ภายใต้สายตาดูถูกเหยียดหยามมากมาย เย่เจียงเฉินยังคงเดินไปยังจุดลงทะเบียนของสถาบันซินหยวนด้วยความสงบ แม้ภายนอกจะดูนิ่งเฉย แต่ภายในใจกลับรู้สึกถึงแรงกดดัน
การประลองครั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะได้รับอุปกรณ์ปราณพิเศษ ซึ่งเป็กำไลข้อมือที่สามารถสร้างโล่พลังงานขึ้นมาได้ โล่นี้ช่วยป้องกันการโจมตีที่รุนแรงได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ผู้เข้าร่วมการประลอง ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้อีกฝ่ายาเ็สาหัส อย่างไรก็ตาม โล่พลังงานนี้ก็มีข้อจำกัด หากการโจมตีรุนแรงเกินกว่าที่อุปกรณ์ปราณจะรับได้ มันก็สามารถสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายได้เช่นกัน
เมื่อการประลองรอบแรกเริ่มต้นขึ้น นักสู้ฝึกหัดจากสถาบันอื่นๆ ต่างแสดงฝีมือที่โดดเด่น การต่อสู้เป็ไปอย่างเข้มข้น สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมส่วนใหญ่ แต่สำหรับเย่เจียงเฉินแล้ว เขากลับสังเกตเห็นจุดอ่อนและช่องโหว่ในการโจมตีของคู่ต่อสู้แต่ละคนได้อย่างชัดเจน
ก่อนถึงรอบการประลองของเย่เจียงเฉิน การต่อสู้ที่ดึงดูดสายตาของผู้คนมากที่สุดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น นั่นคือการต่อสู้ระหว่างสถาบันเทียนหวงและสถาบันชิงหลาน สองสถาบันที่ได้รับการยอมรับว่าเป็ระดับแนวหน้าของเมืองบูรพา
นักสู้จากสถาบันเทียนหวงปรากฏตัวในสนาม เขาคือชายหนุ่มผิวขาวราวกับหยก สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่ปักลายเมฆสีทอง ไป๋อวี้หลง แผ่ออร่าของนักสู้ฝึกหัดขั้นสูงออกมา ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ดวงตาสีดำสนิทราวกับราตรีจับจ้องไปยังคู่ต่อสู้ด้วยความเฉียบคม
ฝ่ายตรงข้ามคือิฮ่าวจากสถาบันชิงหลาน ร่างกายสูงใหญ่กำยำดั่งหมี หนวดเคราครึ้มบนใบหน้าทั้งที่ในใบสมัครระบุไว้ว่าเขามีอายุเพียงสิบแปดปี ทำเอาหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าหรือแท้จริงแล้วเขาคืออาจารย์ที่ปลอมตัวมา ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แข็งแกร่ง แสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก
"หมอนั่นแพ้นมผงรึไง ทำไมหน้าถึงเหมือนตาลุงข้างบ้านฉันเลย" เสียงกระซิบแ่เบาจากกลุ่มผู้ชมดังขึ้น
"อย่าพูดดังสิ เขาเป็ถึงนักสู้ฝึกหัดขั้นสูงเชียวนะ" เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบปรามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล เนื่องจากเกรงว่าศิษย์จากสถาบันชิงหลานจะได้ยิน
การต่อสู้ระหว่างนักสู้ฝึกหัดขั้นสูงจากสองสถาบันชั้นนำเริ่มต้นขึ้น ไป๋อวี้หลงชักดาบยาวสีเงินออกมา แสงสะท้อนจากคมดาบวาววับราวกับสายน้ำไหล เขากวัดแกว่งดาบด้วยท่วงท่าที่สง่างาม แต่แฝงไว้ด้วยพลังที่น่ากลัว ปลายดาบพุ่งเข้าโจมตีคู่ต่อสู้ราวกับอสรพิษร้าย
ิฮ่าวคำรามในลำคอ พร้อมกับยกค้อนเหล็กขนาดใหญ่ขึ้นมา ค้อนของเขามีน้ำหนักไม่น้อยกว่าห้าสิบกิโลกรัม ทุกครั้งที่เหวี่ยงจะเกิดเสียงลมหวีดหวิว พุ่งเข้าปะทะกับดาบของไป๋อวี้หลงอย่างดุดัน แรงปะทะแต่ละครั้งทำให้เกิดประกายไฟ
ผู้ชมต่างลุ้นระทึกกับการปะทะกันของสองยอดฝีมือรุ่นเยาว์ เสียงดาบกระทบค้อนดังสนั่นไปทั่วสนาม จนกระทั่งในที่สุดไป๋อวี้หลงก็สามารถแทงไปยังลำคอิฮ่าวได้สำเร็จ
เสียงเชียร์ดังกึกก้องแสดงความยินดีกับผู้ชนะ ไป๋อวี้หลงเดินลงจากเวที การเอาชนะคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันภายในการโจมตีเพียงไม่กี่ครั้ง ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าเขาคือตัวเต็งอันดับหนึ่ง
ถัดมาคือรอบการประลองของเย่เจียงเฉิน สายตาหลายคู่จับจ้องมายังเขา เย่เจียงเฉินก้าวลงสู่สนามประลองด้วยความสงบ ฝ่ายจรงข้ามคืออู๋ไห่เฉิงที่ยืนตระหง่านดุจขุนเขา เขาเป็ศิษย์จากสถาบันเทียนหวงเช่นเดียวกับไป๋อวี้หลง แต่ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง
"เด็กนั่นน่ะเหรอ จะสู้ศิษย์ของสถาบันเทียนหวงได้?"
