บทที่7
รุ่งขึ้นเมื่อลู่ฉางไปรับสำรับเช้า เขาก็รีบกลับมารายงานิซินทันที
“บ่าวในครัวยังไม่มีใครทราบว่าท่านอ๋องจะออกจากวังอีกครั้งวันไหน ส่วนวันนี้ท่านอ๋องยังคงทำงานอยู่ในตำหนักใหญ่ขอรับ”
“งั้นรึ เช่นนั้นข้าก็ออกไปไม่ได้สิ ข้ากลัวท่านอ๋องจะมากะทันหันแบบเมื่อคืนนี้อีก”
หลังจากให้ลู่ฉางไปสืบมาว่าท่านอ๋องได้ออกไปไหนไหม หรือจะออกวันไหน ก็ได้ความมาว่า่นี้คงยังทำงานอยู่ที่ตำหนักไปอีกสักพัก ดังนั้นการจะออกจากวัง่นี้คงต้องพับเก็บไว้ก่อน
“บ่าวก็คิดเช่นนั้นขอรับ หากมาแล้วไม่พบต้องเป็เื่แน่ๆ”
“เช่นนั้นก็…อยู่อย่างสงบในวังไปแล้วก่อนกัน”
ทั้งเขาและลู่ฉางอยู่ในตำหนักเงียบๆ ได้ไม่นานก็เป็เขาเองที่ทนไม่ไหว ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าิซินคนเก่าทำได้อย่างไร แต่เขาใช้ชีวิตนั่งนอนติดเตียงแบบนี้ทั้งวันไม่ได้!! จำได้ั้แ่ฟื้นขึ้นมาในร่างนี้เขาก็หาอะไรให้ตัวเองทำตลอด เพื่อที่จะได้ไม่ฟุ้งซ่านกับเื่ที่เกิดขึ้น ซึ่งมันก็ได้ผลดีจนตอนนี้จะให้กลับมานั่งเฉยๆ เกรงจะไม่ใช่ิซินคนนี้แล้ว
“อาลู่เ้ามีอะไรให้ข้าทำบ้างมั้ย ข้าเบื่อ”
“อ่า เกรงว่าจะไม่มีขอรับ”
“ตอนแรกข้าคิดจะปลูกต้นไม้แต่นี่ใกล้เข้า่เสี่ยวเสว่ (เริ่มมีหิมะตก) แล้วเกรงว่าจะไม่เหมาะ เฮ้อ”
“ลองไปเดินเล่นรอบๆ วังดีหรือไม่ขอรับ”
“จริงสิ ั้แ่มาที่นี้ข้ายังไม่เคยเดินดูรอบๆ วังเลยนี่นะ”
นอกจากวันนั้นที่ลอบออกไปหาทางออกจากวังที่ด้านหลังตำหนักเขาก็ไม่เคยเดินไปที่ไหนเลยนี่นะ
“ขอรับ คุณชายลองเดินเล่นดูอาจจะแก้เบื่อได้บ้าง”
“อืม ตกลงงั้นเอาตามนี้”
“งั้นสวมเสื้อคลุมสักตัวกันอากาศที่เริ่มเย็นนะขอรับ”
“ได้ งั้นเ้าไปจัดการตัวเ้าเถอะข้าใส่เองก็ได้”
“ขอรับ”
ิซินและลู่ฉางเมื่อได้เสื้อคลุมกันคนละตัวก็เดินออกมาจากตำหนักตนเองทันที เสื้อคลุมที่ิซินใส่มามิได้ต่างจากลู่ฉางเท่าไหร่ เพราะเป็ชุดที่ซื้อมาพร้อมกันเมื่อเริ่มมีเงินจากการขายขนม ิซินมิได้นำเงินเ่าั้ไปซื้อเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพงใส่เพราะมันสิ้นเปลืองเกินไป จึงเลือกเสื้อผ้าที่หนาและดูใส่สบายมาแทน ซึ่งสีที่ซื้อมาใส่นั้นส่วนมากจะมีสีขาว เทา และน้ำเงิน คือสีที่เขาชอบ ส่วนเสื้อผ้าที่ชินอ๋องให้มาครั้งที่แล้วนั้นล้วนเป็เสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพงแต่เพราะสีที่ให้มานั้นมันหวานแหววเกินไป ิซินจึงไม่กล้าหยิบมันออกจากหีบมาใส่
และนี่เป็ครั้งแรกในการเดินดูรอบๆ วังประกายฟ้า ซึ่งไม่ว่าจะเดินผ่านไปตรงไหนก็มีบ่าวไพร่ให้ความสนใจด้วยการมองตาม อาจจะเพราะเป็คนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบเห็นจึงพากันสงสัยว่าเขามาเดินเตร่ในวังเช่นนี้ได้อย่างไร ส่วนบ่าวบางคนที่เคยพบเขาบ้างแล้วต่างก็ยิ้มและรีบคำนับให้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีคนอาสาจะพาเดินชม เป็เขาที่ปฏิเสธและถามถึงสถานที่ๆพอจะเดินเล่นได้เท่านั้นพอ ก็ได้คำแนะนำจากบ่าวสาวว่าเป็สวนดอกไม้ ซึ่งในตอนนั้นพ่อบ้านเจียงก็ผ่านมาพอดี
