ตอนที่ 22
การทดสอบของสำนัก
เข้าสู่กลางเดือนห้าบททดสอบของสำนักอักษร์มาถึง วันที่สิบห้าของเดือนห้าการทดสอบจะเริ่มในเวลาประมาณเที่ยงวัน
ยามเช้าท้องฟ้าเปิดโล่งดวงอาทิตย์ส่องแสงทอประกายแสงสว่างสีส้มทองลงมาสู่ยอดเขาทั้งเก้าของสำนักอักษร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางดินแดนทั้งสามของเผ่ามนุษย์
กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าด้านใต้ของูเาที่สูงหลายร้อยหลายพันลี้มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใจกลางทะเลสาปอันเงียบงัน
บุรุษที่เพิ่งย่างเข้าวัยยี่สิบปีมีใบหน้าหล่อเหลาที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่ยืนอยู่บนโขดหินใจกลางทะเลสาปอันกว้างใหญ่ที่กำลังล้อมรอบูเาอักษรอยู่นั้น ทั่วทั้งร่างกายของเขากำลังแผ่ซ่านพลังบ่มเพาะจำนวนมากออกมาก่อนที่พลังบ่มเพาะเ่าั้จะถักทอเป็รูปร่างของปราณกระบี่
ลู่หานรุกหน้าไปมากตอนนี้เขาไม่ต้องหลับตาทั้งสองข้างเพื่อทำสมาธิในการถักทอพลังิญญาเพื่อสร้างปราณกระบี่แล้ว
ปราณกระบี่สีขาวล่องลอยอยู่เบื้องหน้าของลู่หาน แผ่ซ่านออร่าพลังบ่มเพาะอันแข็งแกร่งกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเป็อย่างมาก
ปราณกระบี่ลอกเลียนแบบที่สอนหวังเซียนฉิงมันไม่ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาจากทักษะบ่มเพาะปราณกระบี่แต่มันก่อกำเนิดมาจากใช้พลังบ่มเพาะที่ออกมาจากทักษะบ่มเพาะรากฐานสร้างเป็ปราณกระบี่ เพราะเช่นนั้นทำให้เมื่อระดับพลังบ่มเพาะรากฐานลุกหน้าขึ้นตัวของปราณกระบี่ลอกเลียนมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
ลู่หานไม่ได้เพียงลุกหน้าในการสร้างปราณกระบี่เพียงเท่านั้นแต่พลังบ่มเพาะทักษะรากฐานของเขาเองก็รุกหน้าขึ้นไปเช่นกัน
ก่อนหน้าที่จะมาในที่แห่งนี้ลู่หานมีพลังบ่มเพาะรากฐานอยู่ในระดับเส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีขาว แต่ตอนนี้เขาก้าวขึ้นไปจนอยู่ในระดับเส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีครามเรียบร้อยแล้ว อีกเพียงแค่สองขั้นพลังบ่มเพาะรากฐานของลู่หานจะขึ้นไปอยู่ในระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะและจากนั้นเขาก็จะสามารถฝึกฝนทักษะราชันหมื่นพิษที่เป็ทักษะระดับไร้ขอบเขตได้สักที
ลู่หานที่ยืนอยู่กลางโขดหินบนสายน้ำที่นิ่งสนิทเขายื่นมือข้างขวาออกไปเพื่อพยายามจะจับปราณกระบี่ที่ตนเองสร้างขึ้น ครั้งนี้ไม่เหมือนเมื่อ 1 เดือนที่แล้วมือของลู่หานสามารถััเข้าไปที่ด้ามกระบี่แล้วจับมันแน่นได้ราวกับกระบี่จริงๆ
การที่ผู้เป็อาจารย์นำพาให้เขาไม่อยู่ในที่แห่งนี้มันทำให้เขานั้นค้นพบคำตอบที่เขาขาดหายไปจริงๆและมันก็ทำให้เขาสามารถสำเร็จวิชาการลอกเลียนแบบปราณกระบี่
“ เ้ามากเลยนะเ้าแปด!!! ” เสียงนั้นดังลงมาจาก้าพาให้บุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็ทุนเดิมเงยมองขึ้นไป
ร่างของชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำประหนึ่งขนของอีกากำลังโบยบินลงมาจาก้าอย่างรวดเร็วก่อนที่ร่างนั้นจะลงมาตรงหน้าของลู่หาน เท้าทั้งสองข้างของหวังเซียนฉิงลงมาัักับผิวน้ำอย่างนุ่มนวลไร้แรงกระแทก
ลู่หานสลายปราณกระบี่ภายในมือของตนเองทันทีพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าแล้วคำนับผู้เป็อาจารย์
“ ศิษย์คำนับอาจารย์ขอรับ!!! ” ลู่หานเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นแต่ท่าทางนั้นนอกน้อม
“ ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าจะก้าวหน้าไปเยอะเลยสินะเ้าแปด ” หวังเซียนฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มในขณะที่สองตาของเขากำลังมองพลางกับประเมินร่างกายของศิษย์คนเล็ก
หวังเซียนฉิงมองเห็นความแตกต่างจากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนร่างกายของศิษย์คนเล็กของเขาพรุ่งนี้ดูจะกำยำและมีมัดกล้ามขึ้นเล็กน้อยแถมพลังบ่มเพาะก็ยังก้าวหน้าไปอีด
“ ศิษย์ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะให้ตัวของศิษย์ได้คำตอบกับสิ่งที่หายไป ”
“ ข้าเพียงแค่พาเ้ามาอยู่ในที่ๆมันจะทำให้เ้านึกออกก็เพียงเท่านั้น แต่ผู้ที่ค้นหาคำตอบนั้นเจอก็คือตัวของเ้าเอง เก่งมากเ้าแปด ” หวังเซียนฉิงเอ่ยชมศิษย์คนเล็กของตนเองอย่างไม่อายปาก
“ เอาละขึ้นไปเตรียมตัวกันได้แล้ว ” ชายชราที่สวมใส่ชุดสีดำทมิฬประหนึ่งขนของอีกายื่นมือไปคว้าจับคอเสื้อของศิษย์และพากายะโขึ้นไป้าอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปใบหน้าและท่าทางของลู่หานไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิดในการที่ถูกพาขึ้นไป้าด้วยความรวดเร็วเพียงนั้น
ยามเที่ยงวันบริเวณสำนักอักษร์ที่ตั้งอยู่บนยอดของูเาอักษร สำนักขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างงดงามตระการตาราวกับวัง์ มีอารามและเรือนพักต่างๆนับร้อยพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาบริเวณลานกว้างใจกลางสำนักบัดนี้มีศิษย์มากมายหลายร้อยคนมาเพื่อเข้าร่วมการทดสอบที่จะเกิดขึ้น
ศิษย์ชายหญิงมากมายนับร้อยคนของสำนักอักษร์ที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวงามสง่าที่เป็สัญลักษณ์ของสำนักอักษร์ยืนเรียงต่อกันเป็แถวอย่างเป็ระเบียบ แน่นอนว่าเหล่าสิพวกนี้ไม่ใช่ศิษย์ขั้นที่ 1 ทั้งหมดของสำนักอักษร์ เหล่าศิษย์พวกนี้เป็เพียงแค่ศิษย์ที่มีระดับพลังบ่มเพาะรากฐานไม่ถึงระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะเท่านั้น
เหล่าศิษย์มากมายยืนเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบ ใบหน้าของพวกเขาเคร่งขรึมฉายความจริงจังออกมา พวกเขามาที่แห่งนี้เพื่อผ่านบททดสอบตามคำสั่งของผู้าุโทั้งสี่ผู้ที่เป็อาจารย์ โดยถ้าศิษย์ผู้ใดไม่สามารถผ่านบททดสอบครั้งนี้ได้ก็จะถูกไล่ออกจากสำนัก
มันเป็กฏที่ผู้าุโทั้งสี่ตั้งขึ้นมาแต่กระนั้นเป้าหมายของศิษย์พวกนี้มันก็แตกต่างจากลู่หาน ครั้งนี้ลู่หานเข้าร่วมการทดสอบเพื่อไม่ให้ตนเองติดโทษทัณฑ์ของสำนักก็เพียงเท่านั้น ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านขอเป็เพียงไม่ตายเป็พอ
เพราะว่าถึงเขาไม่ผ่านการทดสอบครั้งนี้เขาก็ไม่มีทางจะถูกไล่ออกจากสำนักอยู่แล้วศิษย์ขั้นที่ 2 มันแตกต่างจากศิษย์ขั้นที่ 1 พวกศิษย์ขั้นที่ 2 เช่นลู่หานนั้นจะขึ้นตรงกับท่านมหาปราชญ์ที่เป็เ้าสำนักโดยตรง พวกผู้าุโทั้งสี่ของสำนักไม่มีอำนาจที่จะไล่เขาออกจากสำนัก
เหล่าศิษย์ชายหญิงที่มาเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้มีระดับพลังบ่มเพาะรากฐานที่แตกต่างกันไปั้แ่ต่ำและสูง ระดับพลังบ่มเพาะรากฐานที่ต่ำที่สุดคือระดับเส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีขาว สูงสุดคือเส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีทอง
ศิษย์บางผู้ก็เกือบจะขึ้นสู่ระดับบรรลุพลังการบ่มเพาะแล้วแต่พวกเขาก็ไม่สามารถทะลวงขึ้นไปได้แม้ว่าจะขาดอีกเพียงแค่ 1 ขั้น แต่ก็ต้องมาเข้าร่วมบททดสอบครั้งนี้เช่นเดียวกับศิษย์ผู้อื่น
ระดับที่ต่ำที่สุดของเหล่าศิษย์ขั้นที่ 1 ของสำนักอักษร์มันคือเส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีขาว แน่นอนว่าพวกเขาทั้งหมดอยู่ในระดับที่เรียกว่าอัจฉริยะ
ก่อนหน้านี้ถ้าตัวของลู่หานไม่สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเส้นทางการแห่งการบ่มเพาะสีครามได้ เขาคงจะกลายเป็ผู้ที่อ่อนแอที่สุดภายในสํานักอักษร์
กระนั้นตามเนื้อเื่จริงๆแล้วตัวของลู่หานที่เป็ศิษย์ลำดับที่ 2 ของสำนักอักษร์ก็เป็ผู้ที่อ่อนแอที่สุดภายในสำนักจริงๆ แต่ตอนนี้เื่มันได้เปลี่ยนไปแล้วลู่หานไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดภายในสำนักอักษร์
เหล่าศิษย์ยืนตั้งแถวแสดงใบหน้าเคร่งขรึมฉายความมุ่งมั่นออกมาแม้ว่าพวกเขาจะยืนอยู่ใจกลางลานกว้างที่มีแสงแดดยามเที่ยงวันสาดส่องลงมาแผ่ความร้อนระอุไปทั่วทั้งบริเวณก็ตาม
“ เ้าได้ยินหรือไม่ว่ามีศิษย์ระดับที่สองจะมาเข้าร่วมกับพวกเราด้วย ”
“ เอ๊ะ!!!! ใครงั้นรึไม่ใช่ว่าเหล่าศิษย์ลำดับที่ 2 จะมีพลังบ่มเพาะรากฐานสูงกว่าระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะไปทั้งหมดแล้วงั้นรึ ”
“ ไม่ใช่!!! ไม่ใช่!!! มีอยู่ผู้นึงที่พึ่งจะเข้ามาภายในสำนักได้ไม่นาน ”
“ อ๋อศิษย์คนที่ 8 ของท่านมหาปราชญ์งั้นรึ ข้าเองก็ลืมไปเลยแล้วเขาอยู่ในระดับใดล่ะคงจะเป็ระดับเส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีทองละสิ ”
“ เส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีทองงั้นรึบ้าสิ ก่อนหน้านี้มีผู้ที่เคยพบเขาก่อนที่จะเข้าสู่การบ่มเพาะแบบกลุ่มเห็นบอกว่าอยู่เพียงแค่ระดับกำเนิดพลัง ”
“ ว่าเยี่ยงไรนะ!!!! กำเนิดพลังงั้นรึ!!! ”
“ ใช่แล้ว!!!! ”
“ เหตุใดศิษย์ของท่านมหาปราชญ์ถึงกลายเป็คนที่อ่อนแอเช่นนั้นเล่า ”
“ ข้าจะไปรู้งั้นรึ...แต่ว่าตอนนี้เ้านั่นยังไม่มาเลย ข้าเองก็อยากจะเห็นกับตาเหมือนกันว่าชายผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็เช่นไร ดูสิเป็ผู้อ่อนแอแล้วยังถือตนว่าเป็ศิษย์ของท่านมหาปราชญ์โอหังยิ่งนักบัดนี้ผู้คนมากันหมดแล้วเหลือแต่เพียงมันเพียงผู้เดียว ”
ศิษย์ทั้งสองสนทนากันอย่างออกรสในขณะที่มีผู้หนึ่งดูเหมือนว่าไม่ค่อยชอบในตัวตนของลู่หานสักเท่าใด
ไม่ได้เพียงแค่ศิษย์ผู้นี้เท่านั้นที่ไม่ชอบตัวตนของลู่หานแต่ว่ายังมีศิษย์อีกมากมายที่ไม่ชอบตัวตนของลู่หาน พวกเขามองว่าลู่หานเป็คนที่ไร้ความสามารถไม่มีคุณสมบัติมากพอจะเป็ศิษย์ลำดับที่ 2 ที่อยู่เหนือกว่าพวกเขา
ศิษย์ของท่านมหาปราชญ์แห่งยุคทุกคนก็อยากจะเป็กันทั้งนั้นเพราะเมื่อได้เป็แล้วใบหน้าก็ใหญ่คับ 9 ดินแดนถูกให้ความเคารพยิ่งกว่าเ้าสำนักบางสำนักซะอีก การที่คนไร้ความสามารถเช่นลู่หานได้ตำแหน่งนั้นไปมันเลยสร้างความชิงชังให้กับเหล่าศิษย์ขั้นที่ 1 ส่วนมาก
ในขณะที่พวกมันกำลังจะเปิดปากสนทนากันต่อแต่ว่าอยู่ๆเสียงของศิษย์ผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาเพื่อเป็คำให้สัญญาณการปรากฏกายของผู้ที่เป็ผู้จัดการทดสอบครั้งนี้
“ ผู้าุโสามมาแล้ว!!!! ” เสียงของศิษย์ผู้ที่ร่วมเป็กรรมการในการทดสอบครั้งนี้เอ่ยให้สัญญาณกับเหล่าศิษย์ทุกผู้ที่เตรียมพร้อมอยู่
และแล้วร่างของชายชราผู้นึงที่มีร่างกายกำยำล่ำสันสวมใส่อาภรณ์สีขาวงามสง่าที่เป็สัญลักษณ์ของสำนักอักษร์ก็ปรากฏกายออกมา ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยพลังบ่มเพาะที่แผ่ซ่านออกมาอย่างแข็งแกร่ง
สีผิวออกไปในโทนเข้มใบหน้าสุขุมแฝงความดุดัน ผมสีขาวโพลนและมีหนวดเคราที่เป็สีเดียวกันประดับอยู่บริเวณคางอย่างประปราย
ชายชราผู้นี้ที่ปรากฏกายออกมาสร้างความกดดันและตึงเครียดให้กับเหล่าศิษย์ที่กำลังยืนเข้าแถวอย่างเป็ระเบียบ พวกเขาแทบจะหยุดหายใจเมื่อเห็นตัวตนที่สูงส่งอยู่ตรงหน้า
จบตอน