"ดูแล้วคงรอดไม่พ้นสามกระบวนท่า..."
ตอนที่อยู่ในห้องเตรียมตัว เย่เจียงเฉินใช้เวลาพิจารณาอยู่นานว่าจะใช้อาวุธอะไรในการประลอง เพราะส่วนตัวแล้วเขาไม่เคยใช้อาวุธมาก่อน จนในที่สุดเขาก็เลือกที่จะใช้ดาบยาวธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง
ขวานศึกสีเงินเปล่งประกายเย็นเยียบในมืออู๋ไห่เฉิง เมื่อสัญญาณเริ่มการต่อสู้ดังขึ้น เขาคำรามลั่น ร่างกายพุ่งเข้าหาเย่เจียงเฉินราวกับพายุ ขวานศึกถูกเงื้อขึ้นสูง พลังปราณไหลวนรอบใบขวาน เกิดเป็แรงกดดันที่ทำให้เส้นผมของเย่เจียงเฉินปลิวไหว
เย่เจียงเฉินะโถอยหลังอย่างรวดเร็ว มือข้างซ้ายเริ่มเปล่งแสงสีขาวนวลจางๆ ไม่มีใครรู้เลยว่าในความงดงามนั้น มีความอันตรายแอบซ่อนอยู่
ขวานของอู๋ไห่เฉิงฟาดลงมาอย่างหนักหน่วง พื้นหินอ่อนแตกร้าวเป็ทางยาว เสียงดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วสนาม ส่งผลให้โล่พลังงานรอบตัวเย่เจียงเฉินเริ่มสั่นคลอน
เย่เจียงเฉินหลบไปทางด้านข้าง แต่อู๋ไห่เฉิงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว อู๋ไห่เฉิงหมุนตัว เหวี่ยงขวานด้วยพลังมหาศาลอีกครั้ง เย่เจียงเฉินยกดาบขึ้นป้องกัน แรงกระแทกทำให้แขนของเขาด้านชาไปชั่วขณะ หากเทียบกันแล้วอู๋ไห่เฉิงน่าจะมีพละกำลังมากกว่าโจวซือหาวถึงสองเท่า
"อ่อนหัด!" อู๋ไห่เฉิงคำราม เหวี่ยงขวานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคลื่นที่ซัดกระหน่ำ จนเย่เจียงเฉินต้องถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ชมจากสถาบันหวงเทียนโห่ร้องอย่างสนุกสนาน
"บดขยี้มันเลยอู๋ไห่เฉิง!"
ไป๋อวี้หลงยังคงยืนมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของเย่เจียงเฉินอย่างไม่กระพริบ
ภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วง เย่เจียงเฉินยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ เขาพยายามควบคุมสติ ใช้ประสาทััที่เฉียบคม สังเกตการเคลื่อนไหวของอู๋ไห่เฉิงราวกับกำลังมองภาพสโลว์โมชั่น ทุกการเคลื่อนไหว ล้วนถูกดวงตาของเขาจับจ้องและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน
เมื่อถอยร่นมาจนสุดขอบสนาม เย่เจียงเฉินก็สูดลมหายใจลึกๆ รวบรวมสมาธิทั้งหมด แสงสีขาวนวลปรากฏขึ้นบนมือซ้ายของเขาอย่างเจิดจ้า
อู๋ไห่เฉิงพุ่งเข้าหาเย่เจียงเฉินอีกครั้ง เงื้อขวานขึ้นเหนือศีรษะ เตรียมที่จะฟาดฟันปิดฉาก
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เย่เจียงเฉินก็พุ่งทะยานไปด้านหน้า เขาใช้ดาบปัดป้องการโจมตีได้อย่างแม่นยำ แล้วพุ่งตัวเข้าหาร่างของอู๋ไห่เฉิง ฝ่ามือซ้ายของเขาที่เปล่งแสงสีขาวนวล ประทับลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย
ก่อนที่อู๋ไห่เฉิงจะทันตระหนักถึงอันตราย ฝ่ามือของเย่เจียงเฉินก็ทะลวงโล่พลังงานของเขาได้อย่างง่ายดาย พลังปราณสีขาวบริสุทธิ์ที่อัดแน่นราวกับหยกแข็ง ทะลวงเข้าสู่ร่างของอู๋ไห่เฉิงอย่างรุนแรง
แรงปะทะจากฝ่ามือ ทำให้อู๋ไห่เฉิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง แม้อุปกรณ์จะช่วยดูดซับพลังโจมตีได้ส่วนหนึ่ง แต่เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงความเ็ปอย่างแสนสาหัส ร่างกายของเขากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร กระแทกพื้นอย่างแรง ขวานศึกหนักร่วงหล่นจากมือกระแทกพื้นดังสนั่น
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งสนามประลอง เสียงลมพัดแ่เบา ราวกับทุกสรรพสิ่งกลั้นหายใจ