“มีอะไรให้กระหม่อมรับใช้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“อ่อ ข้าถามถึงสถานที่เดินเล่นน่ะ พวกนางแนะนำสวนดอกไม้ ข้าจึงคิดจะไปเดินเล่นที่นั่น”
“สวนดอกไม้หรือพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมจะนำทางไปเอง”
“อืม ว่าแต่…ข้าเด็ดมันกลับไปที่ตำหนักด้วยได้หรือไม่พ่อบ้านเจียง”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ พระชายาสามารถนำกลับไปได้ตามที่ท่าน้าเลยพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นพวกเ้าไปเตรียมตะกร้าใส่ดอกไม้ให้พระชายาและตามไปที่สวนดอกไม้ส่วนใน”
บ่าวสาวรับคำสั่งเรียบร้อยก็รีบไปจัดการให้ทันที
“เช่นนั้นข้าต้องรบกวนพ่อบ้านเจียงนำทางแล้ว”
“ไม่รบกวนเลยพ่ะย่ะค่ะ พระชายามีสิ่งใด้าสามารถเรียกกระหม่อมได้ตลอด เช่นนั้นเชิญทางนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
ดีล่ะ เก็บดอกไม้พวกนั้นไปทำสีให้กับขนมของเขาดีกว่า ดูซิว่าสวนที่ว่าจะมีดอกไม้ชนิดไหนสีอะไรบ้างเพราะดอกไม้บางชนิดก็สามารถนำมาทำเป็สีผสมอาหารได้ ดังนั้นหากว่างขนาดนี้สวนดอกไม้ก็จัดว่าเป็ความคิดที่ไม่เลวทีเดียว
จากนั้นพ่อบ้านเจียงก็นำทางมายังสวนดอกไม้ใหญ่ด้านใน ซึ่งอยู่ถัดไปจากตำหนักใหญ่ไม่ไกลนัก พร้อมกันนั้นบ่าวสาวที่ไปเตรียมตะกร้าให้ก็มาถึงพอดีพร้อมกับตะกร้าไม้สานสองใบเพื่อใช้ใส่ดอกไม้ คราแรกพ่อบ้านเจียงจะให้บ่าวสาวทั้งสองมาช่วยถือ แต่ิซินปฏิเสธไปเพราะอยากเดินเพียงลำพังกับลู่ฉางบ่าวคนสนิทเท่านั้น ซึ่งพ่อบ้านก็ไม่ได้ขัดอันใดจึงขอตัวไปทำงานของตนเองต่อ
“คุณชายนี่ก็ยามเซินแล้ว (15.00-16.59 น.) บ่าวว่าพอแค่นี้ก่อนดีไหมขอรับ อากาศเย็นขึ้นทุกทีแล้วเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาเก็บกันใหม่”
“เอางั้นก็ได้ นี่ก็เต็มตะกร้าแล้วด้วย ข้าก็เพลินจนลืมเวลาเลย แต่ที่นี่ดอกไม้เยอะจริงๆ มีหลายชนิดเสียด้วย เอาไว้พรุ่งนี้เรามาเก็บกันอีกนะอาลู่ ข้าอยากได้สีเยอะๆ เก็บมาเยอะๆ แล้วเอามาตากแห้งไว้ก่อนก็ได้”
“ขอรับ”
ิซินและลู่ฉางไม่ได้เดินกลับทางเดิมที่ต้องผ่านหน้าตำหนักใหญ่เพราะมันอ้อม พวกเขาจึงเลือกเดินกลับทางด้านหลังตามที่พ่อบ้านเจียงบอก ว่ามันสามารถเดินทะลุทางตำหนักกลางไปยังตำหนักท้ายวังได้อีกทั้งยังใกล้กว่า และเพื่อที่จะได้เดินดูรอบวังในส่วนที่ยังไม่ได้เดินดูิซินจึงเลือกกลับทางนี้
และด้วยบรรยากาศยามเย็นมีสายลมอ่อนๆ พัดมาทำให้ระหว่างทางเดินกลับิซินจึงไม่รีบร้อนเท่าไหร่นัก บรรยากาศเช่นนี้มันช่างดีจนเขาอยากจะดื่มด่ำเสียให้ชุ่มปอด เพราะแบบนี้ไม่มีในกรุงเทพบ้านเขาหรอกนะ
“พวกเ้า!”
