มารสยบฟ้า

    บทที่ 59 : สยบในห้าลมหายใจ

    ภายในตลาดค้าหิน ผลลัพธ์การเดิมได้ปรากฏ แต่กว่านป๋อกลับไม่ยอมรับมัน ทำให้เสี่ยวฟ่านเริ่มรู้สึกหัวเสีย เชิดศีรษะขึ้น  พร้อมกับกวักมือเรียกอีกฝ่าย “เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่าข้าเสียอีก หากไม่ยอมรับ ก็เข้ามาซัดกับข้าให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาอ้างนู่นอ้างนี่ให้เสียเวร่ำเวลาอีก!”

     

    ได้ยินคำท้าทายของเสี่ยวฟ่าน กว่านป๋อแสยะยิ้ม เขาไม่รอช้า สาวเท้าอย่างว่องไว เคลื่อนตัวเข้าโถมเข้าใส่ในทันที

     

    ในบรรดาขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบ กว๋านป๋อไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด เขาจึงมีความมั่นใจในตนเองสูง ว่าจะต้องสามารถกำหลาบเสี่ยวฟ่านลงได้ “ปากดีนักใช่ไหม..ข้าจะซัดปากสั่งสอนเจ้าเอง!”

     

    “หมัดเขี้ยวสองชั้น”

     

    หมัดทั้งสองข้างที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยพลังลมปราณของกว่านป๋อ พุ่งเข้าไปที่ใบหน้าของเสี่ยวฟ่านด้วยระยะเวลาที่เหลื่อมล้ำกันเล็กน้อย หากไม่ได้กระโดดหลบหรือยกแขนขึ้นมาป้องกันไว้ตั้งแต่ทีแรก ยังไม่เคยมีคนในขอบขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบคนใด สามารถหลบรอดกระบวนท่านี้ไปได้

     

    หมักแรกพุ่งเข้ามาจากทางฝั่งซ้ายของเสี่ยวฟ่าน ส่วนหมัดที่สองได้พุ่งตามติดมาทางฝั่งขวา หากเป็นคนในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับสิบทั่ว ๆ ไปนั้น ด้วยความเร็วของหมัดระดับนี้ ย่อมไม่อาจเอี้ยวตัวหลบพ้น แต่สำหรับเสี่ยวฟ่านที่มีความเร็วเหนือกว่าขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบไปแล้ว มันจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก

     

    เสี่ยวฟ่านเอียงตัวไปทางซ้าย หลบหมัดแรกไปได้อย่างฉิวเฉียด

     

    ฟิ้วว!

     

    เมื่อหมัดที่สองพุ่งเข้ามา เสี่ยวฟ่านย่อตัวลง ก้มหลบไปได้อีกครั้ง

     

    ฟิ้วว!

     

    หลังจากหลบทั้งสองหมัดไปได้แล้ว เสี่ยวฟ่านทำการรัวหมัดของตน เข้าไปที่บริเวณท้องของกว่านป๋อนับสิบหมัด

     

    ผั๊วะๆๆๆๆๆๆๆ

     

    เมื่อหมัดสุดท้ายของเสี่ยวฟ่านถูกปล่อยไป ร่างของกว่านป๋อค่อย ๆ เอนมาด้านหน้า ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น

     

    ตุบ!

     

    การต่อสู้ระหว่างทั้งสองจบลงเร็วมาก นับจากการโจมตีของกว่านป๋อ จนหมัดสุดท้ายของเสี่ยวฟ่านนั้น ผ่านไปเพียงแค่ห้าลมหายใจ ทำให้เหล่าผู้คนที่ดูอยู่นั้นต่างก็ยืนอึ้งกันไปตาม ๆ กัน

     

    หลังจากจบการต่อสู้ระหว่างทั้งสองจบลง จ้าวเฉินจึงได้ฉวยโอกาสนี้เอ่ยขึ้น “ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ พวกเจ้าทุกคนจะต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับกว่านป๋อผู้นี้ พวกเจ้าจะยอมมอบทุกอย่างให้กับพวกข้าตามที่ได้ตกลงกันไว้ หรืออยากจะลองประมือกับพวกข้าดู..?”

