“พนักงานคิมชอลซูใช่ไหมครับ”
“ครับ”
“เชิญนั่งตรงนี้ครับ”
คิมชอลซูค่อยๆ เดินไปยังเก้าอี้
ตอนเจอกันครั้งแรกคิมชอลซูเคยคิดว่าพัคจุนฮยองเป็คนที่สุดยอดมาก
เขามีใบหน้าที่ดูอ่อนโยนทรงผมเป็ลอนเท่ บุคลิกที่เข้ากันได้ดีกับชุดสุภาพและมีเอกลักษณ์สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจกับนํ้าเสียงที่ซื้อใจคนได้
หลังพัคจุนฮยองทำงานได้สามปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็ผู้ช่วยผู้จัดการสามปีต่อมาได้เลื่อนเป็ผู้จัดการและเป็ผู้จัดการอยู่สี่ปีก่อนขึ้นเป็รองผู้อำนวยการจากนั้นใช้เวลาเพียงสองปีก็ได้เป็ผู้อำนวยการ
เป็สุดยอดหัวกะทิที่เข้ามาทำงานในฐานะพนักงานธรรมดาก่อนจะได้เป็ผู้อำนวยการในวัยเพียงสามสิบปลายๆ
ถึงแม้จะมีเื่การเล่นชู้หลุดออกมามากมายแต่ผู้อำนวยการพัคจุนฮยองก็ยังได้รับเลือกให้เป็หัวหน้าที่พนักงานหญิงชื่นชอบมากที่สุดเป็อันดับหนึ่งเหมือนเดิม
และหลังจากเป็ผู้อำนวยการได้สี่ปีเขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็กรรมการบริหาร และไต่ไปจนถึงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการนับได้ว่าเป็บุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในบริษัท
“ผมผู้อำนวยการพัคจุนฮยองครับ เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกใช่ไหมครับ”
คิมชอลซูพยายามทำสีหน้าให้ดูผ่อนคลายพลางตอบ
“ครับ”
“เห็นท่าทางกังวลของคุณแล้ว สมกับเป็เด็กใหม่เลยนะครับ”
เขาพูดด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล
“ไม่เลยครับ”
“คงจะใสินะครับ ที่ได้ทำงานในสำนักงานใหญ่ต่างจากแผนกที่้าลิบลับเลย”
“ครับ ผู้อำนวยการ”
“ที่จริงผมใช้อำนาจไปนิดหน่อยน่ะครับ”
คิมชอลซูทำหน้าใก่อนโค้งศีรษะ
“ขอบคุณจริง ๆ ครับ ผู้อำนวยการ”
“ตอนสัมภาษณ์ การที่คุณจำ HYMS ได้ทั้งหมดทำให้ผมประทับใจมากครับฮันยองเทรดดิ้งเราทำงานโดยยึดหลักตามคู่มือนั้นครับคุณต้องอยากทำงานที่นี่ขนาดไหนกันนะ ถึงได้จำคู่มือที่มีถึงห้าสิบห้าหน้าได้!น่าประทับใจจริง ๆ ครับ”
นี่คือคารมของผู้อำนวยการพัคจุนฮยองผู้ชํ่าชองในการโน้มน้าวใจพนักงานใหม่
เช่นเดียวกับคิมชอลซูที่ยังเก็บสีหน้าไว้พร้อมคล้อยตามท่าทีของผู้อำนวยการพัคจุนฮยอง
ผู้อำนวยการพัคจุนฮยองที่คิดว่าจัดการได้ระดับหนึ่งแล้วก็เริ่มเผยความ้าที่แท้จริงออกมา
แม้คิมชอลซูจะทำสีหน้าชื่นชมยินดีแต่ความรู้สึกจริง ๆ ของเขากลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“เพราะอย่างนั้น ผมจึงมีเื่ขอให้ช่วยหนึ่งเื่”
“ครับ”
“ถ้ามีเื่ไหนที่คิดว่าไม่ปกติเกิดขึ้นในทีมขายห้าอยากให้มารายงานผมหน่อยน่ะครับ”
“ขอถามเหตุผลได้ไหมครับ”