ระหว่างที่ิซินกำลังเดินกินบรรยากาศเงียบๆ สบายๆ อยู่นั้น ก็ปรากฏเสียงเรียกไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยดังขึ้นมาจากด้านหลังพวกเขาทั้งสอง
“…..”
ิซินหันมองรอบด้านก็เห็นหญิงสาวสามคนยืนอยู่ เขาหันไปถามลู่ฉางว่ารู้จักหรือไม่หรือพวกนางเรียกใคร ลู่ฉางก็ส่ายหน้า ิซินจึงคิดว่าไม่ได้เรียกตนจึงออกเดินกันต่อ
“นี่พวกเ้าน่ะ!! ได้ยินที่ข้าเรียกหรือไม่”
“หือ เรียกพวกข้างั้นรึ?”
“ใช่ท่านฟางเหนียงถามพวกเ้าอยู่นั่นแหละ!”
ิซินหันกลับไปมองคนที่เรียกพวกเขาเอาไว้อีกครั้ง หญิงสาวคนนั้นยืนอยู่ตรงกลางหน้าตางดงามน่ามองไม่น้อย และการแต่งตัวด้วยชุดสตรีมีราคาสีชมพูหวานหยดย้อยนั่นทำให้ิซินนึกสงสัยว่าคนผู้นี้คือใครกัน? ทั้งท่าทางการวางตัวก็ดูเหมือนตนนั้นสูงส่งเสียด้วย สังเกตได้จากลำคอระหงที่เชิดเสียจนเขานึกปวดคอแทน อีกทั้งยังมีบ่าวสาวสองคนคอยตามประกบซ้ายขวา น่าจะไม่ใช่บุคคลธรรมดา เอ…แต่เท่าที่ได้ยินมาในวังนี้นอกจากชินอ๋องก็ไม่มีใครแล้วนี่ ที่เป็เ้านายในวังนี่ เพราะท่านอ๋องก็ยังไม่มีชายาหรืออนุมิใช่รึ แล้วแม่นางผู้นี้ใครกัน หรือจะเป็น้องสาวก็ไม่น่าจะใช่ จำได้ว่าชินอ๋องมีพี่น้องเป็บุรุษทั้งหมดมิใช่รึ?
“พวกเ้าเป็ใครกัน”
น้ำเสียงห้วนๆ ออกมาจากปากหญิงสาวตรงกลางชุดสีชมพูที่เอ่ยถามเขาอย่างเย่อหยิ่ง ิซินถึงกับคิ้วกระตุก
“อ่า…แล้วท่านเป็ใครงั้นรึ ถามพวกข้าแต่กลับไม่แนะนำตนเองก่อนเล่า เสียมารยาท”
เฮ้ยๆ ถึงอย่างไริซินผู้นี้ก็มีตำแหน่งเป็ถึงชายาของวังนี้นะ อีกทั้งอดีตยังเป็องค์ชายมาก่อนด้วย ถามคำถามกันด้วยน้ำเสียงติดห้วนทั้งยังดูไร้มารยาทเช่นนี้กับคนไม่รู้จัก สมควรแล้วงั้นรึ?!
“เ้ารู้หรือไม่ว่าพูดกับใครอยู่! หรือเป็บ่าวใหม่ถึงทำตัวไม่รู้จักท่านฟางเหนียงเช่นนี้”
“พวกข้าไม่ใช่บ่าวใหม่ แต่พวกข้าก็ไม่รู้จักท่านฟางเหนียงของพวกเ้าจริงๆ นั่นแหละ”
“มิน่าเล่าถึงพูดจาไม่มีมารยาทเช่นนี้ เอาเถอะข้าไม่ถือสา”
ฟางเหนียงพูดเรียบๆ พร้อมกับปรายตามองิซินั้แ่หัวจรดเท้า
“คุณชาย!”
ลู่ฉางเห็นสายตาของฟางเหนียงก็คิดจะออกตัวให้เ้านายตน แต่ิซินห้ามไว้เพราะไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือใคร การให้บ่าวอย่างลู่ฉางออกตัวเกรงจะเป็การดูิ่ทางนั้นที่ไม่รู้ถึงฐานะตำแหน่งที่แน่ชัด ซึ่งแบบนั้นลู่ฉางอาจจะเดือดร้อนได้ แต่เขาที่ยังมีตำแหน่งชายาค้ำคออยู่ในตอนนี้คิดว่ายังพอถูไถได้อยู่
“ทำไมถึงยังไม่รีบขอบคุณท่านฟางเหนียงอีกเล่าที่ไม่ถือสาพวกเ้า”
“อ่า จะให้ข้าขอบคุณเื่อันใดเล่า ข้ายังไม่รู้เลยว่าทำสิ่งใดให้ท่านฟางเหนียงของพวกเ้าไม่ถือสาข้า”
“นี่พวกเ้า! ….งั้นข้าจะบอกพวกเ้าให้ ว่าท่านฟางเหนียงผู้นี้ คือสตรีของท่านอ๋อง เหอะ!”
