เมื่อกลับมาถึงบ้านรติมาก็พบมารดานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นหญิงสาวส่งของให้เด็กรับใช้เอาขึ้นไปเก็บให้บนห้องแล้วเดินเข้าไปหาท่าน
“กลับมาแล้วหรือยัยหนู” นวลฉวีทักบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยสีหน้าแช่มชื่น
“ค่ะ คุณพ่อกลับมาหรือยังคะ” หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งข้างมารดา แล้วสอดลำแขนเรียวโอบกอดรอบเอวหนาของท่านไว้ก่อนจะก้มลงหอมแก้มท่านฟอดหนึ่ง
“ยังจ้ะ เป็ไงบ้าง ไปชอปปิ้งกับหนูแพนมาได้อะไรมาบ้างล่ะ”
นวลฉวีเอื้อมมือไปลูบผมบุตรสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดูและมีความภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มากเหลือเกิน รติมาไม่เคยทำให้ท่านผิดหวังเลยสักอย่างทั้งเื่การเรียน เื่ความประพฤติที่ไม่เคยนำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล เรียกได้ว่าเป็บุตรที่เพียบพร้อมอย่างที่พ่อแม่ทุกคน้าหากจะมีข้อเสียอยู่บ้างก็คือความเอาแต่ใจตนเอง ขี้งอน ดื้อด้านไปหน่อย แต่ท่านคิดว่าสิ่งเหล่านี้สามารถปรับปรุงกันได้ขอแค่ให้เป็คนดีเถอะ
“ก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรมากหรอกค่ะเพราะว่ามันมีเื่รบกวนจิตใจทำให้หมดอารมณ์” รติมาหน้ามุ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“เื่อะไรเหรอลูก” ท่านถามด้วยความเป็ห่วง
“คุณแม่ก็ทราบนี่คะ” รติมามองมารดาเหมือนจะค้อน เล่นเอาคนถามงงไปพักหนึ่งก่อนจะยิ้มออกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเื่อะไร
“เื่แค่นี้เอง” ท่านหัวเราะในลำคอ
“แหม...คุณแม่ก็พูดได้สิคะ ไม่ได้มาเป็แบบหนูนี่คุณแม่ขา...คิดดูอีกทีเถอะค่ะ คุณแม่อยากฆ่าลูกสาวของคุณแม่ทั้งเป็งั้นเหรอคะ” หญิงสาวพยายามอ้อนวอนแต่ดูเหมือนจะไร้ผลเพราะท่านใจแข็งเหลือเกินถ้าท่านเอาจริงละก็พูดคำไหนต้องเป็คำนั้นเสมอ
นวลฉวีมองหน้าคนช่างอ้อนอย่างอ่อนใจมือนุ่มทว่าอวบนิดหน่อยยกขึ้นลูบผมลูบไหล่บุตรสาวไปมาอย่างเอาอกเอาใจ
“มันไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกลูกหนูลองเปิดใจของหนูสำหรับตาปูนกว้างๆ สิจ๊ะ แล้วหนูจะเห็นความดีความน่ารักของเขาหนูกับตาปูนรู้จักกันมาตั้งนานคงจะรู้จักนิสัยใจคอกันไม่มากก็น้อยและแม่ว่าหนูคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าตาปูนก็เป็คนดีคนหนึ่ง แค่หนูเอาอคติออกเท่านั้นหนูก็อาจจะพบผู้ชายที่หนูฝันไว้ก็ได้นะ”
รติมาถอนหายใจยาว ใช่เธอรู้ว่านายปูนเป็คนดีคนหนึ่งแต่คนไม่รักไม่ชอบกันต่อให้ดีเลิศประเสริฐศรีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายหรอกในเมื่อแย้งมารดาไม่ได้หญิงสาวก็ขอถอยออกมาตั้งหลักก่อนเธอหอมแก้มท่านและขอตัวขึ้นห้องเพื่อไปอาบน้ำให้อารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัวเย็นลงได้บ้าง
นวลฉวีมองตามหลังบุตรสาวไปด้วยความเห็นใจก่อนจะคิดถึงสาเหตุที่ทำให้ท่านต้องบังคับจิตใจลูกให้แต่งงานขึ้นมา
