เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 61 เตรียมการฝึกฝน

              เมื่อเมิ่งฝานพูดจบเสียงอันไพเราะดุจดั่งขลุ่ยสวรรค์ก็ดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ

              “เจ้าตัดสินใจถูกต้องแล้วเชื่อข้าเถอะว่าเจ้าเลือกไม่ผิดแน่!”

               เด็กหนุ่มไหวไหล่และรู้ดีว่าสิ่งที่รั่วสุ่ยอีจัดเตรียมให้แก่ตนเองนั้นจะต้องไม่ง่ายเป็นแน่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็เป็นดั่งที่นางเอ่ยเอาไว้หากเขาทำให้นางรู้สึกผิดหวังนางจะต้องจากไปเป็นแน่

              “ท่านว่ามาสิ ข้าต้องฝึกฝนเช่นไร!”

              เมิ่งฝานผายมือแล้วถามออกไปเสียงเรียบ

              รั่วสุ่ยอีปรายตามองเขาแล้วเอ่ยว่า “อย่าได้ใจร้อน เจ้าไปจัดการเรื่องของตนเองเสียก่อน และข้าต้องการให้เจ้าหาหญ้าเย่กวงสามต้นโลหิตมังกรจำนวนหนึ่ง และเหล็กเหลยกวงหนึ่งชิ้นมาให้ข้า!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นมุมปากของเมิ่งฝานก็กระตุกขึ้นมาหลังจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “สิ่งที่ท่านต้องการเหล่านี้คงจะมีราคาที่สูงเป็นอย่างยิ่งว่าแต่ท่านจะใช้มันทำสิ่งใดกัน?”

              “แน่นอนว่าต้องเอามาหลอมศัสตราอยู่แล้ว!”

              รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเรียบทว่าเมิ่งฝานที่ได้ยินกลับตื่นเต้นจนหัวใจแทบหลุดออกมาจากหน้าอกแล้วเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง“ท่านเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราอย่างนั้นหรือ?”

              “หึพวกเราล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญพลังปราณเช่นเดียวกันแม้ว่ามนุษย์อย่างพวกเจ้าจะหาได้มีพละกำลังและร่างกายที่แข็งแกร่งเฉกเช่นสัตว์อสูรทว่ากลับมีสติปัญญาอันล้ำเลิศที่สัตว์อสูรไม่อาจเทียบได้จึงมีโอกาสคิดค้นการหลอมศัสตราขึ้นมาซึ่งในยามที่ข้าไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อฟ้าดินนั้นก็ได้ร่ำเรียนวิชาการหลอมศัสตราวุธเอาไว้ทั้งหมดเพื่อเป็นการลดข้อด้อยของตนเองนับว่าเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราผู้หนึ่งก็ว่าได้!”

              รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาเสียงเบา ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่พิเศษบางอย่าง

              หลอมศัสตรา!

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้นดีใจเวลานี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดภายในผนึกนั้นจึงมีวิธีการหลอมศัสตราที่แท้ก็เป็นเพราะเดิมทีรั่วสุ่ยอีก็เป็นปรมาจารย์จิตศัสตราอยู่แล้วนั่นเอง เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่านางอยู่ในระดับใด

              กระนั้นเมิ่งฝานก็ไม่ได้มีเวลาไปสนใจสิ่งใด พลันรีบวิ่งไปยังหอมหาสมบัติแล้วใช้บัตรขอเข้าพบข่าเหลยต้าซือโดยตรง

              เมื่อได้เห็นเมิ่งฝานนัยน์ตาของข่าเหลยก็มีความตกตะลึงปรากฏจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าหนูเจ้ายังกล้าเข้ามาในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้อีกหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการที่เจ้าล่วงเกินพรรคเหมันต์สวรรค์เช่นนี้หากมีผู้ใดต้องการชีวิตเจ้าขึ้นมาเจ้าไม่มีทางรอดถึงสามวันเป็นแน่!”