บ่าวสาวของฟางเหนียงเป็ผู้ตอบกลับให้ิซินหายข้องใจ
ฟางเหนียงใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนแยกจากเรือนบ่าวคนอื่นๆ เพราะมีสถานะเป็บ่าวที่ท่านอ๋องเรียกหาให้ไปปรนนิบัติ และนางเป็เพียงผู้เดียวที่ท่านอ๋องเรียกไปปรนนิบัติเช่นนั้น บ่าวหลายคนจึงพากันเกรงใจอยู่บ้างเพราะฟางเหนียงมิได้มีสถานะดังเช่นบ่าวทั่วไป นางไม่ต้องทำงานเหมือนบ่าวคนอื่นๆ ทั้งยังมีคนติดตามให้สองคนและของใช้ที่ดีมีราคาอีกจำนวนหนึ่ง แต่กระนั้นนางก็ไม่ได้ถูกเลื่อนขั้นให้สูงถึงขั้นเป็ภรรยาบ่าว แต่เป็เพียงบ่าวอุ่นเตียง เท่านั้น… อีกทั้งั้แ่ชินอ๋องกลับมาครั้งนี้ก็ยังไม่ได้เรียกฟางเหนียงไปปรนนิบัติเลยสักครั้ง ดังนั้นนางจึงคิดหาวิธีที่จะทำให้ชินอ๋องเจอนางด้วยการทำทีมาเดินเล่นใกล้ตำหนักกลางเช่นนี้ เพราะนี่คืออาณาเขตที่นางมาได้ไกลสุด หากเกินกว่านี้โดยที่ชินอ๋องมิได้เรียกหา ก็จะเป็การฝ่าฝืนคำสั่งและถูกลงโทษด้วยการลดขั้นกลับไปเป็เพียงบ่าวตามเดิม ดังนั้นนางจึงพยายามทำตัวดีมาตลอดเมื่ออยู่ต่อหน้าชินอ๋อง
“ทีนี้พวกเ้าเข้าใจหรือยัง ว่าการที่พวกเ้าไร้มารยาทกับท่านฟางเหนียงแบบนั้นแต่ท่านไม่ถือสานับเป็วาสนาของพวกเ้าแล้ว!”
บ่าวสาวทั้งสองที่ยืนประกบต่างพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันราวกับกำลังพูดกับคนที่ต้อยต่ำกว่าตน ทั้งที่หากเขาเป็บ่าวจริงๆ ตำแหน่งเราก็คงเท่าเทียมกัน แต่นี่พูดยังกับตนเองอยู่สูงกว่าบ่าวคนอื่นอย่างนั้นแหละ ช่างน่าเวทนานัก
“อ่า….สตรีของท่านอ๋องงั้นรึ”
เอ ว่าแต่….สตรีของท่านอ๋องงั้นรึ ตัวท่านอ๋องนั้น ภรรยาไม่มี ชายาไม่มี หรือจะเป็…..คนรัก?! ิซินคิดคำนวณในใจว่าคนผู้นี้อยู่ตำแหน่งใดในวังนี้กันแน่
“ใช่แล้ว เอ๊ะ! ...นั่นพวกเ้าเอาดอกไม้มาจากที่ใด”
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ หนึ่งในบ่าวสาวก็ถามถึงตะกร้าดอกไม้ที่พวกเข้าถือกันมาเสียก่อน
“หรือว่าพวกเ้าแอบเข้าไปในสวนส่วนพระองค์!”
ถ้าดูจากทางที่เดินมาแล้วล่ะก็ คงเดาได้ไม่ยากว่าิซินเดินมาจากที่ใด เพราะเส้นทางนี้มีทางเดียวที่ผ่านมาได้คือสวนส่วนพระองค์
“ที่นั่นไม่ว่าใครก็ห้ามเข้าไปพวกเ้าไม่รู้รึ! นำตะกร้านั่นมาให้ข้าดู”
ฟางเหนียงถามเสียงแข็งทั้งยังสั่งให้คนติดตามของตนไปนำตะกร้าของิซินมาด้วย ซึ่งิซินก็ไม่ได้คิดจะยื้อแย่งอะไรเพราะกลัวจะเสียของหากมีการแย่งชิงกัน อีกอย่างเขาเป็บุรุษไม่คิดจะตบตีกับสตรีเพื่อแย่งดอกไม้หรอกนะ!