เมื่ออาทิตย์ก่อนโสภิตาเพื่อนรักของท่านได้มาปรับทุกข์เื่ลูกชายให้ฟังเื่ที่อวัชคบหากับนางแบบสาวชื่อดังถึงขั้นจริงจังจะแต่งงานด้วยความจริงเพื่อนของท่านก็ไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรนางแบบสาวคนนั้นแม้แต่น้อยเพราะไม่เคยเอาเื่ฐานะชาติตระกูลมาเป็บรรทัดฐานในการคบคนถ้าจะไม่รู้ความจริงเสียก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้คบแค่อวัชเพียงคนเดียว แถมยังมีอาชีพเสริมที่น่ารังเกียจคือขายตัวให้เสี่ยที่ร่ำรวยเงินหนาอีกต่างหากท่านรู้สึกสงสารเพื่อนยิ่งนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ช่วยปลอบใจในตอนนั้นเท่านั้น
“ฉันล่ะกลุ้มใจจริงๆ เลยนวลไม่รู้จะทำยังไงให้ตาปูนมันตาสว่างเสียที”
“ใจเย็นๆ น่าโส มันต้องมีทางแก้ไขสิ”
“โอ๊ย…จะมีทางอะไรอีก หลงหน้ามืดตามัวขนาดนั้น นี่ถ้าเปลี่ยนจากยัยนางแบบมั่วแหลกคนนั้นเป็หนูขมิ้นฉันคงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจอยู่แบบนี้หรอก ทำไมลูกชายฉันมันถึงได้ตาบอดแถมโง่อีกนะ”โสภิตาร้องไห้คร่ำครวญยกใหญ่
“มันเป็ไปไม่ได้เธอก็รู้ดีนี่นา”
โสภิตาหยุดร้องไห้ สายตามีแววครุ่นคิดก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนตาเป็ประกายอย่างมีความหวัง
“ได้สินวล ถ้าพวกเราให้ทั้งสองคนแต่งงานกัน”
“ไม่ได้หรอกโส มันเท่ากับพวกเราคลุมถุงชนเชียวนะเพราะเด็กๆ ไม่ได้รักได้ชอบกัน” นวลฉวีปฏิเสธเพราะไม่อยากบังคับจิตใจลูกโสภิตาฟังแล้วก็หน้าเศร้าลง แต่แล้วก็กลับมาแจ่มใสบอกกับเพื่อนรักอีกว่า
“งั้นเราลองเอาดวงของลูกเราไปตรวจดูก่อนดีไหมว่าดวงสมพงศ์กันหรือเปล่าบางทีทั้งสองอาจจะเป็เนื้อคู่กันก็ได้นะ ลองดูก่อนเถอะนะนวล เธอไม่อยากให้ลูกๆของเราแต่งงานกันเหรอ พวกเราจะได้เกี่ยวดองเป็ญาติกันอย่างที่หวังไว้ไง”
นวลฉวีนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้าตกลงในที่สุดเพราะในใจลึกๆ แล้วท่านก็้าแบบนั้นเหมือนกันและอีกอย่างก็อยากทำให้เพื่อนสบายใจด้วย
พวกท่านพากันไปหาหมอดูชื่อดังที่มักจะไปหาบ่อยๆซึ่งเป็หมอดูาุโที่พวกท่านเคารพนับถือ และผลจากการตรวจดูพร้อมทำนายโชคชะตาให้ทั้งรติมากับอวัชก็พบว่าดวงของคนทั้งคู่สมพงศ์กัน เป็เนื้อคู่ของกันและกันถ้าแต่งงานกันไปชีวิตจะมีแต่ความสุขและความเจริญก้าวหน้า
ตอนแรกพวกท่านก็ไม่มั่นใจเท่าไรนัก(แต่เชื่อไปแล้ว 90%) เพราะหนุ่มสาวทั้งคู่ไม่มีทีท่าว่าจะชอบพอกันเลย มีแต่จะทะเลาะกันเสียมากกว่าทว่าหมอดูท่านก็ยังยืนยันแถมยังบอกว่าลิ้นกับฟันก็ย่อมกระทบกระทั่งกันเป็ธรรมดาแต่พอแต่งงานกันไปก็จะรักกันไปเอง ในภายภาคหน้าจะเป็คู่คิดที่ดีต่อกัน พอได้ฟังเช่นนี้พวกท่านก็เริ่มคล้อยตาม(เชื่อไป 99% แล้วนะ) ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดของหมอดูเท่านั้นที่ทำให้พวกท่านคล้อยตามอย่างเดียวเพราะส่วนหนึ่งนั้นมาจากความ้าอยากเกี่ยวดองเป็ญาติกันอีกด้วย
