บทที่ 12
การคัดเลือกด่านที่สอง
บันไดนับพันขั้นทอดยาวขึ้นสูู่เา์ูเาแห่งนี้สูงขนาดกว่าพื้นดินหลายลี้มุ่งตรงขึ้นไปสู่ยอดูเากระบี่บันไดทอดยาวหลายพันขั้นนี้เป็เหมือนกับบททดสอบหนึ่งของเหล่าผู้เข้าร่วม
เหล่าผู้ที่เข้าคัดเลือกสำนักกระบี่์ตอนนี้กำลังพาร่างกายของตนเองขึ้นร่างกายที่มุ่งตรงขึ้นไปสู่้า เหมือนกับมีท่อนเหล็กหลายท่อนกำลังถ่วงรั้ง
แม้จะเป็ผู้ที่ฝึกฝนร่างกายมาเป็อย่างดีแต่บันไดหลายพันขั้นนี้กับบั่นทอนพลังของตนเองหลายส่วน
เพราะแบบนั้นแม้จะเป็ผู้ฝึกฝนวรยุทธจากตระกูลใหญ่ยามนี้ที่ต้องวิ่งขึ้นบันไดร่างกายเองก็เหนื่อยล้า
จางอี้เป็หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบร่างกายกำลังเคลื่อนที่มุ่งตรงขึ้นไป้าเท้าทั้งสองข้างกำลังวิ่งตรงขึ้นไปยังไม่หยุด ในขณะที่วิ่งตรงขึ้นไปบนูเาแห่งนี้ข้างๆก็เต็มไปด้วยเหล่าผู้เข้าคัดเลือกที่นั่งอยู่ตามทาง
‘ พวกคุณหนูจากตระกูลใหญ่แม้จะฝึกร่างกายของตนเองมาติดยามที่เดินทางไปต่างเมืองก็ใช้พาหนะหรือไม่ก็นั่งรถม้า ’
‘ เพราะแบบนั้นในตอนนี้เมื่อวิ่งขึ้นูเาแห่งนี้เลยมีสภาพแบบนี้สินะ’ จางอี้กำลังวิ่งขึ้นไปพร้อมกับคิดในใจ
คุณหนูตระกูลใหญ่หรือว่าคุณชายตระกูลใหญ่พวกนี้แม้ว่าจะฝึกฝนร่างกายมันเป็อย่างดีแต่การเดินทางไกลนั้นต่างกัน
พวกเขาเวลาเดินทางไกลข้ามเมืองแน่นอนว่ามักจะใช้เวลากับการเดินทางอยู่บนรถม้าหรือบนพาหนะ
แตกต่างจากจางอี้ จางอี้เดินทางไกลมาั้แ่ยังเด็กพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงทำให้ตนเองนั้นฝึกฝนการเดินทางมาั้แ่ในตอนนั้น
การเดินทางข้ามเมืองการเดินทางขึ้นูเาตนเองก็รวมแล้วผ่านมาทั้งหมดบางครั้งจำเป็จะต้องเดินทางข้ามูเาสองลูกในหนึ่งวัน
เพราะแบบนั้นในตอนนี้การเดินทางขึ้นบันไดนี้เลยกลายเป็เื่ที่ง่ายดายผนวกเข้ากับตอนนี้สายเืของตนเองและก็พลังของประตูปราณนั้นเปิดออก
ประตูบ่มเพาะที่เปิดออกยิ่งทำให้ร่างกายนั้นแข็งแรงมันก็เลยทำให้การเดินทางขึ้นไป้านี้ไม่มีปัญหาอันใด
ป่านนี้ไม่ได้ยากเย็นอันใดข้าเดินทางขึ้นไป้าก็ไม่จำเป็จะต้องรีบเร่งหลังจากนั้นในขณะที่เดินทางผ่านขึ้นมาเรื่อยๆ
แม้ว่าร่างกายนั้นจะรู้สึกหนักขึ้นเล็กน้อยเพราะความเหนื่อยล้าแต่จางอี้ก็ยังคงเดินทางต่อขึ้นไป้าได้
ในขณะที่มีผู้ที่เข้าร่วมการคัดเลือกในครั้งนี้หลายต่อหลายคนล้มหมดสติอยู่บริเวณข้างทางบางคนเองก็นั่งพักแล้วก็เดินทางต่อ
จางอี้สามารถขึ้นไปถึง้าได้โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วยามในการเดินทางขึ้นไป้าในตอนนี้ขึ้นมาถึง้ายอดูเา
ูเากระบี่ที่หนึ่งแห่งนี้แน่นอนว่าเมื่อเดินทางขึ้นมาพบเห็นกับประตูสำนักขนาดใหญ่ประตูสำนักของสำนักกระบี่์ใหญ่โตโอฬาร
ด้านหน้าประตูสำนักมีรูปปั้นั์ยืนถือกระบี่อยู่สองตัวประดับอยู่ด้านหน้าสำนักประตูสำนักขนาดใหญ่ถูกทำจากเหล็กชั้นยอด ความใหญ่โตและลวดลายแกะสลักไม่ธรรมดา
ไม่เพียงเท่านั้นมองดูจากสายตาในตอนนี้ยังมองเห็นว่าป้ายขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่้าทางป้ายนี้ถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสำนักกระบี่์
แต่ว่าแผ่นป้ายชื่อสำนักกระบี่์มันไม่ใช่แผ่นป้ายธรรมดาทั่วไปนี่คือแผ่นป้ายทองคำที่ถูกประทานจากจักรพรรดิทั้ง5 ของดินแดนทั้งห้าอาณาจักร
นี่คือเครื่องหมายยืนยันว่าสำนักกระบี่์ถูกเคารพและยกย่องจากทั้ง5 อาณาจักรภายในดินแดนโลกเบื้องล่างแห่งนี้
เมื่อเดินทางขึ้นมาถึงจางอี้มองตรงไปด้านหน้าแน่นอนว่าเขาไม่ได้เดินทางขึ้นมา้าเป็คนแรกมีคนที่มีความสามารถเดินทางขึ้นมาก่อนประมาณ 30-40คน
ซึ่งเป็จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวบ่งบอกว่าคนพวกนี้ถูกฝึกฝนมาเป็อย่างดีแถมดูเหมือนว่าพวกเขานั้นจะเป็ทายาทของสำนักชุดใหญ่แล้วก็พวกตระกูลขุนนางทั้งหมด
ดวงตาของจางอี้มองตรงไปที่คนพวกนั้นด้วยแววตาเฉยชาในสายตาของเขาไม่ได้คิดจะสนใจพวกมันอยู่แล้ว
จางอี้เมื่อเดินขึ้นมาถึงดวงตาของผู้คนมากมายก็หันมามองที่เขาพวกมันเป็พวกตระกูลใหญ่ที่เดินทางมาคัดเลือกในครั้งนี้
เมื่อเห็นขอทานผู้หนึ่งเดินทางขึ้นมาถึง้าได้แน่นอนว่าย่อมกลายเป็ที่สนใจและหันมามองเป็ตา
จางอี้ก็ไม่ได้สนใจในสายตาของพวกมันเดินไปยังข้างรูปปั้นหนึ่งที่ตั้งประดับเอาไว้ไม่ไกลแล้วก็ยืนพิง
ในขณะที่ยืนพิงอยู่สักพักก็เริ่มมีผู้คนเดินขึ้นมา้ามากขึ้นเหล่าผู้คัดเลือกเริ่มเปิดบทสนทนาในขณะที่จางอี้ที่ยืนอยู่เอี้ยวหูฟัง
“ คนผู้นั้นใช่คุณชายหลัวหรือไม่ ”
“ ใช่แล้วอัจฉริยะแห่งอาณาจักรฟ้าคราม ”
“ กะว่าเป็หนึ่งในผู้คนที่มีความอัจฉริยะมากที่สุดเกิดมาพร้อมกับสายเือันสูงส่งแถมยังมีกระดูกปราณที่ยอดเยี่ยม”
“ ตอนนี้อายุเพียงแค่สิบแปดปีเท่านั้นแต่ว่าความสามารถนั้นโดดเด่นเป็หนึ่งในผู้ที่มีความอัจฉริยะจนผู้คนมากมายนั้นจับตามอง”
“ ได้ยินว่าอายุเพิ่งจะสิบแปดแต่ว่าระดับบ่มเพาะนั้นตอนนี้ขึ้นไปสูงกว่าระดับรากฐานไปแล้ว”
จางอี้ที่ได้ยินเสียงสนทนาของพวกใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปหาบุรุษที่เป็ที่สนทนาของผู้คนภายในสถานที่แห่งนี้
เมื่อมองตรงไปแล้วก็พบเห็นคุณชายผู้หนึ่งยืนอยู่บริเวณด้านหน้าคนผู้นั้นมีใบหน้าเรียบเฉยมีร่างกายสูงโปร่งแถมภายใต้อาภรณ์ที่ดูดีนั้นยังมีร่างกายที่กำยำเหมาะสมกับการฝึกฝนวรยุทธคนผู้นี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา ไม่เพียงเท่านั้นท่าทางยังองอาจสง่างามถือได้ว่าเป็คุณชายรูปงามผู้นึง
แต่สิ่งที่เป็น่าสังเกตมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นระดับบ่มเพาะของอีกฝ่ายที่ตอนนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไป
คนผู้นั้นมีระดับบ่มเพาะภายในร่างกายที่สูงจนเกือบไปถึงระดับจิตต่อสู้แล้ว
ระดับของอีกฝ่ายอยู่ในระดับขอบเขตปราณขั้นสูงอีกเพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็ไปถึงระดับจิตต่อสู้ถือได้ว่าเป็คนที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าคนภายในสถานที่แห่งนี้
คนที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ทั้งหมดต่างเป็ผู้ที่ถูกคัดเลือกมาเป็อย่างดีพวกมันมั่นใจในความสามารถของตนเอง
ทุกคนที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้อยู่ในระดับขอบเขตปราณขั้นกลางไม่ก็ขั้นสูงทุกคนนั้นมีความสามารถที่อยู่เหนือกว่าจางอี้ทั้งหมดเพราะว่าพวกมันนั้นได้รับการฝึกฝนมาเป็เวลานาน
คนพวกนี้มีทั้งทรัพยากรในการฝึกฝนแถมยังมีเวลาพวกมันนั้นฝึกฝนมาั้แ่ยังเล็กการที่จะมีระดับอยู่ในระดับนี้มันเองก็ไม่แปลกอะไร
จางอี้หลังจากที่เห็นคุณชายผู้นั้นได้แต่อุทานออกมา “มั่งมีเงินทองหน้าตาหล่อเหลามากด้วยเหล่าสตรี ช่างเป็บุรุษที่น่าอิจฉาจริงๆ”
ชีวิตของคุณชายผู้นั้นคงจะกล่าวได้ว่าเป็บุรุษที่มีชีวิตราวกับนิยายในฝันเมื่อเทียบกับชีวิตของจางอี้ที่เคยผ่านมา
จากนี่ที่ผ่านมาตัวของเขาใช้ชีวิตอย่างอดอยากแม้ว่าจะไม่ถึงกับอดตายแต่ก็ไม่ได้สุขสบายเดินทางไปเตรียมสถานที่ต่างๆ
แน่นอนว่ามีผู้คนมากมายดูถูกเหยียดหยามชีวิตที่เป็อยู่ในตอนนี้เมื่อเทียบกับคุณชายตระกูลหลัวแห่งอาณาจักรฟ้าครามผู้นั้นมันก็คงจะต่างกันราวฟ้ากับเหว
หลังจากยืนรออยู่สักพักก็ถึงเวลาที่หมดลงการคัดเลือกในรอบที่ 2 นั้นจบลงแล้ว การคัดเลือกในรอบที่ 2 นี้คนคัดเลือกให้เวลาเพียงแค่ 4 ชั่วยาม
ผู้คนที่ขึ้นมาถึงยอดเขานี้ได้เกรงว่าจะมีประมาณ 100 คนซึ่งต่างจากตอนแรกหลายเท่ามีเพียงแค่ผ่านการทดสอบไปเพียงแค่ 2 รอบเท่านั้นเหลือรอบสุดท้ายอีกเกรงว่าคนที่เข้าสำนักได้ก็คงจะมีเพียงแค่ไม่กี่สิบคน
“ เอาล่ะฟังทางนี้ ” เสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นเหล่าผู้คนที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้หันไปมองเป็ตาเดียวพบเจอชายผู้หนึ่งเดินออกมาอยู่ด้านหน้าของเหล่าคนที่มาคัดเลือก“ การคัดเลือกรอบที่ 3 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ”
จบบท