ฟางเหนียงมองตะกร้าในมือตนก็รู้ได้ทันทีว่าดอกไม้สวยๆ หลากชนิดเช่นนี้ไม่มีอยู่ที่ไหนอีกแล้วในวังแห่งนี้นอกจากสวนส่วนพระองค์ สถานที่นั้นแม้แต่นางก็ไม่เคยได้เข้าไป แม้จะเคยลองทูลขอไปแต่กลับได้สายตาที่เ็ากลับมา ทำให้นางต้องปิดปากสนิทมิกล้ากล่าวอันใดอีก แต่เ้านี่ถึงกับนำดอกไม้กลับออกมามากมายขนาดนี้…ฉับพลันนางนึกอะไรออกทันทีที่เห็นดอกไม้เ่าั้ ดีล่ะ! ...นางมีข้ออ้างที่จะขอเข้าพบท่านอ๋องแล้ว!!
“นั่นเป็สวนส่วนพระองค์ของท่านอ๋องที่ห้ามคนนอกเข้า คนที่เข้าไปได้มีเพียงท่านอ๋องเท่านั้น แล้วนี่พวกเ้ายังกล้านำดอกไม้พวกนั้นกลับออกมากันอีก! พวกเ้ารนหาที่แล้ว”
บ่าวสาวชี้ไปที่ตะกร้าดอกไม้ในมือฟางเหนียงพลางพูดปิดท้ายออกมาด้วยน้ำเสียงราวกับสงสาร แต่ทว่าสีหน้ากลับไม่ใช่ความสงสารแม้แต่น้อยมันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
“เื่นี้ข้าปล่อยไปไม่ได้ คงต้องเรียนท่านอ๋องโดยตรง”
ฟางเหนียงกล่าวเสียงเรียบแต่แววตาประกายเยาะเย้ยอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อบ้านเจียงบอกว่าข้าสามารถเข้าไปและนำกลับมาเท่าใดก็ได้ตามที่ข้า้า”
เห้ยๆ อะไรกันเนี่ย เื่ชักไปกันใหญ่แล้ว สวนนั้นห้ามเข้างั้นรึ แล้วเหตุใดพ่อบ้านถึงพาเขาไปล่ะ
“เ้าเป็ใคร ถึงขนาดกล้าเอาท่านพ่อบ้านเจียงมาอ้าง ท่านพ่อบ้านย่อมรู้กฎข้อนี้ดีและไม่มีทางให้บ่าวธรรมดาเข้าไปเด็ดดอกไม้พวกนี้ออกมาแน่ๆ”
หือ นางเรียกพ่อบ้านเจียงว่า ท่านพ่อบ้าน งั้นรึ ทั้งวิธีการพูดก็ดูเคารพผู้ที่เหนือกว่า เช่นนั้นตำแหน่งข้าน่าจะอยู่สูงกว่านางนะ
“ข้าเป็พระชายาของท่านอ๋อง และข้าก็ไม่ได้เอาใครมาอ้าง ที่ข้าพูดล้วนเป็ความจริง แต่เวลานี้เ้าเสียมารยาทกับข้ามากเกินไปแล้ว เอาตะกร้าข้าคืนมา! แล้วก็ลองไปถามพ่อบ้านเจียงดูว่าข้าพูดจริงรึไม่”
“…..คิก พระชายาของท่านอ๋อง นี่เ้าบ้าไปแล้วงั้นรึ”
“คิกคิก นั่นสิ เ้าจะโกหกอันใดก็ช่วยดูฟ้าสูงแผ่นดินต่ำบ้าง เ้ากำลังรนหาที่ตายอยู่งั้นรึ”
บ่าวสาวทั้งสองต่างหัวเราะกับคำพูดของิซิน
“ท่านอ๋องไม่มีชายาเื่นี้ใครๆ ก็รู้ อีกอย่างถึงรูปร่างเ้าจะคล้ายสตรีและถึงจะปิดหน้าไปครึ่งหนึ่งเช่นนี้แต่เ้าเป็บุรุษมิใช่รึ นี่มันิ่เกียรติท่านอ๋องเกินไปแล้ว!”
ฟางเหนียงมิได้ฉุกคิดอันใดว่าใครกันจะกล้าโกหกเื่เช่นนี้ได้หน้าตาเฉย หากคนผู้นั้นไม่กลัวตายก็คงจะมีแต่คนสติไม่ดีเท่านั้นที่กล้าโกหกเื่แบบนี้ได้ แต่นั่นไม่ใช่กับิซิน…
“…..”
“เ้าสามหาวไม่พอยังกล้าิ่เบื้องสูง โทษเ้าหนักนัก ไปพบท่านอ๋องกับข้าเดี๋ยวนี้”
“เ้าแน่ใจนะว่าจะไปพบท่านอ๋องกับข้า ข้าเตือนเ้าแล้วนะ เพราะข้ามั่นใจว่าข้าไม่ได้ทำอันใดผิด”
ท่าทีที่ไม่มีความเกรงกลัวอันใดทำให้ทั้งสามสาวต่างสับสนเล็กน้อย เ้าคนอวดดีผู้นี้เป็ใครกันถึงไม่มีท่าทีเกรงกลัวคำขู่ของพวกนาง ทั้งยังดูจะมั่นใจนักว่าจะไม่ถูกลงโทษร้ายแรงที่ิ่เบื้องสูง! หรือจะพูดจริง…แต่มันเป็ไปไม่ได้เลยสักนิดที่ท่านอ๋องจะมีพระชายาแล้ว อีกทั้งยังเป็บุรุษ พวกนางที่มั่นใจในสิ่งนี้มากจึงไม่คิดจะปล่อยิซินไป
“ทะ…ท่านอ๋อง!!”
ยังไม่ทันได้ซักถามอะไรกันต่อ ลู่ฉางก็อุทานขึ้นมา นั่นทำให้คนที่เหลือต่างมองไปยังทิศทางเดียวกัน
“…..”
หานตงยืนอยู่ไม่ไกลมากนักจากที่ิซินและฟางเหนียงคุยกันอยู่ แต่ทว่าก็ไม่มีใครรู้ว่าหานตงมายืนตรงนี้นานเท่าใดแล้ว และได้ยินอะไรไปบ้าง
“!!!”
ทั้งฝ่ายิซินและฝ่ายของฟางเหนียงแม้จะใกับผู้มาใหม่มากเท่าใด แต่ก็ไม่ลืมที่จะคำนับชินอ๋องทันทีที่เ้าตัวเดินเข้ามา
“ถวายพระพรเพคะ! /ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ!”
“มีเื่อันใดกัน”
“พวกนาง…”
ิซินที่กำลังจะเอ่ยปากพูดกลับถูกบ่าวสาวทั้งสองพูดตัดหน้าเสียก่อน
“เรียนท่านอ๋องบ่าวกับท่านฟางเหนียงมาเดินเล่นกันแถวนี้เพคะ แล้วเจอกับบ่าวสองคนนี้พอดี จึงซักถามกันเล็กน้อย”
“เพคะ แต่ซักถามกันไปกันมาก็รู้สึกว่าบ่าวทั้งสองคนนี้ทำตัวลับๆ ล่อๆ ผิดปกติ จึงทราบว่าแอบเข้าไปในสวนส่วนพระองค์มา และยังนำดอกไม้เ่าั้กลับออกมาด้วยเพคะ”
“แต่ท่านพ่อบ้านบอกว่า…”
“หม่อมฉันฟางเหนียง จึงกล่าวตักเตือนไปด้วยความหวังดี แต่ไม่คิดว่าบ่าวผู้นั้นจะกล้ากล่าวิ่เบื้องสูงขึ้นมาอ้างตนเสียได้เพคะ”
ลู่ฉางกำลังจะแก้ต่างให้เ้านายตนกลับถูกฟางเหนียงพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็ว่าทั้งิซินและลู่ฉางไม่มีโอกาสได้พูดอันใดเลย
ฟางเหนียงที่พูดจบก็เว้นเหมือนจะไม่กล้าพูดต่อ แต่ในใจนั้นกลับกำลังตื่นเต้นเมื่อเห็นชินอ๋องมองนางไม่ละสายตา
“….”
หานตงไม่ได้พูดอันใดเพียงแต่มองไปยังฟางเหนียงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ซึ่งฟางเหนียงเข้าใจว่าชินอ๋องนั้นให้ตนพูดต่อไปได้
“เอ่อ คือ….ฟางเหนียงขอประทานอภัยเพคะที่ต้องพูดเช่นนี้ บ่าวผู้นั้นพูดว่าตนเป็…พระชายาของท่านอ๋องเพคะ!”
“…..ข้าถามเ้าไม่ได้ยินรึ แล้วนั่นเ้าแต่งตัวอันใด”
หานตงเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้งแล้วหันหน้าไปทางิซิน
“เอ๋? ….เอ่อ ฟางเหนียงก็แต่งตัวให้ดูดีเช่นนี้เผื่อ….เผื่อท่านอ๋องเรียกพบกะทันหันเพคะ///”
ฟางเหนียงตอบด้วยน้ำเสียงติดจะเอียงอายใบหน้าแดงก่ำก้มต่ำ นางไม่ได้เงยมองหน้าหานตงอยู่จึงไม่รู้ว่า หานตงนั้นไม่ได้พูดกับนาง
“หุบปาก!”
ทุกคนในที่นั้นต่างสะดุ้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบที่ไม่ได้ตะเบ็งแม้แต่น้อย แต่กลับแผ่อำนาจและแฝงความน่ากลัวเสียจนทุกคนที่ได้ยินพากันตัวสั่นเป็ทิวแถว
“…!!!”
“ส่วนเ้า…ไม่ได้ยินที่ข้าถามหรือพระชายา”
หญิงสาวทั้งสามที่ได้ยินคำเรียกพระชายาถึงกับหน้าซีดสติหลุดลอย เมื่อคนที่ตนกำลังต่อว่าไปเมื่อครู่นี้ถูกเรียกว่าพระชายา อีกทั้งยังออกมาจากปากของท่านอ๋องเอง เช่นนี้แล้วพวกนางก็หมดแรงที่จะยืนต่อไปได้ เมื่อสิ่งที่พวกตนนั้นล่วงเกินคนผู้นี้ไปมีโทษร้ายแรงขนาดไหน
“หะ?! ....ข้ารึ? ข้าก็แต่งแบบนี้เป็ปกติมิใช่รึ”
เขาใส่อะไรผิดปกติงั้นเหรอ นี่ก็ชุดปกติของเขาที่ใส่อยู่ตำหนักทุกวันตลอดๆ นี่
“……”
สายตาราวกับจะถามว่า ชุดที่เขาให้ไปล่ะ ทำไมไม่ใส่!! ทำไมใส่ชุดเช่นนี้ออกมาเดินนอกตำหนัก
“อ่า ก็ข้าชอบสีนี้…”
ไม่รู้ว่าเดาสีหน้านั่นถูกมั้ย แต่เขาก็ตอบออกไปแบบกลางๆ
“พ่อบ้านเจียง”
“ขอรับ”
“จัดการลงโทษพวกนาง และให้ออกจากวังไปซะ วังข้าไม่้าคนที่ลืมตนและคนที่ดูถูกผู้อื่นเช่นนี้”
ห๊า! ลงโทษและออกจากวัง สรุปนี่ไม่ใช่คนรักท่านรึ ไหนบ่าวสาวทั้งสองนั่นบอกนางเป็สตรีของท่านไง!?
“ทะ…ท่านอ๋องเพคะอภัยให้หม่อมฉันด้วย!!!”
ฟางเหนียงเรียกชินอ๋องเสียงสั่นใบหน้าซีดเซียวนั่นบอกได้เป็อย่างดีว่านางกลัวมากขนาดไหน
“เดี๋ยวพ่อบ้านเจียง ท่านอ๋องคือว่า….”
“กฎก็คือกฎการิ่เบื้องสูงคือโทษร้ายแรง ยิ่งเ้าเป็ถึงชายาข้า อย่างไรพวกนางก็ต้องถูกลงโทษ ไม่มีละเว้น เ้าอย่าได้เข้ามายุ่งเื่นี้”
“เอ่อ ข้าแค่จะบอกว่า ดอกไม้ของข้าขอคืนก่อน แล้วก็…นางเป็สตรีอย่าลงโทษรุนแรงนักเลย…”
อะไรข้าไม่คิดจะยุ่งเื่ของพวกท่านหรอกนะไม่กล้าห้ามหรอกแค่อยากจะพูดอะไรเล็กน้อยในฐานะเพื่อนมนุษย์เท่านั้น อยากสั่งอะไรก็เื่ของท่านเถอะ อีกอย่างชินอ๋องใหญ่สุดในวังเขาจะทำอะไรได้เป็แค่ชายาผู้ถูกลืมจะมีปากเสียงอะไรมากมายได้เล่า แล้วก็นะเป็นางผู้นั้นทำตัวเองข้าไม่ยุ่งมากหรอก ก็แค่….ขอดอกไม้ที่ข้าเดินเก็บมาทั้งวันนั่นคืนก่อนก็พอ
“……”
เกิดความเงียบชั่วขณะ…หานตงหันไปรับตะกร้าดอกไม้ที่พ่อบ้านส่งมาให้ ก่อนที่พ่อบ้านจะพาสามสาวเดินออกไปจากที่ตรงนั้นเงียบๆ
“เ้ากำลังจะกลับตำหนัก?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปสิ”
หานตงพยักหน้าให้ิซินออกเดินแต่ทว่าิซินกลับยื่นมือไปขอตะกร้าของตนแทน ยังไม่ให้ของมาแล้วข้าจะไปได้อย่างไร เอามาสิ!
“ตะกร้าดอกไม้ข้า”
“ข้าจะไปส่ง”
คำพูดเรียบๆ ที่บ่งบอกได้ทุกอย่างว่าทำไมเขาถึงไม่ส่งตะกร้าให้ิซิน
“ไม่รบกวนท่านหรอก ข้าไปเองได้”
“…..”
ดวงตาสีเทาเหลือบมองหน้าิซินอย่างกดดัน เช่นนั้นแล้วชายาผู้นี้จะทำอันใดได้นอกจาก….
“อ่า เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว”
“หึ…”
“….!”
เสียงคล้ายผู้รับชัยชนะดังขึ้นอย่างแ่เบาทำให้ิซินขมวดคิ้วน้อยๆ มองไปทางต้นเสียง กลับพบเพียงใบหน้าเรียบนิ่งที่ทำเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ราวกับเมื่อครู่นี้ิซินหูฝาดไปเอง…..
ิซินและหานตงต่างเดินกลับตำหนักท้ายวังกันไปเงียบๆ ก่อนที่จะเป็ิซินเริ่มถามถึงเื่ที่คาใจขึ้นมา
“สตรีผู้นั้น ท่านให้นางออกจากวังจริงๆ งั้นรึ”
“อืม เ้าถามเพราะสนใจนาง?”
“ไม่ใช่ ข้าเห็นนางบอกว่า นางเป็สตรีของท่านมิใช่รึ แล้วให้ออกจากวังเช่นนี้…”
“นางมิใช่สตรีของข้า นางเป็แค่บ่าว”
“อ่า…”
แล้วที่พวกนางพูดหมายความว่าไงกัน?
“ข้าเป็บุรุษย่อมต้องมีเื่บนเตียงบ้าง”
“อ่อ เมียบ่าว?”
อ๋อ งี้นี่เอง เพราะเป็คนที่ชินอ๋องมีสัมพันธ์ด้วยจึงพิเศษกว่าบ่าวทั่วไป แบบนี้ก็เรียกว่าเมียบ่าวสินะ
“มิใช่ตำแหน่งของนาง นางยังคงเป็แค่บ่าวธรรมดา”
แล้วมันต่างกันตรงไหน หรือเพราะยังไม่มอบตำแหน่งให้ เช่นนั้นก็ยังคงเป็แค่บ่าวงั้นรึ?
ชินอ๋องไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ส่วนเขาก็ไม่คิดถามสิ่งใดเพิ่มเช่นกัน ถือว่าหายคาใจแล้วด้วย
และเมื่อถามคำถามคาใจเรียบร้อยพวกเขาก็เดินกันต่อเงียบๆ โดยมีอาลู่เดินรั้งท้ายตามอยู่ห่างๆ ทว่าการเดินของชินอ๋องผู้นี้นี่สิ เดินอ้อยอิ่งยิ่งกว่าตัวสล๊อตเสียอีก พอจะเดินนำก็โดนมองด้วยหางตาแล้วพี่ท่านก็หยุดเดินดื้อๆ ซึ่งอาลู่ที่เดินตามหลังเห็นนายหยุดบ่าวก็ต้องหยุดไม่สามารถเดินนำหน้าได้เพราะหานตงได้บอกแล้วว่าจะไปส่ง เช่นนี้แล้วเมื่อไหร่จะถึงเล่า!! บ่อยเข้าเป็เขาต้องเดินกลับมาถาม
“หยุดทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อากาศกำลังดี….ข้าทำงานทั้งวันอยากจะยืนรับลมบ้างมิได้รึ”
หานตงพูดพร้อมกับหันมามองเล็กน้อย มุมปากจุดรอยยิ้ม เมื่อเห็นคิ้วที่ขมวดเล็กน้อยพร้อมกับแววตาที่ดูขัดใจของชายาตน ที่แม้จะพยายามปกปิดไว้เท่าใดแต่มันก็ปกปิดไม่มิดก็เท่านั้น
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ ข้าแค่ถามเพราะสงสัยเท่านั้น”
“ข้านึกว่าเ้ากำลังอยากมีปัญหากับข้าเสียอีก”
“ใครจะกล้ามีปัญหากับท่านกันพ่ะย่ะค่ะ”
ิซินคิ้วขมวดเล็กน้อย แม้ในใจจะรู้สึกหงุดหงิดกับความกวนโอ๊ยของชินอ๋องผู้นี้ แต่เขาก็พยายามข่มเสียงตนเองให้ออกมาเป็ปกติที่สุด โชคดีแค่ไหนที่มีผ้าปิดครึ่งหน้าไม่เช่นนั้นท่านอ๋องคงเห็นแล้วว่าข้านั้นต้องกัดฟันพูดเช่นไร
“แววตาเ้าบอกเช่นนั้น”
“มิกล้าหรอกพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องคิดไปเองกระมัง”
“งั้นก็ค่อยๆ เดิน หรือเ้ากลัวตำหนักหายถึงได้รีบเดินเพียงนั้น”
หานตงหันกลับมาปรายตามองิซินนิ่งๆ อีกครั้งก่อนจะบอกเสียงเรียบแล้วออกเดินนำิซินไปดื้อๆ เพราะเริ่มเห็นแววตาที่ดูขัดใจแต่ทำอันใดไม่ได้ของิซินอีกครั้ง เ้ามันน่าขัน หึ!
“…….”
ว๊อทททททท ไอ้ท่าทางน่ากลัวก่อนหน้านี้หายไปไหน ทำไมเหลือแต่บุรุษกวนโอ๊ยผู้นี้กัน!!!
ส่วนิซินได้แต่ทำหน้าปั้นยากและก้าวเท้าเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้….
ขอบคุนมากคร้า
_____________________