แต่เื่นี้พวกท่านก็ไม่ได้ตัดสินใจกันเองฝ่ายเดียวหรอกนะเพราะเื่นี้ก็ได้นำไปปรึกษาสามีของแต่ละคนด้วยเหมือนกัน (1%เองนะ) ซึ่งสามีของพวกท่านทั้งคู่ก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด เนื่องจากเมื่อก่อนก็เคยคิดอยากให้เด็กคู่นี้แต่งงานกันอยู่แล้วดังนั้นจึงได้ยกหน้าที่นี้ให้พวกท่านจัดการกันเอง
“แม่ทำแบบนี้ก็เพื่อลูกนะ” นวลฉวีพึมพำออกมา ท่านมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้เป็สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกของท่านอย่างแน่นอน
เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่รติมากลับเดินกระสับกระส่ายไปมาอยู่ภายในห้องนอนในมือถือโทรศัพท์อยู่ตลอดั้แ่เมื่อสามทุ่มมาแล้วหญิงสาวนั่งลงบนเตียงนุ่มยกโทรศัพท์มือถือขึ้นดูหน้าจอที่มีชื่ออวัชปรากฏในสายโทรออกเธอกดเบอร์ที่ได้มาจากฐากูรโทรออกหลายรอบแล้วแต่ไม่ถึงสองวินาทีก็กดตัดสายทิ้งไป
‘เราจะโทรดีไหมนะ ถ้าเราโทรไปหานายปูนก็ต้องหาว่าเรามาง้อขอความช่วยเหลือน่ะสิคราวนี้คงจะหัวเราะเยาะพูดจาถากถางเราสารพัดแน่ๆ ยิ่งปากปีจออยู่ด้วย คราวนี้ล่ะคงสนุกปากกันใหญ่จะหาว่าเราไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเองอาจจะถึงขั้นอ้างบุญคุณเลยก็ได้ แต่ถ้าเราไม่โทร...’
หญิงสาวคิดถึงคำพูดเมื่อบ่ายนี้ของวิยดีขึ้นมา
“ยัยขมิ้น...แกฟังฉันนะแกยอมอ่อนในวันนี้แต่ได้อิสระในวันข้างหน้าแบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ”
‘มันก็จริงอย่างที่ยัยแพนพูด’
รติมาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะปล่อยมันออกมาช้าๆ แล้วตัดสินใจโทรหาอวัชอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้โทรจริงๆไม่มีการกดตัดสายทิ้งอีกต่อไป
เด็กชายน่ารักในวัยห้าขวบกำลังนั่งมองเด็กหญิงในวัยเดียวกันที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่ตาไม่กะพริบเขามองคนตรงหน้าที่อยู่ในชุดสีชมพูหวาน กระโปรงพอง ผมยาวสลวยถูกถักเป็เปียสองข้างอย่างสนใจหนูน้อยแก้มยุ้ยๆ แดงปลั่งที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาบาร์บี้อยู่หันหน้ามามองพอดี จึงทำให้คนที่แอบมองอยู่หน้าแดงมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย
เด็กชายลงจากเก้าอี้แล้วเดินไปหาเด็กหญิงตัวน้อยที่หันไปสนใจตุ๊กตาตามเดิมเขานั่งลงข้างๆ เธอก่อนจะเรียก
“นี่ๆ เธอ”
ทว่าเงียบไม่มีเสียงตอบกลับมา แต่ถึงกระนั้นหนูน้อยก็ยังเรียกต่อไปด้วยคำเดิมๆเพราะอยากรู้จัก เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมหันหน้ามาอีก คราวนี้เขาเอื้อมมือไปดึงหางเปียที่อยู่ด้านหลังของเธอแทนและเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นตุ๊กตาบาร์บี้ก็ลอยมากระทบหน้าเขาเข้าอย่างจังตามด้วยคำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยว่า
“ไอ้บ้า!”
อวัชสะดุ้งใตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆหัวเตียงก็ดังขึ้น ชายหนุ่มลูบหน้า หายใจหอบแรง เขาฝันอีกแล้วทำไมเขาต้องฝันถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นอยู่เรื่อยเลยนะเหตุการณ์ที่ทำให้เขากับรติมาต้องเป็คู่อริกันมาจนถึงทุกวันนี้เพราะหลังจากวันนั้นเขากับเธอก็ตั้งตนเป็ศัตรูกันมาตลอด
แล้วทำไมเขาต้องฝันถึงแต่เหตุการณ์นี้ล่ะอวัชพยายามหาคำตอบให้ตนเองก่อนจะสรุปว่า ‘ใช่! เพราะยัยนั้นดันเอาตุ๊กตามาขว้างใส่เรา ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรให้เลยด้วยซ้ำคิดถึงเื่นี้ทีไรก็อดโมโหไม่ได้ทุกทีขว้างตุ๊กตาใส่หน้าเรามาได้มันเจ็บน้อยเสียเมื่อไรกัน แถมยังด่าเราว่าไอ้บ้าอีกต่างหาก เด็กผู้หญิงบ้าอะไรก็ไม่รู้ไม่น่ารักเอาเสียเลยโตขึ้นมาก็ยังไม่น่ารักเหมือนเดิม คอยดูนะ ไม่มีทางที่เราจะญาติดีด้วยหรอก ไอ้เื่ที่จะแต่งงานด้วยน่ะฝันไปเถอะ!’
ชายหนุ่มอารมณ์เสีย หันไปมองโทรศัพท์มือถือที่ยังคงดังอยู่อย่างหงุดหงิด‘ใครมันบ้าโทรมาหาตอนเที่ยงคืนแบบนี้วะ’ เขาบ่นในใจก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมากดรับสายเพื่อตัดความรำคาญ
“ฮัลโหล” อวัชพูดด้วยน้ำเสียงกระด้างเพราะยังหงุดหงิดไม่หาย
“นายปูน”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ฟังน้ำเสียงคนที่โทรมา
‘ฟังแล้วคุ้นๆ แฮะ ทั้งน้ำเสียงและคำที่เรียก’
“ฉันเอง...ขมิ้น”
อวัชตาเหลือก เอาโทรศัพท์มือถือของตนเองออกจากหูมาจ้องดูเหมือนเป็นตัวประหลาดก่อนจะรู้สึกตัวเอามาแนบหูใหม่จึงได้ยินปลายสายส่งเสียงแว้ดๆ ใส่ว่า
“นี่นายปูนซีเมนต์เงียบไปทำไมฮะเป็ใบ้ไปแล้วหรือยังไงถึงไม่พูดเนี่ย นี่ๆ ได้ยินฉันเรียกไหมฮะ!”
