บทที่ 9 ไม่เชื่อก็มากัดข้าสิ!
“ไอ้หยา…ข้าก็แค่บัณฑิตที่อ่อนแอเท่านั้น”
เยว่เชียนหานไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของลู่จือฉิง เขาเดินไปนั่งข้างชิวหลินรุ่ย พลางถอนหายใจอย่างสบายใจ
ชิวหลินรุ่ยเลื่อนกระบี่เล่มหนึ่งไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมา แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ มองนางกับเด็กน้อยที่สบตากันไปมา ดูแล้วน่าขำยิ่งนัก
การได้เห็นสีหน้าหงุดหงิดของลู่จือฉิงนั้นช่างดีจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ฝีมือของเขาเองก็ตาม ฮึ! เ้าไม่ใช่คนที่หยิ่งยโสและมั่นใจมากหรอกหรือ? เมื่อได้พบกับข้าอีกครั้ง เ้าคงต้องประหลาดใจมากแน่ ๆ
ผู้ที่ประหลาดใจกลับเป็เยว่เชียนหาน เขาหยิบกระบี่ขึ้นมาพลางหัวเราะก่อนจะถอนหายใจ “เฮ้อ! มีแต่เ้าที่รู้ใจข้า ข้ารู้ว่าอย่างไรเ้าก็ต้องเอามันมาให้ข้า”
‘ชิ้ง!’ กระบี่วิเศษถูกชักออกมาจากฝัก เยว่เชียนหานที่เมื่อครู่ยังบอกว่าตัวเองเป็เพียงบัณฑิตที่อ่อนแอ แต่เมื่อถือกระบี่ที่มีประกายแสงเย็นะเื ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับท่วงท่าที่ชำนาญอย่างยิ่ง เขาค่อย ๆ ลูบใบมีดไปพลางหลับตาลงและถอนหายใจ “ไม่ได้เจอกันแค่วันเดียว รู้สึกเหมือนผ่านไปสามฤดูเลยนะ…”
เนื่องจากวันนี้อากาศอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ชิวหลินรุ่ยสวมเสื้อคลุมที่ทำจากขนสัตว์ ทำให้เขาดูสง่างามและสุขุมเยือกเย็นเช่นเคย เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเล็กน้อย “ได้พบกับข้าอีกครั้ง มีอะไรอยากจะพูดหรือไม่?”
ลู่จือฉิงไม่ยอมอยู่เฉยเพื่อรอรับชะตารกรรมแน่ สิ่งแรกที่นางคิดคือ้าจะหนี แต่เมื่อผู้อื่นได้วางแผนกับดักไว้แล้ว ย่อมต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ เพียงหันหลังกลับก็ชนเข้ากับองครักษ์ชุดดำที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน...
เธอได้แต่มองตาเซี่ยมู่อย่างจนใจ เซี่ยมู่มองไปที่ชิวหลินรุ่ยอีกครั้ง ก่อนจะยักไหล่และส่ายหัว สายตาของเด็กน้อยราวกับจะบอกว่า ‘คนที่ทำเื่ไม่ดีไว้ สักวันก็ต้องได้รับผลกรรม ยอมแพ้เถอะ’
แน่นอนว่าลู่จือฉิงมีเื่จะพูด นางะโออกไปด้วยความเกลียดชัง
“ต่ำช้า! ไร้ยางอาย! เลวทราม!” พร้อมกับชูนิ้วกลางให้พวกเขาทั้งสอง
ชิวหลินรุ่ยขมวดคิ้ว แม้จะไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็การดูถูก เขาหรี่ตาลงครุ่นคิดว่าการกระทำของเขาครั้งนี้ยังไม่เด็ดขาดหรือ?
จะใช้วิธีทรมานเพื่อเค้นความจริง หรือจะใช้วิธีทรมานเพื่อเค้นความจริงดีนะ?
เยว่เชียนหานโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว พยายามแก้ตัวให้ตัวเอง “ไม่เกี่ยวอะไรกับข้านะ ข้าแค่มาฝึกฝนทักษะการแสดงเพื่อให้ดูเหมือนบัณฑิตที่อ่อนแอเท่านั้นเอง…”
“ไม่ใช่นักรบผู้กล้าหาญแต่อย่างใด”
ลู่จือฉิงอยากจะะโว่า ‘เ้าคนบ้า’ แต่ก็ยังยั้งปากไว้ได้ เฮ้อ..ข้าเป็เพียงปลาในกระชังเหล็ก จะหนีพ้นได้อย่างไร
นางตัดสินใจยอมจำนน และไม่มองหน้าพวกเขาอีก ทำหน้าตาจริงจังราวกับว่า ‘วันนี้ตกอยู่ในมือพวกเ้าแล้ว จะฆ่าจะแกงก็ตามใจ!’
“ฆ่าข้าเถอะ ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น!”
ขอให้พายุร้ายโหมกระหน่ำรุนแรงเกิดขึ้นตอนนี้เลย!
เซี่ยมู่กลอกตามองบน ‘ใครก็ได้บอกข้าที ข้ารูปงามเพียงนี้ เหตุใดจึงมีมารดาที่โง่เขลาเช่นนี้ได้ นี่นางเป็แม่ของข้าจริง ๆ หรือ’
เดิมทีชิวหลินรุ่ยมีสีหน้าเรียบเฉย แต่เมื่อได้ยินนางบอกว่ายจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น ก็ถึงกับชักสีหน้าขึ้นทันที พลางนึกในใจว่าเป็อย่างที่คิดไว้จริง ๆ นางต้องมีอะไรปิดบังไว้แน่!