“เมื่อพนักงานคนหนึ่งทำงานที่เดียวเป็เวลาสิบกว่าปีก็อาจเกิดความไม่ซื่อสัตย์และทุจริตได้ครับเพราะอย่างนั้นฝ่ายบุคคลจึงต้องส่งคนไปสังเกตการณ์แต่ละทีมครับคุณชอลซูคิดเสียว่าตัวเองคือผู้รับผิดชอบทีมขายห้าก็ได้ครับ ทำได้ใช่ไหมครับ”
ในสถานการณ์นี้หากปฏิเสธคงถูกหมายหัวอย่างแน่นอน
“อุตส่าห์พูดกับผมขนาดนี้ ผมไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้วครับ”
คำพูดของคิมชอลซูทำให้พัคจุนฮยองยิ้มอย่างพอใจพลางคิดในใจ
โง่แบบนี้เหมาะเอามาใช้ประโยชน์จริง ๆ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะตั้งตารอนะครับ ถ้าสนิทกับฝ่ายบุคคลไว้รับรองต่อไปมีแต่เื่ดี ๆ แน่นอนครับ”
“ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ครับ! ผู้อำนวยการ ฝากตัวด้วยนะครับ”
“ดีครับ”
คิมชอลซูออกมาจากห้องประชุมจากนั้นก็ปรายสายตาเย็นเยือกจ้องไปที่ประตูห้องที่เพิ่งออกมา
การเมืองในบริษัทเื่แบบนี้ไม่มีคู่มือสำหรับการจัดการ และทางบริษัทก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเป็เื่ที่แอบพูดกันในงานเลี้ยงหรือที่ส่วนตัว ถือเป็ด้านมืดของชีวิตการทำงาน
แต่ถึงอย่างนั้นการเมืองในที่ทำงานก็เป็ทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบของชีวิตการทำงาน
ชีวิตการทำงานจะไปรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าวันแรกที่เข้าทำงานคุณกินข้าวกับใคร
เหล่าพนักงานใหม่ที่พอจะรู้เื่การเมืองในที่ทำงานแม้เพียงเล็กน้อยก็จะวิ่งวุ่นเพื่อหาข้อมูลต่างๆ ให้ได้ก่อนเข้าทำงานวันแรก
คิมชอลซูเมื่อสิบแปดปีก่อนถูกพัคจุนฮยองหลอกใช้จนมีส่วนทำให้หัวหน้าอันจองกยูต้องออกจากบริษัท
อีจุนฮักที่้าความก้าวหน้าในการทำงานก็ย้ายแผนกส่วนคิมชอลซูกลายเป็ลูกนกที่กำพร้าแม่
เขาทำลายชีวิตตัวเอง
คราวนี้จะไม่เป็ไปตามที่คุณคิดหรอกกรรมการผู้จัดการพัค
หลังจากรองผู้อำนวยการอันจองกยูประชุม่เช้าเสร็จเรียบร้อยเขาก็ลูบท้องที่รู้สึกปวดราวกับโดนแทงก่อนหันมาพูดกับอีจุนฮัก
“นี่จุนฮัก มีอะไรให้ดื่มไหม”
เมื่อได้ยินดังนั้นอีจุนฮักก็รีบค้นตู้เย็นทันที แต่กลับไม่มีอะไรเลย
“เดี๋ยวผมออกไปซื้อให้ครับ”
“ไม่เป็ไร ช่างมัน ว่าแต่เมื่อไหร่น้องเล็กของเราจะมานะดูเหมือนทีมอื่นจะมากันหมดแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เห็นว่าได้ที่โหล่ตอนฝึกอบรม คงไม่ได้โง่จนเดินหลงทางใช่ไหมครับ”
ผู้จัดการพโยอิลซูพูดออกมาพร้อมลมหายใจที่มีกลิ่นเหล้าจางๆ
“อุตส่าห์อยากเห็นหน้าก่อนจะออกไปนะเนี่ย”
ในจังหวะที่อันจองกยูกำลังเก็บแฟ้มเอกสารและลุกขึ้นคิมชอลซูก็ปรากฏตัว
“สวัสดีครับ”
ทุกคนหันมามองตามเสียงของคิมชอลซู
“ผมคิมชอลซู ได้รับมอบหมายให้มาอยู่ทีมขายห้าครับ”
“อ้าว! หน้าตาดีใช้ได้นี่”
อันจองกยูมองคิมชอลซูแล้วพูดออกมาเป็คนแรก
แต่ก็จบแค่นั้น
คิมชอลซูมองพวกเขานิ่งก่อนเอ่ยออกมา
“แล้วโต๊ะของผม...”
