บทที่ 15 สาวน้อย พูดให้รวบรัดหน่อย เราต้องไปแล้ว
"ฮ่า ๆ ๆ! ยัยหนูนี่ช่างพูดจริง ๆ" ในแววตาของผู้จัดการถานแฝงไปด้วยความชื่นชมในตัวฉินซวงซวง "กล้าหาญ มีวิสัยทัศน์ คนอื่นเขากลัวโดนด่าโดนลงโทษ เธอกลับทำให้ฉันต้องดุด่าและสั่งสอน นี่แสดงให้เห็นว่าความคิดของเธอต่างจากคนอื่น"
ฉินซวงซวงถูกชมจนรู้สึกเขินอาย "ครูที่เข้มงวด ย่อมสร้างศิษย์ที่เก่งกาจ ไม่ว่าจะเรียนอะไร ก็ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ มิเช่นนั้นก็เสียเวลาเปล่า เรียนทั้งที ก็ต้องเรียนให้ดี เรียนให้เก่ง ต้องตอบแทนตัวเอง ตอบแทนครู ถ้าไม่มีท่าน พี่สามก็คงไม่ได้มาเรียนขับรถที่นี่ ต้องตอบแทนอาจารย์เหอที่อุตส่าห์สอนด้วย อาจารย์อุตส่าห์สอนทั้งที ก็ต้องได้เห็นผลลัพธ์สิ"
"ฮ่า ๆ ๆ! พูดถูก" ผู้จัดการถานหันไปมองหน้าอาจารย์เหอ "ได้ยินไหม! ตอนสอนฉินเหลียงจะทำอะไรก็ทำไปเลย ต้องเข้มงวด"
เสิ่นเฉินิเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง "ครูเข้มงวด ศิษย์เก่ง เป็เื่ดี เขาจะเข้าใจ"
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาแล้ว จึงดึงมือฉินซวงซวงแล้วรีบกล่าวลาผู้จัดการถาน พวกเขาต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี กลัวว่าไปสายจะไม่ทัน
"พี่สาม ฉันไปแล้วนะ ต่อไปตั้งใจเรียน เชื่อมั่นในตัวเอง พี่ทำได้แน่นอน ฉันเชื่อมั่นในตัวพี่" ฉินซวงซวงให้กำลังใจพี่ชาย "กลับไปบอกพ่อแม่ ปู่ย่า ให้ท่านสบายใจ พอฉันถึงแล้วจะรีบส่งโทรเลขกลับบ้าน"
พอได้ยินว่าน้องสาวจะไปแล้ว ไม่รู้ทำไม ฉินเหลียงกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างจุกอยู่ที่อก เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ซวงซวง อยู่ข้างนอกก็ดูแลตัวเองดี ๆ นะ ถ้าใครมารังแก ก็เอาคืนให้หนัก อย่าไปยอม ระวังไอ้หยางนั่นด้วย มันเป็แค่หมาป่าตาขาวที่ไม่มีวันเลี้ยงเชื่อง"
คิ้วของเสิ่นเฉินิขมวดเข้าหากัน รู้สึกว่าพี่สามคิดมากไปหน่อย หยางเทียนเหอกล้ารังแกสาวน้อยของเขางั้นเหรอ? เขาจะสั่งสอนมันจนต้องคุกเข่าขอความเมตตาให้ดู
"พี่สาม ไม่ต้องห่วงฉันหรอก เื่ของฉันกับไอ้หยางนั่นจบไปนานแล้ว มันไม่กล้ามารังแกฉันหรอก" ฉินซวงซวงเลิกคิ้วใส่ฉินเหลียง "พี่สาม ดูแลตัวเองเถอะ คืนนี้จะอธิบายกับแม่อย่างไรดี"
ฉินเหลียงที่ตอนแรกรู้สึกเศร้าโศกที่ต้องพรากจากน้องสาว ก็ถูกคำพูดของเธอทำให้อารมณ์สะดุดทันที เขาจ้องมองเธออย่างไม่พอใจ วางมือบนสะเอว "ยังกล้าพูดอีก เธอนั่นแหละทำให้พี่ลำบาก ถ้าแม่ตีพี่แรงไป เธอต้องจำไว้ให้ดีเลยนะ"
ฉินซวงซวงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "จ้า ๆ จำไว้แน่นอน"
เสิ่นเฉินิจับมือฉินซวงซวง "สาวน้อย พูดให้รวบรัดหน่อย เราต้องไปแล้ว"
"ฉันขับรถไปส่งพวกเธอเอง"
เสิ่นเฉินิปฏิเสธความหวังดีของถานเจิ้ง "พวกเราเดินไปก็ได้ ไม่ไกลเท่าไหร่ คุณก็มีงานรัดตัว พวกเราไปก่อนนะ มีเวลาจะแวะมาหาใหม่"
เห็นว่าพวกเขายืนยันที่จะเดิน ถานเจิ้งจึงไม่ฝืน โบกมือลาพวกเขา
ฉินเหลียงวิ่งตามไปส่งที่หน้าบริษัทขนส่งกำชับฉินซวงซวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ถึงกองทัพแล้วรีบส่งโทรเลขกลับมา ที่อยู่ก็กรอกบริษัทขนส่ง แบบนี้จะเร็วกว่า"
“เข้าใจแล้ว” ฉินซวงซวงโบกมือลาฉินเหลียง “พี่สาม! ตั้งใจเรียนนะ! พยายามเข้า ฝึกฝนให้คล่องภายในสามเดือน ฉันเชื่อมั่นในตัวพี่!”
พูดจบก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา ซุกซนเหมือนตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิด
ฉินเหลียงหัวเราะ รู้สึกว่าน้องสาวแต่งงานไปแล้วดูน่ารัก สดใสขึ้น
“วันนี้เป็วันแรกที่นายมา ไม่ต้องฝึกกับฉันก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มฝึก!” อาจารย์เหอมองจักรยานคันใหม่ของฉินเหลียง ดวงตาฉายแววอิจฉา “รถนี่พึ่งซื้อเหรอ? ราคาเท่าไหร่?”
ชายหนุ่มเกาศีรษะ ขมวดคิ้ว ไม่รู้จะตอบอย่างไร สุดท้ายก็พูดความจริง อาจารย์เหอจะเป็อาจารย์ของเขาในอนาคต ไม่อาจโกหกได้ ครูหนึ่งวัน บุญคุณเท่าพ่อ จะหลอกใครก็หลอกได้ แต่หลอกอาจารย์ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนฟ้าผ่า
“อาจารย์! รถนี่น้องเขยซื้อให้ผม ผมยังขี่ไม่เป็เลย อาจารย์ขี่เป็ไหมครับ? สอนผมหน่อย”
อาจารย์เหอมองฉินเหลียงอย่างประหลาดใจ “น้องเขยนายซื้อให้? ยอมเอารถใหม่ขนาดนี้มาหัดขี่? ไม่กลัวสีถลอกเหรอ?”
ฉินเหลียงหัวเราะแห้ง ๆ “กลัวก็เท่านั้นแหละครับ ถ้าผมขี่จักรยานไม่เป็ แล้วจะกลับบ้านยังไง? น้องเขยบอกว่า ถ้าผมเดินกลับ จะเหนื่อยมาก”
“นั่นสินะ ก็ได้ ฉันจะสอนให้ การขี่จักรยานน่ะง่ายจะตาย” อาจารย์เหอจูงจักรยานเข้ามา เริ่มสาธิตให้ฉินเหลียงดู “ดูวิธีขึ้นลงรถของฉันนะ นายตัวสูง น่าจะหัดไม่ยาก”
อาจารย์เหอวางเท้าซ้ายบนบันไดรถ ยกเท้าขวาขึ้นคร่อม นั่งลงบนเบาะอย่างมั่นคง แล้วปั่นวนไปรอบ ๆ ลาน
จากนั้นก็ลงจากรถ ยื่นจักรยานให้ฉินเหลียง "ดูจนจำได้หมดแล้วใช่ไหม ถ้าแม้แต่ขี่จักรยานยังทำไม่ได้ นายก็อย่าฝันถึงเื่หัดขับรถเลย"
"จำไว้ให้ดี พอขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว ถ้าขี่ไม่เป็ รู้สึกเหมือนจะล้ม ก็เอาเท้าลงไปยันไว้"
ฉินเหลียงรับจักรยานมา ไม่ได้รีบร้อนขึ้นไปขี่ แต่ทบทวนท่าทางการขี่ของอาจารย์เหอในหัว
หลังจากฝึกฝนรายละเอียดทุกอย่างแล้ว เขาจึงค่อย ๆ เริ่มขี่จักรยานตามขั้นตอนที่จินตนาการไว้ในหัว
ตอนแรกแฮนด์จักรยานบิดไปบิดมา ไม่ยอมตรงตามใจเขา เขาจึงรีบเอาเท้ายันพื้น อาจารย์เหอที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ก็ชี้แนะ "ตอนขี่จักรยานต้องมองตรงไปข้างหน้า อย่ามองพื้น หลังตรงเข้าไว้ ก้นอย่าขยับไปมา"
ฉินเหลียงหยุดรถ คิดตามคำพูดของอาจารย์เหออย่างละเอียด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วขึ้นไปขี่ใหม่อีกครั้ง ทำตามที่เขาบอก ครั้งนี้รู้สึกได้ชัดว่าดีกว่าครั้งที่แล้วมาก
ไม่เฉียดล้มเหมือนเมื่อครู่ แฮนด์จักรยานก็นิ่งขึ้นเยอะ เสียดายที่ตอนเลี้ยวรถยังควบคุมไม่ดี เลยต้องเอาเท้ายันพื้นแล้วบีบเบรก
อาจารย์เหอมองแล้วก็ยิ้ม "ไม่เลว มีพร์นะ พักสักหน่อยแล้วค่อยขี่ต่อ เอาแบบเมื่อครู่นี้แหละ ขี่สักสองสามรอบเดี๋ยวก็เป็"
"ครับ! อาจารย์!"
ฉินเหลียงหอบหายใจ พักประมาณห้านาทีก็เริ่มฝึกต่อ
เขาไม่เชื่อหรอก แค่ขี่จักรยานเอง จะเรียนรู้ไม่ได้เชียวหรือ ถ้าโง่ขนาดนั้น เรียนไม่เป็ แล้วจะไปเรียนขับรถได้ยังไง
น้องสาวกับน้องเขยเห็นใจ ซื้อจักรยานให้คันหนึ่ง ถ้าเรียนรู้ไม่ได้ คงจะเศร้าใจแย่
ต่อไปเขาก็ต้องเป็คนขับรถอยู่แล้ว แค่จักรยานยังเรียนรู้ไม่ได้ แล้วจะไปพูดถึงเื่เรียนขับรถได้อย่างไร?
เขาฮึดสู้ เริ่มปั่นไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แฮนด์จักรยานส่ายไปมาสองสามที เขารีบจับให้มั่น เท้าไม่กล้าออกแรงถีบมากนัก กลัวว่าเร็วเกินไปแล้วควบคุมไม่อยู่ จะทำให้ล้ม
เขาออกแรงปั่นอย่างสม่ำเสมอ ความเร็วของรถไม่ช้าไม่เร็ว ในที่สุด จักรยานซึ่งเสมือนลาที่ดื้อรั้น ถูกเขาปราบจนอยู่หมัด
อาจารย์เหอที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก รู้สึกว่าฉินเหลียงใช้ได้ทีเดียว เรียนขี่จักรยานได้เร็วขนาดนี้ ่เวลาสั้น ๆ แค่นี้ก็เรียนรู้ได้แล้ว ต่อไปการเรียนขับรถก็น่าจะง่าย
ตราบใดที่คนเราลงมือทำอย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะทำได้เร็วและดีกว่าคนอื่น
ฉินเหลียงเป็คนแบบนี้ ต่อไปจะสอนเขาให้ดี ให้เขาเรียนรู้ได้เร็ว ๆ จะได้ทำงานให้บริษัทขนส่ง
คนที่ผู้จัดการถานฝากฝังไว้ ต้องฝึกฝนให้ดี
หลังจากฝึกฝนจนชำนาญ ฉินเหลียงก็ปั่นจักรยานได้อย่างคล่องแคล่ว เขาบังคับรถคู่ใจให้แล่นไปรอบ ๆ ลานกว้าง มือกำแฮนด์รถไว้แน่น จักรยานก็เชื่อฟัง พาเขาไปทุกที่ที่้า
เมื่อฝึกฝนจนมั่นใจแล้ว เขาก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน พร้อมกับความภาคภูมิใจ พร้อมที่จะอวดโฉมให้ชาวบ้านเป็ที่ตะลึง
ในที่สุดครอบครัวของเขาก็มีจักรยานคันใหม่ พี่น้องของเขาก็จะได้ฝึกปั่น การเดินทางออกไปทำธุระข้างนอกคงสะดวกสบายขึ้นอีกมาก