“ได้ยินแล้วยัยขมิ้นเน่าจะะโทำไมฮะ!” ชายหนุ่มตะคอกกลับไปด้วยความโกรธ เขาโกรธที่หญิงสาวแว้ดๆใส่และเรียกเขาว่า ‘ปูนซีเมนต์’ ซึ่งมันเป็คำล้อสนุกปากที่เธอล้อเขาเล่นเมื่อตอนที่เขาไปแสดงละครเวทีตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาเพราะเธอคนเดียวทำให้เขาโดนเพื่อนๆ เรียกแบบนี้ตลอด่ที่ต้องซ้อมละครเวทีเขาจำได้แม่นเลยกับวีรกรรมที่เธอทำไว้กับเขา
”ปูน...หนูต้องพูดให้มันนุ่มนวลกว่านี้นะจ๊ะพูดให้เป็ธรรมชาติอย่าพูดเหมือนท่อง” คุณครูที่คุมการแสดงบอกเขาตอนที่เขากำลังซ้อมเป็ตัวละครในเื่ที่จะแสดงให้ผู้ปกครองของนักเรียนได้ชมกันในวันครบรอบการก่อตั้งโรงเรียนซึ่งจัดขึ้นทุกปีเขาพยายามหลายครั้งแล้วก็ยังเป็แบบเดิมอยู่ดี
“นายปูนนายนี่แสดงได้แข็งทื่อสุดๆไปเลยนะ แต่ก็สมกับชื่อนายดี”
“หมายความว่าไงฮะยัยขมิ้นเน่า”
“นี่! ชื่อฉันไม่มีคำว่าเน่าต่อท้ายนะยะ”
“ก็เธอชื่อนี้นี่ยัยขมิ้นเน่า”
“ไอ้ปูนบ้าปากไม่ดีแถมการแสดงก็ห่วยเล่นแข็งเป็หิน อ้อ...ไม่ใช่หินสิ ต้องบอกว่าเล่นแข็งยังกับปูนซีเมนต์ที่โดนฉาบแล้วต่างหากต่อไปนี้ฉันคงต้องเรียกนายว่านายปูนซีเมนต์แล้วล่ะ เพราะมันเหมาะกับนายที่สุดเลยนายปูนซีเมนตตตต์…’ เธอเรียกชื่อเขาที่คิดขึ้นมาใหม่เสียงดังและลากยาวเป็พิเศษจนคนอื่นๆ พากันหัวเราะยกใหญ่ และจากคำพูดของรติมานั่นเองที่ทำให้ใครๆก็เรียกเขาว่าปูนซีเมนต์ตามเธอเรื่อยมา
“ได้ยินแล้วเงียบทำไม”
“โทรมามีอะไร” เขาไม่ตอบแต่กลับถามแทน ก่อนพูดด้วยความหงุดหงิดว่า “ถ้าคิดจะโทรมาเพื่อหาเื่ฉันตอนเที่ยงคืนแบบนี้เพราะเหงาปากละก็แค่นี้แล้วกันฉันไม่มีอารมณ์มาทะเลาะเื่ไร้สาระกับเธอหรอกนะ”
“เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งวางนะ” รติมารีบห้ามไว้เพราะกลัวว่าเขาจะวางสายไปเสียก่อนที่จะได้พูดธุระจบ “ฉันมีเื่จะปรึกษา”
“ฉันฟังผิดไปหรือเปล่าเนี่ยช่วยพูดอีกทีซิ คนอย่างเธอเนี่ยนะที่จะมาปรึกษาฉันโอ้...์หรือนรกเกิดการแปรปรวนครั้งใหญ่แล้วหรือนี่”
“นายฟังไม่ผิดหรอกย่ะ” หญิงสาวกัดฟันตอบ “เื่ที่ฉันจะมาปรึกษาก็เื่แต่งงานบ้าบออะไรนั่นไงล่ะแต่ถ้านายหาว่ามันไร้สาระงั้นก็แค่นี้แล้วกัน นายก็หาทางจัดการเอาเองก็แล้วกัน” กล่าวจบเธอก็กดตัดสายทันทีด้วยความโมโหปนหมั่นไส้ “หึ...นึกว่าฉันจะง้อหรือไงฝันไปเถอะย่ะ” โทรศัพท์มือถือราคาแพงถูกโยนลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจว่ามันจะตกไปอยู่ตรงไหนจากนั้นเธอก็เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบผ้าขนหนูเตรียมอาบน้ำ แต่แล้วความตั้งใจก็ถูกทำลายด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมา
รติมารีบเดินไปหยิบมันขึ้นมาดูก็เห็นเป็เบอร์ของอวัชหญิงสาวยังไม่กดรับทันทีเพราะอยากแกล้งคนโทรมาเล็กน้อย และกลัวเสียฟอร์มด้วยอีกฝ่ายจะคิดว่าเธอรอโทรศัพท์อยู่เพราะรับเร็วเกินไปเมื่อแกล้งจนพอใจแล้วนั่นแหละจึงได้กดรับสาย