เแสงสีขาวนวลจางๆ ในมือซ้ายของเย่เจียงเฉิน เลือนหายไปช้าๆ เขาเพียงแค่ก้มลงมองคู่ต่อสู้ที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เฉยชา
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งสนาม ผู้ชมต่างลุกฮือด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มที่ถูกมองข้าม กลับสามารถเอาชนะศิษย์ของสถาบันเทียนหวงที่ใช้อาวุธหนักอย่างขวานได้ด้วยฝ่ามือเปล่า จนร่างกระเด็นเช่นนี้ได้อย่างไร
ไป๋อวี้หลงที่ยืนมองอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว ดวงตาสีดำสนิทของเขามีประกายความสนใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขาไม่เพียงแต่สนใจเคล็ดวิชาฝ่ามือสีขาวนวล แต่ยังสงสัยเกี่ยวกับความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเย่เจียงเฉินด้วย
หลังเย่เจียงเฉินเดินออกจากสนามประลอง ความงุนงงและความสงสัยที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจของผู้คน และคำถามที่ว่า เคล็ดวิชาฝ่ามืออันทรงพลังที่เขาใช้คืออะไรกันแน่
ในห้อง VIP ที่แสนหรูหรา มีที่นั่งด้วยกันทั้งสิ้นห้าที่นั่ง บุคคลที่อยู่ในห้องคือตัวแทนจากสำนักชั้นนำของเมืองบูรพา ซึ่งเป็สาขาของสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งโลก ในเมืองบูรพามีสาขาของสำนักชั้นนำทั้งหมดห้าสำนัก ได้แก่ สำนักเทียนเจี้ยน สำนักเหยียนหลง สำนักเล่ยถิง สำนักโยวิ และสำนักเสินปิง
ชายสวมเสื้อสีแดงเพลิงนั่งเอนกายบนโซฟาหนังสีดำ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของเย่เจียงเฉินที่เดินจากไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ดูเหมือนงานประลองในปีนี้จะไม่ได้น่าเบื่อเหมือนปีก่อนนะ”
ชายชราเครายาวที่นั่งกอดดาบไว้ข้างตัว พยักหน้าช้าๆ เคราสีขาวยาวของเขาพลิ้วไหวเล็กน้อยตามการเคลื่อนไหว เขาคือหลิวชิงผู้าุโจากสำหนักเทียนเจี้ยน ในขณะที่ชายสวมเสื้อแดงเพลิงคือเฟิงเย่ที่มีตำแหน่งเป็รองผู้นำสำนักเหยียนหลงสาขาเมืองบูรพา
“แม้การใช้ดาบจะยังเทียบไป๋อวี้หลงไม่ได้ แต่การที่นักสู้ฝึกหัดระดับต่ำเอาชนะนักสู้ฝึกหัดระดับกลางได้อย่างง่ายดาย ก็ถือว่าควรค่าแก่การจับตามอง” ผู้าุโหลิวชิงกล่าว
“น่าเสียดายที่มาลงแข่งเร็วเกินไป ต่อให้ผ่านรอบนี้ไปได้ ก็ไม่สามารถสู้นักสู้ฝึกหัดขั้นสูงได้อยู่ดี” ชายร่างใหญ่สวมชุดสูทนั่งไขว่ห้างบนโซฟาอีกตัว ส่ายหน้าเบาๆ
หญิงสาวสวมชุดเดรสสีม่วงยาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม มองไปยังร่างของเย่เจียงเฉินที่หายลับไปจากสายตา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ดวงตาของเธอเ็าและลึกลับ ราวกับผืนน้ำในทะเลสาบที่ลึกสุดหยั่ง
ชายสวมชุดสูทคือซ่งเทียนหัวหน้านักวิจัยจากสำนักเสินปิงที่มีโดดเด่นด้านการพัฒนาอาวุธและอุปกรณ์ปราณ ส่วนหญิงสาวสวมชุดเดรสสีม่วงคือมู่หานซวง หัวหน้าผู้ฝึกสอนจากสำนักเล่ยถิง
เฟิงเย่เหลือบมองไปยังที่นั่งว่างเปล่า “ปีนี้ตัวแทนจากสำนักโยวิ ก็ยังไม่ยอมมาร่วมงานเหมือนเดิม ช่างเป็คนที่น่าเบื่อเสียจริง”
บุคคลทั้งสี่ล้วนเป็ผู้ทรงอิทธิพลและมีชื่อเสียงในเมืองบูรพา การปรากฏตัวของพวกเขาในงานประลองนักสู้หน้าใหม่ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการค้นหานักสู้ที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนให้พวกเขาเ่าั้เติบโตเป็กำลังรบหลักของมนุษยชาติ