              น้ำเสียงของข่าเหลยแฝงไปด้วยความครุ่นคิดและชื่นชมเพราะการท้าทายพรรคเหมันต์สวรรค์นั้นนับเป็นความกล้าที่เขาไม่อาจเทียบกับเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ได้เป็นแน่มีเพียงเมิ่งฝานที่เกิดมาไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดถึงจะสามารถทำได้

              ลงมือตั้งนานแล้วต่างหาก!

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานฉายแววเปล่งประกายก่อนจะประสานมือบอกไป“ไม่ปิดบังเหล่าเซียนเซิงข้ามาครั้งนี้เพราะอยากให้เหล่าเซียนเซิงช่วยขอรับ!”

              แล้วเมิ่งฝานก็เอ่ยถึงสิ่งที่รั่วสุ่ยอีต้องการให้ข่าเหลยได้ฟังทุกอย่าง

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นข่าเหลยก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาก่อนจะยิ้มเจื่อนแล้วบอกว่า “เจ้าหนูสิ่งที่เจ้าต้องการนั้นมีมูลค่าสูงขึ้นทุกวันสิ่งของพวกนั้นมีมูลค่าราวสี่ห้าหมื่นเหรียญทองคำ เจ้ามีหรือไม่เล่า?”

              ครานี้กลายเป็นเมิ่งฝานที่ค่อนข้างลำบากใจแต่ไม่นานเสียงของรั่วสุ่ยอีพลันดังขึ้นในหู “นำลิ่มเจาะกระดูกให้กับเขาใช้ของเล็กแลกของใหญ่ ถึงอย่างไรมันก็หาได้มีประโยชน์ต่อเจ้าไม่”

              เมิ่งฝานพยักหน้ารับเขากัดฟันแน่นแล้วล้วงเอาลิ่มเจาะกระดูกออกมาส่งให้กับข่าเหลยพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเข้ม“เหล่าเซียนเซิง ใช้สิ่งนี้ในการแลกเปลี่ยนแล้วกันขอรับ!”

              ข่าเหลยยื่นมือรับแล้วมองอย่างละเอียดในเวลาต่อมานัยน์ตาของเขาก็วาวโรจน์ขึ้นพร้อมกับอาการตื่นเต้นดีใจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าแห้งกร้าน“ช่างเป็นตราเวทย์ที่แข็งแกร่งยิ่งนักผู้ที่คิดค้นตราเวทย์นี้ขึ้นมาจะต้องเป็นผู้ที่อัจฉริยะอย่างยิ่งเป็นแน่!”

              น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความครุ่นคิดสำหรับตราเวทย์ใหม่ที่เลิศล้ำเช่นนี้ข่าเหลยย่อมต้องการศึกษาให้แน่ชัดอยู่แล้วเขามีท่าทีราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่อยู่ชั่วครู่ก่อนจะได้สติเมื่อได้ยินเสียงกระแอมของเมิ่งฝาน

              เห็นได้ชัดว่าข่าเหลยรู้ถึงมูลค่าของลิ่มเจาะกระดูกดีจึงเอ่ยถามเสียงใสว่า “เจ้าต้องการมันเมื่อใด”

              “ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีขอรับ!”

              เมิ่งฝานไม่อยากเสียเวลาเพราะหากเวลาล่วงเลยไปนานวันก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นยิ่งเขาออกไปจากเมืองเหยียนเฉิงเร็วเท่าใดก็ยิ่งเป็นผลดีต่อทุกคนเพราะถึงอย่างไรในยามนี้เขาก็มีฐานันดรที่ต้อยต่ำอย่างยิ่ง ต่อให้พรรคเหมันต์สวรรค์เพียงแค่ย่นคิ้วก็มีคนอื่นพร้อมที่จะจัดการผู้ที่เกี่ยวข้องกับเมิ่งฝานให้หมดสิ้น

              ข่าเหลยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ลังเล“เจ้ารออยู่ที่นี่ก็แล้วกันแล้วข้าจะนำสิ่งที่เจ้าต้องการมาให้ก่อนค่ำ!”

              เวลาหนึ่งวันก็นับว่าเร็วมากแล้วเมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานจึงพยักหน้ารับแล้วประสานมือขอบคุณ ก่อนจะไปรออยู่ในห้องลับของหอมหาสมบัติที่ข่าเหลยจัดเตรียมไว้ให้

              ......

              เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิลงไปแล้วเอาไข่อสูรทมิฬออกมา

              “นี่เหตุใดท่านจึงสามารถทำให้ข้าฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนั้นเล่าขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย

              อิงตามหลักแล้วนั้นในเมื่อรั่วสุ่ยอีกลายเป็นเพียงไข่ใบหนึ่งก็ควรจะมีศักยภาพที่หาได้แข็งแกร่งเท่าที่ควรไม่ทว่ากลับมีพลังในการฟื้นฟูร่างกายให้แก่เมิ่งฝานที่รวดเร็วอย่างยิ่ง

              “แน่นอนว่าถึงแม้ข้าจะอยู่ในขั้นต้นของการเจริญเติบโตแต่ความเร็วในการดูดซับพลังปราณนั้นก็หาใช่สิ่งที่เจ้าสามารถทัดเทียมได้ไม่ฉะนั้นแล้วเมื่อเจ้าสัมผัสข้าก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงความเร็วในการดูดซับพลังและทำให้ฟื้นฟูตนเองได้อย่างรวดเร็ว”รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาเสียงเรียบ

              ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับก่อนจะกุมไข่อสูรสีดำนั้นเอาไว้ในมือแล้วหายใจเข้าออกอย่างช้าๆไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเพียงใด แต่เมื่อเมิ่งฝานลืมตาขึ้นมาก็ถึงกับชะงักงันเพราะเบื้องหน้าของเขาในยามนี้ก็คือรั่วสุ่ยอีที่นั่งอยู่ไม่ไกล

              นางสวมชุดสีขาว เส้นผมยาวประบ่านั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ ผิวพรรณขาวเนียนงดงามรับกับใบหน้าทำให้นางเลอโฉมดั่งเทพธิดาในภาพวาด

              เมิ่งฝานมองตามท่อนขาเรียวแล้วกลืนน้ำลายหลายครั้งมันทั้งเรียวยาวและตรงสวยคล้ายดั่งสิ่งมหัศจรรย์อันสวยงามก็ไม่ปานทำให้เมิ่งฝานถึงกับต้องลอบถอนหายใจอยู่ภายในใจ

              “หึหึเหตุใดจึงมองพี่สาวอย่างข้าด้วยท่าทีเช่นนั้นเล่า? แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ทำได้เพียงมองไม่อาจแตะต้องข้าได้เพราะข้าเป็นเพียงร่างวิญญาณเท่านั้น ส่วนร่างจริงอยู่ในมือเจ้า” รั่วสุ่ยอีเอ่ยขึ้นเสียงเรียบใบหน้าที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มนั้นทำให้เมิ่งฝานลอบสบถในใจว่านางนั้นงามยิ่งกว่าผู้ใด

              เมิ่งฝานเก็บความคิดนั้นเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม“ของที่ท่านจะสร้างในครั้งนี้คือสิ่งใดกัน?”

              ไม่ว่าจะเป็นศิลาสลักลายหรือลิ่มเจาะกระดูกก็ล้วนแต่ทำให้เมิ่งฝานได้รับประโยชน์อย่างมากมายแล้วในครั้งนี้เมิ่งฝานจึงวาดหวังเอาไว้อย่างยิ่ง

              “หึ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการหลอมศัสตราบนโลกนี้แบ่งออกเป็นกี่ระดับ?” รั่วสุ่ยอีมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยถามเสียงเบาเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มส่ายหน้านางจึงเอ่ยต่อไป “การหลอมศัสตรานั้นมีการสืบทอดมาตั้งแต่ครั้งโบราณซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์อย่างพวกเจ้าเลยก็ว่าได้มันแบ่งออกเป็นเก้าระดับเช่นเดียวกับพืชวิเศษ หากอยู่ในระดับสามอย่างเช่นลิ่มเจาะกระดูกและศิลาสลักลายก็ทำได้เพียงสลักตราเวทย์เอาไว้บนวัตถุเท่านั้นหากเริ่มตั้งแต่ระดับที่สี่ขึ้นไปตราเวทย์ที่สลักลงบนวัตถุก็จะซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมันจะกลายเป็นการผสานจิตวิญญาณเข้าไปในศัสตราวุธที่ถูกหลอมขึ้นมาด้วยจึงทำให้สามารถสร้างศัสตราเทพอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ และทำให้วิธีการหลอมศัสตรานั้นมีมูลค่าสูงเล่ากันว่าวัตถุเทพทั้งสิบในยุคดึกดำบรรพ์นั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากธรรมชาติของพิภพเมฆาสวรรค์ทั้งสิ้น”

              พิภพเมฆาสวรรค์ วัตถุทำทั้งสิบแห่งฟ้าดิน?