เมื่อเซี่ยมู่เห็นเขาหรี่สายตาลงเล็กน้อย ทั้งยังมีจิตสังหารแฝงออกมา เซี่ยมู่จึงรีบเอ่ยถาม “ท่านอ๋องรุ่ย ข้าชื่อเซี่ยมู่ แล้วท่านชื่ออะไร?”
ชิวหลินรุ่ยตอบเสียงเรียบ “ชิวหลินรุ่ย”
ที่ผ่านมาเขาสนใจเด็กน้อยที่ดูฉลาดคนนี้มาก เซี่ยมู่น่าจะรับรู้ถึงอันตรายแล้ว เขาเองก็อยากรู้ว่าเด็กอายุเพียงสี่ห้าขวบคนนี้จะพลิกสถานการณ์เช่นไร
เซี่ยมู่พูดเข้าประเด็นทันที “เราสองคนเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ไม่ทราบว่าท่านเข้าใจเราผิดเื่อะไรกันแน่ แต่เราไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับพระชายารุ่ยเลยจริง ๆ นะขอรับ”
ชิวหลินรุ่ยยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย “พวกเ้ามาจากที่ใด?”
ลู่จือฉิงตอบกลับเสียงดังฟังชัด “หมู่บ้านต้าซู่ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเยว่หลาน หากไม่เชื่อก็ไปตรวจสอบได้!”
ชิวหลินรุ่ยหัวเราะในลำคอ แม้ไม่มีคำสั่งแต่เพียงโบกมือ เว่ยอวี่ก็ยกมือคำนับแล้วรีบไปด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อไปตรวจสอบหมู่บ้านที่ลู่จือฉิง
กล่าวถึง
ชิวหลินรุ่ยไม่สนใจลู่จือฉิง เขาก้มลงมองเซี่ยมู่ที่ดูสงบนิ่ง แล้วถามว่า
“บิดาของเ้าเป็ใคร? พวกเ้ามาเมืองหลวงด้วยจุดประสงค์ใด?”
เซี่ยมู่ทำตาใสซื่อบริสุทธิ์ “ท่านพ่อข้าออกเดินทางไปยังที่ที่ไกลแสนไกล ไม่ใช่ว่าบอกไปแล้วหรือ? ท่านแม่อยากให้ข้าได้เล่าเรียนในสำนักศึกษาดี ๆ ในเมืองหลวง อนาคตจะได้สอบเข้ารับราชการเป็ขุนนาง”
ลู่จือฉิงเชื่อใจบุตรชายคนนี้เต็มร้อย คนอื่นเมื่อโกหกแล้วก็อาจจะลืมเื่ที่พูด แต่เซี่ยมู่นั้นจำได้แม่น ไม่มีพลาดอย่างแน่นอน!
แต่ในที่สุดลู่จือฉิงผู้ไม่เคยกล้าคิดถึงความเป็ไปได้ที่ซับซ้อนนี้ ในที่สุดก็เต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับความเป็ไปได้ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง หากนางมาเกิดใหม่ในร่างของพระชายารุ่ยคนก่อน เซี่ยมู่ก็เป็บุตรของพระขายารุ่ย ถ้าอย่างนั้นบิดาของเขาคงจะไม่ใช่…
์! ขออย่าให้เป็เช่นนั้นเลยนะ!
นางเกลียดผู้ชายประเภทนี้ที่สุด ผู้ชายที่ชอบคิดว่าตัวเองรูปงาม มีอำนาจ ทั้งยังเป็เชื้อพระวงศ์ ก็เลยทำตัวสูงส่งกดขี่คนอื่น เซี่ยมู่ที่น่ารักของข้าจะเป็ลูกของเขาไปได้อย่างไรกัน?
ชิวหลินรุ่ยยังคงนิ่งเฉย สีหน้ายังคงเ็าเช่นเดิม ลู่จือฉิงไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ทว่าเยว่เชียนหานกลับมีท่าทางสบายใจ บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชิวหลินรุ่ยนั้นไม่ธรรมดา
ชิวหลินรุ่ยโบกมือให้ตู้เฟิง “นำตัวกลับจวน สอบสวนอย่างละเอียด หากจำเป็จะทรมานก็ได้!”
แม้จะไม่ได้เน้นน้ำเสียงให้หนักแน่น แต่ความเ็าที่ซ่อนอยู่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เสแสร้งขึ้นมาได้ ดวงตาของเขานิ่งสงบอย่างที่สุด แม้กระทั่งสตรีและเด็กที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่อาจส่งผลกระทบใด ๆ ต่อเขาได้
ศัตรูของเขาร้ายกาจและเ้าเล่ห์ เขาเคยเผชิญกับกับดักที่ซับซ้อนและแเีกว่านี้มาแล้ว ครั้งนี้กลับใช้แผลเก่าที่เขาไม่อาจเอ่ยถึงมาเป็เครื่องมือ จะโทษใครได้เล่า?
เมื่อเห็นความเ็าในดวงตาของชิวหลินรุ่ย ลู่จือฉิงขมวดคิ้วและพูดอย่างเกลียดชัง “นี่เ้าเป็โรคหวาดระแวงหรือเปล่า! ข้าไม่มีอะไรปิดบังจริง ๆ ถ้าไม่เชื่อก็มากัดข้าสิ!”