อีจุนฮักใช้คางพยักพเยิดไปที่โต๊ะตัวหนึ่งแล้วพูดด้วยนํ้าเสียงเ็า
“ตรงนั้น”
“ครับ”
คิมชอลซูวางกระเป๋าลงบนโต๊ะจากนั้นจึงหยิบเครื่องดื่มแก้แฮงที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อออกมาวางไว้บนโต๊ะของรองผู้อำนวยการอันจองกยูกับผู้จัดการพโยอิลซู
“โอ้!!”
อันจองกยูเบิกตาโพลงมองคิมชอลซู
ผู้จัดการพโยอิลซูที่กำลังอยากดื่มอยู่พอดีมองคิมชอลซูด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งได้รางวัลใหญ่
อันจองกยูเปิดฝาขวดที่วางอยู่บนโต๊ะจากนั้นก็ดื่มเสียงดังอั๊ก ๆ ก่อนจะทิ้งขวดเปล่าลงถังขยะ
“รู้งานดีเหมือนกันนี่เด็กใหม่”
“ได้ข่าวว่าเมื่อวานมีสังสรรค์กับผู้ซื้อน่ะครับผมเลยเตรียมมาเผื่อไว้ครับ”
อันจองกยูยิ้มเล็กน้อยให้กับคำพูดนั้นพร้อมหยิบกระเป๋าขึ้นมาแล้วตบบ่าของคิมชอลซู
“โห!!! เกินคาดนะเนี่ย ขอบใจ อร่อยมาก”
แม้จะได้รับคำชมจากอันจองกยูแต่คิมชอลซูก็ยังคงดูกังวลเหมือนเดิม
“ผู้ช่วยผู้จัดการอี ฝากดูแลเด็กใหม่ด้วยนะ ฉันต้องไปแล้วและถ้าทางซาอุดีอาระเบียติดต่อมา ให้โทร.หาฉันทันทีเลยนะ โอเคไหม”
“ครับหัวหน้า”
หลังรองผู้อำนวยการอันออกไปแล้วผู้จัดการพโยก็ยกเครื่องดื่มแก้แฮงขึ้นดื่ม
“นี่ จุนฮัก ฉันไปประชุมก่อนนะ!”
“ครับ ผู้จัดการ เชิญเลยครับ”
ผู้จัดการพโยไปไหนแล้วไม่รู้ตอนนี้จึงเหลือแค่ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักกับคิมชอลซูเท่านั้น
อีจุนฮักจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่สนใจคิมชอลซูเลยแม้แต่น้อย
คิมชอลซูจึงนั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดคอมพิวเตอร์จากนั้นก็เข้าเครือข่ายอินทราเน็ต[1]ของบริษัทตามที่ฝ่ายบุคคลบอกมากรอกข้อมูลส่วนตัวลงไปและเปิดข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ภายในเพื่อเริ่มท่องจำ
อีจุนฮักเหลือบตามามองคิมชอลซูที่เอาแต่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์
ปกติแล้วพนักงานใหม่จะมีอยู่สองประเภทประเภทแรกคือพวกที่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร เลยได้แต่นั่งดูอย่างกระวนกระวายส่วนอีกประเภทคือพวกอยากได้หน้าพยายามวิ่งเข้าใส่งานทุกอย่างเพราะอยากได้รับการยอมรับเร็ว ๆ
แต่คิมชอลซูไม่ใช่ทั้งสองประเภทนั้น
ดูเหมือนเขากำลังท่องจำเบอร์โทรศัพท์ภายในสิ่งที่พนักงานใหม่ต้องทำเป็อย่างแรกเมื่อเข้ามาทำงานก็คือจดจำชื่อและหน้าตาของคนในบริษัทเนื่องจากในสมุดเบอร์โทรศัพท์ภายในมีทั้งชื่อและรูปอยู่นี่จึงเป็วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดคิมชอลซูทำเื่นี้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องมีใครบอก
หืมดูไอ้เด็กนี่สิ
อีจุนฮักเปิดปากพูดโดยที่ตายังคงจ้องอยู่ที่ข้อความในอีเมล
“เด็กใหม่”
“ครับ”
“ตอบห้วนเชียวนะ”
คิมชอลซูตั้งใจตอบห้วนๆเพราะหากเขาแสดงภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบั้แ่แรกอาจจะโดนระแวงและถูกสร้างกำแพงใส่ก็ได้
“ครับ...เอ่อ...ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮัก”
“ชื่อรุ่นพี่ยังไม่รู้แล้วจะดูสมุดเบอร์โทรศัพท์ภายในไปทำไม”
“เอ่อ ขอโทษครับ”
“ก่อนเข้ามาที่นี่ เคยทำงานมาก่อนหรือเปล่า”
“ไม่เคยครับ ที่นี่ที่แรกหลังเรียนจบครับ”
“แล้วเครื่องดื่มนั่นคืออะไร”
“เื่นั้น...”