              เมิ่งฝานขมวดคิ้วเข้ม หลังจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย“มันคือสิ่งใดกันขอรับ แล้วพิภพเมฆาสวรรค์นั้นหมายถึงสิ่งใด?”

              “มันก็แค่ของที่แข็งแกร่งบางสิ่งที่ทำให้มนุษย์สั่นสะท้านเท่านั้น!”

              นัยน์ตาของรั่วสุ่ยอีวาวโรจน์ ก่อนที่นางจะเอ่ยออกมาเสียงเรียบ“สำหรับเจ้าในยามนี้มันหาใช่สิ่งสำคัญไม่ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เจ้าเข้าถึงมรรคาแห่งการหลอมศัสตราโดยเร็วความกว้างใหญ่ของพิภพเมฆาสวรรค์ที่พวกเราอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเจ้าพรมแดนจตุทิศ พรรคเหมันต์สวรรค์ หึหึ พวกนั้นคิดว่าตนเองคือผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแต่หากเทียบกับผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงยังห่างชั้นอีกไกลนักวันนี้ข้าจะช่วยให้เจ้าได้เป็นปรมาจารย์จิตศัสตราเอง!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานพลันแสดงความดีใจออกมาทางสีหน้าทันที

              ปรมาจารย์จิตศัสตรานับได้ว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัยถือเป็นอาชีพที่ลึกลับที่สุดอย่างหนึ่งของโลกเมื่อก้าวขึ้นไปยังระดับที่เก้าก็เสมือนกับได้ขึ้นสวรรค์

              หากสามารถหลอมศัสตราเทพขึ้นมาได้ก็จะพัฒนาขึ้นไปหนึ่งระดับซึ่งแน่นอนว่าปรมาจารย์จิตศัสตราชั้นสูงในโลกใบนี้นั้นมีน้อยยิ่ง เล่ากันว่าปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสูงสุดในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้แค่ระดับที่หกเท่านั้นทว่ากลับได้เป็นถึงราชครูซึ่งมีอำนาจในราชวงศ์ที่สูงส่ง

              “ขอบคุณมากขอรับ!”

              เมิ่งฝานเอ่ยอย่างดีอกดีใจหากรั่วสุ่ยอีไม่ปรากฏตัวเขาก็คงจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่พยายามบำเพ็ญตนอย่างยากลำบากเท่านั้นคงไม่มีโอกาสก้าวหน้ามาถึงระดับนี้และได้เห็นมากกว่าเดิม

              “หึ เจ้าอย่าลืมตามหาบุปผาเหวินเหรินให้ข้าก็พอแล้วล่ะ!”รั่วสุ่ยอีว่าพลางยิ้มขึ้น หลังจากนั้นก็ขยับร่างวิญญาณหายเข้าไปในไข่อสูรทมิฬ

              …….

              “เด็กๆ ระวังหน่อย!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเมิ่งฝานจัดเสื้อผ้าของตนเองเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูออกไปแล้วพบว่าหญิงรับใช้ของหอมหาสมบัติผู้หนึ่งนางมอบสิ่งของให้กับตนเองก่อนจะจากไปในทันที

              เมื่อเปิดมันออกมานัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ภายในมีของอยู่สามสิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าของที่ถูกใส่เอาไว้ในขวดหยกขนาดเล็กนั้นคือสิ่งที่รั่วสุ่ยอีต้องการ

              เมิ่งฝานมองของที่อยู่ในมือแล้วมุมปากกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยเพราะมันมีมูลค่าถึงสี่ห้าหมื่นเหรียญทองคำ นับว่าเทียบเท่ากับทรัพย์สมบัติทั้งหมดในบ้านของเมิ่งฝานแล้วแต่เขาก็ยังไม่รู้ว่ารั่วสุ่ยอีจะนำของเหล่านี้ไปสร้างสิ่งใด

              เมื่อเห็นสีหน้าของเมิ่งฝานที่บ่งบอกถึงความเสียดายรั่วสุ่ยอีจึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “ขอร้องล่ะเจ้าใจกว้างให้มากกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไรหากวันข้างหน้าเจ้าได้เป็นปรมาจารย์จิตศัสตราก็คงจะมีเหรียญทองคำมากมายจนเจ้ามือไม้อ่อนเลยเชียวล่ะ!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าพลางมองไปรอบทิศก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเข้ม “เริ่มกันเถอะขอรับ!”

              “ได้ ปล่อยวางสมุทรจิตของเจ้าเสียเพราะข้าจะใช้ร่างกายของเจ้า พวกเรากำลังจะหลอมศัสตราเทพระดับสี่ฉะนั้นแล้วเจ้าจะต้องระวังให้มาก แม้ว่าพลังที่ใช้จะเป็นพลังจิตของข้าก็ตาม!”

              เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะหลับตาลงแล้วในเวลาต่อมาร่างกายของเขาพลันสั่นเทาก่อนจะรู้สึกได้ว่าไม่อาจควบคุมร่างกายของตนเองได้อีกต่อไป

              เขายื่นมือออกไปข้างหนึ่งและใช้มืออีกข้างหยิบเหล็กเหลยกวงขึ้นมาก่อนจะเริ่มเคลื่อนพลังปราณภายในร่างกายไปยังปลายนิ้วเพื่อเตรียมทำการสลักลาย

              “ตราเวทย์นี้เรียกว่าอสุนีบาต เป็นตราเวทย์ที่สืบทอดมาจากหนึ่งในพรรควรยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างมากในยุคโบราณของมนุษย์อย่างพวกเจ้าเพื่อเพิ่มศักยภาพของลูกศิษย์ในสำนักจึงสั่งให้พวกเขาสวมใส่ชุดเกราะที่มีนามว่าเกราะอัสนีโดยเสื้อเกราะนี้มีน้ำหนักที่ค่อนข้างมากจนน่าประหลาดใจทว่าพลังแห่งอัสนีภายในเสื้อเกราะกลับสามารถกระตุ้นเส้นแขนงปราณได้ทุกจุดของร่างกายในยามที่ข้าได้รับตราเวทย์นี้มาก็รู้สึกว่ามันเหมาะสมกับร่างกาย ถือว่าเป็นวิธีการฝึกฝนร่างกายที่เลิศล้ำที่สุดเลยก็ว่าได้แต่ยามนี้ร่างกายของเจ้ามันอ่อนแอเกินไป!” รั่วสุ่ยอีหุบยิ้มลงแล้วหันมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแทน

              เนื่องด้วยเมิ่งฝานได้กินโอสถพลังเทพเข้าไปถึงสิบเม็ดจึงทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณธรรมดาถึงขั้นที่แม้แต่เหยียนเย่าผู้ซึ่งถูกบ่มเพาะมาอย่างดีจากเหยียนหยางก็ยังไม่อาจเทียบได้แต่สำหรับรั่วสุ่ยอีเขากลับกลายเป็นผู้ที่ยังอ่อนแอซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกประหลาดใจ

              แล้ววินาทีต่อมาปลายนิ้วของเมิ่งฝานก็ขยับและสลักตราเวทย์ลงไปบนเหล็กเหลยกวงแม้ว่าเขาจะตกตะลึงและแปลกใจแต่ก็รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีจ้องมองการสลักตราเวทย์ในครั้งนี้

              เมื่อเมิ่งฝานขยับก็ราวกับว่าบรรยากาศภายในห้องแห่งนี้ถูกแช่แข็งแสงแห่งอัสนีเปล่งประกายจนแสบตาแต่กลับมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น และคล้ายดั่งว่ากำลังจะระเบิดก็ไม่ปาน!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน