับไปยังสถานที่พัก เตรียมตัวเข้าร่วมงานประลองหกสถาบันที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้
ช่วงเช้าของงานประลองหกสถาบัน โม่เฟิง ปิงหยุน และเหล่าตัวแทนทุกคนจากสถาบันใบไม้เขียวต่างก็สวมใส่ชุดและเข็มกลัดตราสัญลักษณ์ของสถาบันเอาไว้ที่อกเสื้อด้านขวามือ พากันเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปเข้ารวมงานประลอง
อีกด้านหนึ่ง บริเวณสนามประลองกลางเมืองฟ้าครามห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย พวกเขาเหล่านี้ต่างก็มารอรับชมการประลองระหว่างตัวแทนของสถาบันทั้งหกแห่ง ซึ่งผู้ที่ได้อันดับที่หนึ่งในงานประลองนั้น จะถูกรับเข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักปีกนภาในทันที
เหล่าตัวแทนของแต่ละสถาบันต่างก็ทยอยกันเดินทางเข้ามา โดยผู้ที่มาถึงเป็นกลุ่มแรกก็คือกลุ่มของเยว่เหนียง จากสถาบันฟ้าครามที่เป็นเจ้าภาพจัดงานประลองหกสถาบัน และยังเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในงานประลองหกสถาบันปีนี้
หลังจากกลุ่มของเยว่เหนียงที่เป็นเจ้าภาพ กลุ่มที่สองซึ่งเดินตามคือตัวแทนจากสถาบันหยกม่วง นำโดยมู่ป๋าย อีกหนึ่งตัวเต็งของงานประลองครั้งนี้
ถัดจากกลุ่มตัวแทนของสถาบันหยกม่วงก็คือ ตัวแทนจากสถาบันวารีอัสดง สถาบันลมวสันต์ สถาบันเขี้ยวศิลา และสุดท้ายก็คือตัวแทนจากสถาบันใบไม้เขียว
หลังจากตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวเดินเข้ามาเป็นกลุ่มสุดท้าย ตัวแทนจากสถาบันเขี้ยวศิลาผู้หนึ่งก็ได้เอ่ยขึ้น
“นั่นมันพวกเมื่อวานนี่น่า! พวกมันเป็นตัวแทนจากสถาบันใบไม้เขียว…?”
กว่านป๋อจ้องเขม็งไปที่โม่เฟิงและเสี่ยวฟ่าน ยังรู้สึกเจ็บหน้าท้องที่โดนต่อยมาไม่หาย “กร๊อดดด!”
เมื่ออี้เหม่ยเห็นเสี่ยวฟ่าน นัยน์ตาของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธและอับอาย เธอหันไปกระซิบที่ข้างหูของสองพี่น้องคู่หนึ่ง ทำให้สองพี่น้องคู่นั้นต้องหันไปทางเสี่ยวฟ่าน ก่อนจะพยักหน้าและตอบกลับอี้เหมยไปว่า
“ได้! พวกข้าจะสั่งสอนมันให้เอง”
ตัวแทนจากแต่ละสถาบันเดินทางกันมาครบแล้ว แต่งานประลองหกสถาบันยังไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มขึ้น เพราะว่าต้องรอให้บุคคลสำคัญท่านหนึ่งเดินทางมาถึงเสียก่อน
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งรอ เจ้าเมืองฟ้าครามก็ได้ลุกขึ้นยื่น ต้อนรับบุคคลสำคัญที่กำลังจะเดินทางมาถึง
เหนือท้องฟ้านอกกำแพงเมืองฟ้าคราม ชายวัยห้าสิบเศษ ๆ สวมใส่อาภรสีเทาขาว สองมือไพร่หลัง เคลื่อนตัวผ่านกำแพงเมืองฟ้าครามที่สูงกว่าเจ็ดผิง (ประมาณ 25 เมตร) การมาถึงของเขาได้สร้างเสียงฮือฮาให้กับทุกคนที่อยู่ในสนามประลองกลางเมือง
เมื่อได้เห็นการลอยตัวของชายผู้นี้ เสี่ยวฟ่านถึงกับอ้าปากค้าง “สุดยอด! เขาลอยอยู่บนฟ้าได้”
โม่เฟิงมองตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ผู้ที่จะเหาะเหินเดินอากาศได้เช่นนี้ ระดับพลังของเขาจะต้องอยู่ในขอบเขตกายจิตปฐพีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย และในละแวกนี้ คนที่จะทำแบบนี้ได้ จะต้องเป็นคนที่มาจากสำนักปีกนภาอย่างแน่นอน
ชายวัยห้าสิบลอยตัวอยู่เหนือสนามประลอง ก่อนจะร่อนกายลงมาที่ด้านหน้าของเจ้าเมืองฟ้าครามด้วยใบหน้าที่เฉยชา
เมื่อชายวัยห้าสิบเดินทางมาถึง เจ้าเมืองฟ้าคราม รวมถึงผู้อาวุโสของสถาบันทั้งหกต่างก็ผสานมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
“คาราวะท่านจ้าวตำหนักจุน!”
จ้าวตำหนักจุนที่ผู้อาวุโสและอาจารใหญ่ของสถาบันทั้งหกต่างให้ความเคารพผู้นี้มีนามว่า ‘จุนจื่อ’ สถานะของเขาในสำนักปีกนภานั้น เป็นรองเพียงแค่เจ้าสำนักปีกนภา และจ้าวผู้คมกฎของสำนักเพียงสองคนเท่านั้น
จุนจื่อนั้นไม่ได้ใส่ใจกับคำทักทายของผู้ใด เขาเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง
“เริ่มเลย! ข้ามีเวลาไม่มาก”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของจุนจื่น เจ้าเมืองฟ้าครามไม่รอช้า รีบกล่าวเปิดงานประลองหกสถาบันในทันที
“ข้าเยว่เถียน ขอตอนรับเหล่าสหายทุกท่านที่ได้ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานประลองของหกสถาบันที่จัดขึ้นในเมืองฟ้าครามของเรา ซึ่งการประลองในปีนี้ก็เป็นดังเช่นทุก ๆ ปีที่ผ่านมา โดยจะแบ่งออกเป็นสองรอบ รอบแรกคือรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนอีกรอบคือรอบแปดคนสุดท้าย
“โดยรอบแรกเราจะให้ตัวแทนของแต่ละสถาบันจับฉลากแบ่งกลุ่ม โดยตัวแทนทั้งแปดคนของแต่ละสถาบัน จะถูกแยกออกเป็นสี่กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีตัวแทนของแต่ละสถาบันอยู่เพียงกลุ่มละสองคนเท่านั้น และเมื่อรวมหกสถาบัน จะได้กลุ่มละสิบสองคน”
“เมื่อแบ่งกลุ่มเสร็จแล้ว พวกเจ้าทั้งสิบสองคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน จะต้องขึ้นประลองพร้อมกัน เพื่อหาสองคนสุดท้าย เป็นตัวแทนของกลุ่มนั้น ๆ เข้าสู่การรอบที่สอง หรือก็คือรอบแปดคนสุดท้ายต่อไป”
หลังจากได้อธิบายกฎกติกาในการประลองเสร็จแล้ว เยว่เถียนก็พูดถึงรางวาลของผู้ที่ชนะการประลอง
“ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในปีนี้ จะถูกรับเข้าเป็นศิษย์ของสำนักปีกนภาในทันที ส่วนผู้ที่ได้อันดับที่สอง สามและสี่ พวกเจ้าจะได้รับการพิจารณาเข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักปีกนภาเช่นกัน แต่จะได้รับเลือกหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และความตั้งใจของพวกเจ้าที่แสดงออกมาในงานประลองครั้งนี้”
หลังจากได้อธิบายกฎกติกาทุกอย่างเสร็จแล้ว เจ้าเมืองฟ้าครามก็ได้ให้คนนำกล่องหกใบที่ด้านในมีแผ่นกระดาษหมายเลขหนึ่ง สอง สาม และสี่ หมายเลขละสองชุด เดินไปให้ตัวแทนของทั้งหกสถาบันได้จับเพื่อแบ่งกลุ่ม
“ข้าได้หมายเลขหนึ่ง!” เสี่ยวฟ่านชูแผ่นกระดาษที่จับให้ทุกคนดู ก่อนจะชะโงกหน้าไปดูแผ่นกระดาษของตงห่าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “โอ้ววว...เจ้าก็หมายเลขหนึ่งหรือเนี่ย..?”
หลังจากตัวแทนของสถาบันใบไม่เขียวได้จับฉลากแล้ว พวกเขาก็ถูกแยกออกเป็นสี่กลุ่มด้วยกัน ประกอบไปด้วย เสี่ยวฟ่านและตงห่าวซึ่งอยู่ในกลุ่มที่หนึ่ง หลันหลันและต้าถงอยู่ในกลุ่มที่สอง โม่เฟิงและปิงหยุนอยู่ในกลุ่มที่สาม ส่วนลู่หานและฮัวเจี่ยอยู่ในกลุ่มที่สี่
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