“โทรมาทำไม” ถามเสียงห้วน
“นี่อย่ามายียวนฉันนะ” อวัชตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุจเดียวกัน
“เอาล่ะๆสงบศึกชั่วคราวเพราะเรามีงานใหญ่กว่านี้ที่จะต้องรับมือกัน”รติมายอมอ่อนข้อให้ก่อน แล้วเริ่มพูดเื่สำคัญ “มาเข้าเื่กันเลยดีกว่านายรู้เื่แต่งงานแล้วใช่ไหม พวกเรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงกับเื่นี้ดี”
“ก็ได้ เอ๊ะ! แต่วันนั้นคุณแม่บอกว่าเธอตกลงนี่นา ท่านถึงได้มีความหวังมาบังคับฉัน เธอนึกบ้าพิศวาสอะไรฉันขึ้นมาฮะถึงได้ตอบตกลงแต่งงานกับฉันถ้าเธอปฏิเสธคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวอยู่แบบนี้หรอก”ชายหนุ่มพูดใส่เป็ชุดเมื่อนึกได้ว่ามารดาบอกว่าเธอตอบตกลงแล้ว
“กล่าวหากันหน้าด้านๆ นะยะฉันจะบอกให้นะว่าต่อให้เหลือนายคนเดียวบนโลกใบนี้ฉันก็ไม่คิดจะแต่งด้วยหรอก ฉันน่ะปฏิเสธพ่อกับแม่เป็ร้อยๆรอบแล้วย่ะ”
“เหอะ...ฉันก็เหมือนกันฉันยอมมีแฟนเป็เกย์ซะยังจะดีกว่าแต่งกับเธอ” อวัชตอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้รติมากรี๊ดใส่โทรศัพท์จากนั้นทั้งสองก็เปิดฉากทะเลาะกันอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อครู่นี้ยังตกลงกันว่าจะสงบศึกกันชั่วคราวอยู่เลยทั้งสองเถียงกันอยู่พักใหญ่จนในที่สุดชายหนุ่มก็เป็ฝ่ายยอมแพ้ก่อน เพราะไม่อย่างนั้นเื่ไม่คืบหน้าไปไหนแน่ในคืนนี้
“เอาล่ะๆ พอแค่นี้ก่อน เรามาช่วยกันคิดหาวิธีที่จะไม่ให้ถูกจับแต่งงานกันดีกว่าเธอมีความคิดอะไรดีๆ บ้างล่ะ”
“ไม่มีเลย แล้วนายล่ะมีแผนอะไรบ้างหรือเปล่า”
“ขอคิดก่อน” อวัชนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “เอางี้แล้วกันเอาแผนง่ายๆ ก่อน เราก็นัดพวกท่านให้มาเจอกันแล้วเราก็ปฏิเสธเื่แต่งงานต่อหน้าพวกท่านไปเลยฉันว่าถ้าเรายืนยันต่อหน้าพวกท่านคงไม่บังคับหรอก”
“ก็อาจเป็ไปได้” เธอเริ่มเห็นด้วย
“ถ้าเห็นด้วย งั้นพรุ่งนี้ตอนเที่ยงเจอกันที่บ้านเธอนะ” ชายหนุ่มรีบสรุป ก่อนบ่นอุบว่า “แค่นี้แล้วกัน ดึกแล้วง่วงจะตายชัก”
“ย่ะฉันก็ไม่ได้อยากคุยต่อนักหรอก แล้วคืนนี้ฉันขอให้นายฝันร้ายจนนอนไม่หลับตลอดคืน!”
“โอ๊ย! ไม่ต้องมาแช่งฉันหรอก เพราะฉันฝันร้ายไปแล้วก่อนที่เธอจะโทรมาเสียอีกยัยนางมารร้ายตามรังควานได้แม้กระทั่งในความฝันสงสัยก่อนนอนฉันคงต้องสวดมนต์จะได้หลับฝันดี แค่นี้นะ!” อวัชบ่นใส่เป็ชุดจากนั้นก็ตัดสายทิ้งและปิดเครื่องไปเลยกันคนปลายสายโทรมาด่าตอบโต้เพราะไม่อย่างนั้นคืนนี้คงไม่ได้นอนเป็แน่
“ไอ้บ้าปูน!” หญิงสาวะโด่าใส่โทรศัพท์อย่างโมโห ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างกระแทกกระทั้น
‘คอยดูนะ พรุ่งนี้จะเอาคืนให้แสบเลยบ้าที่สุด มาหาว่าเราเป็ภูตผีปีศาจไปได้!’