     

    เด็กจากสถาบันเขี้ยวศิลาต่างมองดูสภาพของกว่านป๋อที่น่วมไปทั้งตัว ภายในใจของพวกเขาต่างคิดไปในทางเดียวกันว่า หากอันดับที่สามของสถาบันยังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แล้วพวกเขาจะทำเช่นไรได้ พวกเขาจึงได้แต่ยอมมอบทุกอย่างให้กับจ้าวเฉินไปแต่โดยดี รวมถึงคุกเข่าขอโทษต่อหน้าทุกคนที่กำลังมุงดูอยู่

     

    เสี่ยวฟ่านเห็นอี้เหมยยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ จึงกล่าวขึ้น “แล้วเจ้าล่ะ! ทำไมถึงยังไม่คุกเข่าขอโทษตามที่ได้เอ่ยปากไว้..?”

     

    “หึ!” อี้เหม่ยหันหลัง รีบเดินจากไป ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

     

    “เอ๊ะ!” เสี่ยวฟ่านเห็นอี้เหม่ยหันหลังกลับไปแบบหน้าตาเฉย เขาเตรียมจะรีบวิ่งไปหยุดอีกฝ่าย แต่ถูกจ้าวเฉินห้ามเอาไว้

                   

    “ปล่อยไปเถอะ!”

     

    ที่โม่เฟิงยอมปล่อยอี้เหมยไปนั้น เป็นเพราะท่าทีที่เด็กของสถาบันเขี้ยวศิลานั้นปฏิบัติกับอี้เหมย มันแสดงให้เห็นว่า สถานะของอี้เหมยจะต้องไปธรรมดาอย่างแน่นอน หากดันทุรังไปมากกว่านี้ อาจดึงเอาผู้อาวุโสของสถาบันเขี้ยวศิลาเข้ามาข้องเกี่ยว และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาจะไม่ได้อะไรตอบแทนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เลย

     

    หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างจบลง เหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตน ส่วนกลุ่มของจ้าวเฉินก็ตามหมิงเกอกลับไปยังสถานที่พัก เตรียมตัวเข้าร่วมงานประลองหกสถาบันที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้

     

    ช่วงเช้าของงานประลองหกสถาบัน โม่เฟิง ปิงหยุน และเหล่าตัวแทนทุกคนจากสถาบันใบไม้เขียวต่างก็สวมใส่ชุดและเข็มกลัดตราสัญลักษณ์ของสถาบันเอาไว้ที่อกเสื้อด้านขวามือ พากันเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปเข้ารวมงานประลอง

     

    อีกด้านหนึ่ง บริเวณสนามประลองกลางเมืองฟ้าครามห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย พวกเขาเหล่านี้ต่างก็มารอรับชมการประลองระหว่างตัวแทนของสถาบันทั้งหกแห่ง ซึ่งผู้ที่ได้อันดับที่หนึ่งในงานประลองนั้น จะถูกรับเข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักปีกนภาในทันที

     

    เหล่าตัวแทนของแต่ละสถาบันต่างก็ทยอยกันเดินทางเข้ามา โดยผู้ที่มาถึงเป็นกลุ่มแรกก็คือกลุ่มของเยว่เหนียง  จากสถาบันฟ้าครามที่เป็นเจ้าภาพจัดงานประลองหกสถาบัน และยังเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในงานประลองหกสถาบันปีนี้

     

    หลังจากกลุ่มของเยว่เหนียงที่เป็นเจ้าภาพ กลุ่มที่สองซึ่งเดินตามคือตัวแทนจากสถาบันหยกม่วง นำโดยมู่ป๋าย อีกหนึ่งตัวเต็งของงานประลองครั้งนี้

     

    ถัดจากกลุ่มตัวแทนของสถาบันหยกม่วงก็คือ ตัวแทนจากสถาบันวารีอัสดง สถาบันลมวสันต์ สถาบันเขี้ยวศิลา และสุดท้ายก็คือตัวแทนจากสถาบันใบไม้เขียว

     

    หลังจากตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวเดินเข้ามาเป็นกลุ่มสุดท้าย ตัวแทนจากสถาบันเขี้ยวศิลาผู้หนึ่งก็ได้เอ่ยขึ้น

     

    “นั่นมันพวกเมื่อวานนี่น่า! พวกมันเป็นตัวแทนจากสถาบันใบไม้เขียว…?”

     

    กว่านป๋อจ้องเขม็งไปที่โม่เฟิงและเสี่ยวฟ่าน ยังรู้สึกเจ็บหน้าท้องที่โดนต่อยมาไม่หาย “กร๊อดดด!”

     

    เมื่ออี้เหม่ยเห็นเสี่ยวฟ่าน นัยน์ตาของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธและอับอาย เธอหันไปกระซิบที่ข้างหูของสองพี่น้องคู่หนึ่ง ทำให้สองพี่น้องคู่นั้นต้องหันไปทางเสี่ยวฟ่าน ก่อนจะพยักหน้าและตอบกลับอี้เหมยไปว่า

     

    “ได้! พวกข้าจะสั่งสอนมันให้เอง”

     

    ตัวแทนจากแต่ละสถาบันเดินทางกันมาครบแล้ว แต่งานประลองหกสถาบันยังไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มขึ้น เพราะว่าต้องรอให้บุคคลสำคัญท่านหนึ่งเดินทางมาถึงเสียก่อน

     

    ในระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งรอ เจ้าเมืองฟ้าครามก็ได้ลุกขึ้นยื่น ต้อนรับบุคคลสำคัญที่กำลังจะเดินทางมาถึง

     

    เหนือท้องฟ้านอกกำแพงเมืองฟ้าคราม ชายวัยห้าสิบเศษ ๆ สวมใส่อาภรสีเทาขาว สองมือไพร่หลัง เคลื่อนตัวผ่านกำแพงเมืองฟ้าครามที่สูงกว่าเจ็ดผิง (ประมาณ 25 เมตร) การมาถึงของเขาได้สร้างเสียงฮือฮาให้กับทุกคนที่อยู่ในสนามประลองกลางเมือง

     

    เมื่อได้เห็นการลอยตัวของชายผู้นี้ เสี่ยวฟ่านถึงกับอ้าปากค้าง “สุดยอด! เขาลอยอยู่บนฟ้าได้”

     

    โม่เฟิงมองตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ผู้ที่จะเหาะเหินเดินอากาศได้เช่นนี้ ระดับพลังของเขาจะต้องอยู่ในขอบเขตกายจิตปฐพีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย และในละแวกนี้ คนที่จะทำแบบนี้ได้ จะต้องเป็นคนที่มาจากสำนักปีกนภาอย่างแน่นอน

     

    ชายวัยห้าสิบลอยตัวอยู่เหนือสนามประลอง ก่อนจะร่อนกายลงมาที่ด้านหน้าของเจ้าเมืองฟ้าครามด้วยใบหน้าที่เฉยชา

     

    เมื่อชายวัยห้าสิบเดินทางมาถึง เจ้าเมืองฟ้าคราม รวมถึงผู้อาวุโสของสถาบันทั้งหกต่างก็ผสานมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

     

    “คาราวะท่านจ้าวตำหนักจุน!”

     

    จ้าวตำหนักจุนที่ผู้อาวุโสและอาจารใหญ่ของสถาบันทั้งหกต่างให้ความเคารพผู้นี้มีนามว่า ‘จุนจื่อ’ สถานะของเขาในสำนักปีกนภานั้น เป็นรองเพียงแค่เจ้าสำนักปีกนภา และจ้าวผู้คมกฎของสำนักเพียงสองคนเท่านั้น

     

    จุนจื่อนั้นไม่ได้ใส่ใจกับคำทักทายของผู้ใด เขาเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง

     

    “เริ่มเลย! ข้ามีเวลาไม่มาก”

     

    เมื่อได้ยินถ้อยคำของจุนจื่น เจ้าเมืองฟ้าครามไม่รอช้า รีบกล่าวเปิดงานประลองหกสถาบันในทันที

     

    “ข้าเยว่เถียน ขอตอนรับเหล่าสหายทุกท่านที่ได้ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานประลองของหกสถาบันที่จัดขึ้นในเมืองฟ้าครามของเรา ซึ่งการประลองในปีนี้ก็เป็นดังเช่นทุก ๆ ปีที่ผ่านมา โดยจะแบ่งออกเป็นสองรอบ รอบแรกคือรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนอีกรอบคือรอบแปดคนสุดท้าย

     

    “โดยรอบแรกเราจะให้ตัวแทนของแต่ละสถาบันจับฉลากแบ่งกลุ่ม โดยตัวแทนทั้งแปดคนของแต่ละสถาบัน จะถูกแยกออกเป็นสี่กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีตัวแทนของแต่ละสถาบันอยู่เพียงกลุ่มละสองคนเท่านั้น และเมื่อรวมหกสถาบัน จะได้กลุ่มละสิบสองคน”

     

    “เมื่อแบ่งกลุ่มเสร็จแล้ว พวกเจ้าทั้งสิบสองคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน จะต้องขึ้นประลองพร้อมกัน เพื่อหาสองคนสุดท้าย เป็นตัวแทนของกลุ่มนั้น ๆ เข้าสู่การรอบที่สอง หรือก็คือรอบแปดคนสุดท้ายต่อไป”

     

    หลังจากได้อธิบายกฎกติกาในการประลองเสร็จแล้ว เยว่เถียนก็พูดถึงรางวาลของผู้ที่ชนะการประลอง

     

    “ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในปีนี้ จะถูกรับเข้าเป็นศิษย์ของสำนักปีกนภาในทันที ส่วนผู้ที่ได้อันดับที่สอง สามและสี่ พวกเจ้าจะได้รับการพิจารณาเข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักปีกนภาเช่นกัน แต่จะได้รับเลือกหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และความตั้งใจของพวกเจ้าที่แสดงออกมาในงานประลองครั้งนี้”

     

    หลังจากได้อธิบายกฎกติกาทุกอย่างเสร็จแล้ว เจ้าเมืองฟ้าครามก็ได้ให้คนนำกล่องหกใบที่ด้านในมีแผ่นกระดาษหมายเลขหนึ่ง สอง สาม และสี่ หมายเลขละสองชุด เดินไปให้ตัวแทนของทั้งหกสถาบันได้จับเพื่อแบ่งกลุ่ม

     

    “ข้าได้หมายเลขหนึ่ง!” เสี่ยวฟ่านชูแผ่นกระดาษที่จับให้ทุกคนดู ก่อนจะชะโงกหน้าไปดูแผ่นกระดาษของตงห่าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “โอ้ววว...เจ้าก็หมายเลขหนึ่งหรือเนี่ย..?”

     

    หลังจากตัวแทนของสถาบันใบไม่เขียวได้จับฉลากแล้ว พวกเขาก็ถูกแยกออกเป็นสี่กลุ่มด้วยกัน ประกอบไปด้วย เสี่ยวฟ่านและตงห่าวซึ่งอยู่ในกลุ่มที่หนึ่ง หลันหลันและต้าถงอยู่ในกลุ่มที่สอง โม่เฟิงและปิงหยุนอยู่ในกลุ่มที่สาม ส่วนลู่หานและฮัวเจี่ยอยู่ในกลุ่มที่สี่

                    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405