“ฉันไม่ชอบไอ้พวกคนทำงานไม่เป็แล้วเอาแต่ประจบนะ”
“ครับ เข้าใจแล้วครับ”
อีจุนฮักโยนกองเอกสารที่วางอยู่ข้างโต๊ะให้คิมชอลซู
“ไปถ่ายเอกสารมาสามชุด”
“ครับ เอ่อ ครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี แล้วเครื่องถ่ายเอกสาร...”
เมื่อได้ยินคิมชอลซูถามอีจุนฮักก็หงุดหงิดขึ้นมา
“หาเองไม่ได้หรือไง”
“เปล่าครับ”
คิมชอลซูรีบลุกขึ้นพร้อมหอบกองเอกสารไปห้องถ่ายเอกสาร
เมื่อพนักงานใหม่เข้ามาส่วนใหญ่จะถูกปล่อยไว้โดยไม่สั่งงานอะไร เพื่อให้ทำความคุ้นเคยกับสถานที่และเพื่อนร่วมงานอย่างน้อยสองวันหรืออย่างมากสุดก็หนึ่งสัปดาห์แต่การที่ได้รับมอบหมายงานถ่ายเอกสารทันทีที่เข้าออฟฟิศแบบนี้ ถือว่ารวดเร็วมาก
คิมชอลซูเดินไปห้องถ่ายเอกสารพลางคลี่ยิ้มขณะมองพวกเพื่อนร่วมรุ่นที่นั่งอยู่กับโต๊ะและเอาแต่จ้องผนัง
ช่างเป็สถานการณ์ที่เหมาะเจาะเสียจริงที่กลายเป็อย่างนี้ได้เพราะเขาแกล้งทำงานดีบ้างไม่ดีบ้างสลับกันไป
อีจุนฮักมองคิมชอลซูเดินเข้าไปในห้องถ่ายเอกสารก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยตอนแรกเขาตั้งใจจะดุเพียงอย่างเดียว แต่กลับสั่งงานไปเสียได้
ไอ้เด็กนี่มันอะไรกัน
อีจุนฮักหันไปมองห้องถ่ายเอกสารอยู่หลายรอบเพราะเพิ่งคิดได้ว่าเสียท่าให้พนักงานใหม่ไปแล้ว เขาเหลือบตามองนาฬิกาเล็กน้อย
“ผู้ช่วยผู้จัดการอี ไม่เร็วเกินไปเหรอ”
ผู้จัดการชาซังฮยอนจากทีมขายสี่พูดขึ้น
“กระวนกระวายเพราะพนักงานใหม่ ไม่สมกับเป็ผู้ช่วยผู้จัดการอีเลยนะ”
“ผู้จัดการชา หมายถึงเื่อะไรครับ”
อีจุนฮักส่ายหน้าเป็เชิงว่าไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน
“ผมแค่เปลี่ยนวิธีการเท่านั้นครับ”
“ผู้ช่วยผู้จัดการอีของเราช่างพูดจริงนะครับ”
ทันทีที่คิมชอลซูเข้าไปในห้องถ่ายเอกสารเขาก็ใส่เอกสารเข้าไปในเครื่องถ่ายเอกสารอย่างคล่องแคล่วว่องไวและเริ่มถ่ายเอกสารอย่างต่อเนื่อง
คิมชอลซูมองนาฬิกาดิจิทัลที่ข้อมือ
เมื่อดูจากเลขหน้าซึ่งมีทั้งหมดห้าสิบเก้าหน้าถ้าถ่ายเอกสารสามชุดก็เท่ากับหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเจ็ดหน้าเครื่องถ่ายเอกสารถ่ายได้มากสุดสามสิบแผ่นต่อนาทีเพราะอย่างนั้นเวลาเสร็จเร็วสุดจะอยู่ที่หกนาทีจากนั้นจัดชุดเอกสารและเอากลับไปรวมแล้วใช้เวลาประมาณแปดนาที
แต่ว่าแปดนาทีคือความสามารถของพนักงานที่มีอายุงานประมาณสองปีซึ่งทำงานได้คล่องแล้วแต่หากวัดจากความสามารถของพนักงานใหม่มากกว่าครึ่งแล้วงานนี้ควรจะใช้เวลามากกว่าสิบนาที
ดังนั้นเวลาเก้านาทีจึงเป็เส้นแบ่งที่คลุมเครือว่าจะโมโหหรือว่าต้องคอยจับตามอง
คิมชอลซูตั้งเวลานาฬิกาแล้วเริ่มแยกชุดเอกสารที่ถ่ายแล้วราวกับเครื่องจักรและเมื่อเสียงนาฬิกาแจ้งเตือนว่าครบเก้านาทีแล้วเขาก็แกล้งพับหน้าปกชุดที่หนึ่งเล็กน้อยแล้วกางออกก่อนจะนำเอกสารที่ถ่ายเสร็จนั้นกลับไปยังออฟฟิศ
หลังคิมชอลซูออกมาจากห้องถ่ายเอกสารอีจุนฮักก็หันไปมองนาฬิกา
เก้านาที
อีจุนฮักรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกถ้ามองว่าเป็พนักงานใหม่ก็ถือว่าเร็วแต่ถ้ามองว่าเป็พนักงานที่มีประสบการณ์ก็ถือว่าแอบช้าอยู่
ในระหว่างที่เขาตอบกลับอีเมลยืนยันจากผู้ซื้ออยู่นั้นคิมชอลซูก็มาถึงพอดี
“ผู้ช่วยผู้จัดการอี ผมถ่ายเอกสารมาแล้วครับ”
“ทำตัวช้าเป็เต่าขนาดนี้แล้วหวังจะได้คำชมงั้นเหรอ”
“ขอโทษครับ”
อีจุนฮักอยากจะต่อว่าอีกสักหน่อยแต่กลับคิดคำพูดไม่ออก
“วางไว้ตรงนั้นแหละ”
“ครับ”
จังหวะที่คิมชอลซูจะหันหลังกลับ
“เดี๋ยว”
อีจุนฮักเบิกตากว้างราวกับพบเจอสิ่งที่ยิ่งใหญ่พร้อมคว้าชายเสื้อของคิมชอลซูไว้เขาพบรอยยับเล็กน้อยบนหน้าแรกของเอกสารที่ถ่ายมา
ในที่สุดอีจุนฮักก็เจอสิ่งที่สามารถติได้เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะยืนขึ้น
“คุณคิมชอลซู”
“ครับ”
“ทำงานก็ช้าและหน้าแรกยังยับแบบนี้ ถ้าหัวหน้าเห็นจะอารมณ์เสียขนาดไหน”
“ขอโทษครับ”
“คิดจะทำงานแบบนี้ใช่ไหม”
“เปล่าครับ”
แม้อีจุนฮักจะหงุดหงิดใส่แต่คิมชอลซูก็ยังตอบกลับอย่างใจเย็น
“วางไว้แล้วตามมา”
“ครับ”
“ทำไมพูดห้วน ๆ ตลอดเลย พูดครั้งเดียวไม่รู้เื่หรือไง”
“ขอโทษครับ ผู้ช่วยผู้จัดการอี”
อีจุนฮักเปิดประตูออกมาแล้วหันหน้ากลับไปเล็กน้อยเมื่อเห็นคิมชอลซูตามมาด้วยสีหน้ากังวลอย่างมาก เขาก็หันกลับมาพร้อมแอบยิ้มมุมปาก
แม้ไม่รู้ว่าทักษะภาษาต่างประเทศของคิมชอลซูนั้นแย่ขนาดไหนแต่เท่าที่ดู เขาเป็คนประเภทที่เหมาะกับการทำงานบริษัทมาก ไม่ว่าจะจับผิด ติโน่นนี่เื่เล็กเื่น้อยหงุดหงิด หรือโมโหใส่ก็ตาม สีหน้าของเขาก็ไม่เปลี่ยนเลยสักครั้งโดยปกติถ้าโดนแบบนี้ต้องแสดงสีหน้าออกมาบ้างแล้ว
สำหรับเซลส์ที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ซื้อนั้นการไม่แสดงออกทางสีหน้าถือเป็อาวุธที่ควรมีมาั้แ่เกิด
พวกฝ่ายบุคคลประเมินพลาดงั้นเหรอ
นี่ไม่ใช่คนประเภทที่จะได้คะแนนเป็อันดับสุดท้ายแน่นอน
[1] ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในบริษัท