อาคารสูงตระหง่านใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็ที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทแม่ของสถาบันเสริมความงามที่ใหญ่เป็อันดับต้นๆ ของประเทศ
ณ ชั้นบนสุดของตึกสูงระฟ้า ภาพวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงในยามเย็น แสงแดดสีส้มทอประกายรำไรผ่านกระจกกระทบเข้ากับเรือนร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีครีมแบรนด์ดังราคาสูงลิบลิ่ว สวมคู่กับรองเท้าส้นเข็มสูงหกนิ้วได้อย่างลงตัว
มุกดาในวัยสี่สิบเอ็ดทียืนกอดอกมองออกไปยังท้องฟ้ากว้างด้วยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงสี่ปีนับั้แ่วันที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ลำพัง บวกกับการแบกรับหน้าที่เป็ประธานบริหารอาณาจักรเสริมความงามจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ผิวพรรณและรูปร่างของเธอก็ยังคงงดงาม เปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจผู้พบเห็นไม่เคยเปลี่ยน
ดวงตาคู่สวยที่เคยเรียบนิ่งเดาความรู้สึกยากราวกับเ้าหญิงน้ำแข็ง เนื่องจากเธอจริงจังกับการทำงานแทบตลอดเวลา แต่วันนี้กลับฉายแววความอบอุ่นและเปล่งประกายความสุขออกมาอย่างชัดเจน จนเธอก็เกือบจะลืมความรู้สึกนี้ไปแล้ว
‘พรุ่งนี้แล้วสินะ… ที่อคิณจะกลับมา’
ก้อนเนื้อบริเวณอกข้างซ้ายเต้นผิดจังหวะ วูบวาบไปด้วยความตื่นเต้นจนขนลุก สี่ปีเต็มๆ ที่ลูกชายคนเดียวบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ แม้จะมีผู้ชายมากหน้าหลายตา ทั้งนักธุรกิจและแพทย์ศัลยกรรมชื่อดังพยายามเข้ามาจีบและเสนอตัวดูแล เธอก็ปฏิเสธและเว้นระยะห่างกับทุกคนอย่างเด็ดขาด
เธอยังคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกชายในคืนก่อนเขาเดินทาง... สัญญาว่าจะไม่มีใคร ไม่ยอมให้ใครเข้ามาวุ่นวายในชีวิต และจะรอเขากลับมา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งขัดจังหวะห้วงความคิด
“เข้ามาได้…”
สิ้นเสียงอนุญาต ฝน เลขาสาวคนสนิทก็เปิดประตูถือแฟ้มเอกสารเข้ามาในห้องทำงานด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
“ขออนุญาตค่ะท่านประธาน… มีเอกสารเื่งบประมาณการขยายสาขาทางภาคใต้มาให้ท่านประธานเซ็นอนุมัติค่ะ…”
ฝนแปลกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าเ้านายไม่ได้นั่งหน้าตึงอยู่ที่โต๊ะทำงานเหมือนทุกวัน ทว่าเ้าแม่แห่งวงการความงามกลับยืนส่งยิ้มหวานให้ท้องฟ้าด้านนอก จนบรรยากาศในห้องที่เคยเย็นเยือกกลับดูอบอุ่นละมุนตาอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“วางไว้บนโต๊ะก่อนได้เลยจ้ะ…” มุกดาละสายตาจากวิวเมือง หันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้เลขา
ฝนมองเ้านายด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มละมุนและแววตาที่ผ่อนคลายทำให้ออร่าความสะพรั่งของมุกดายิ่งดูโดดเด่น
“...ขอโทษนะคะท่านประธาน” ฝนเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ พลางยิ้มเบาๆ
“วันนี้ท่านประธานดูอารมณ์ดีเป็พิเศษเลย... มีข่าวดีอะไรหรือเปล่าคะ”
มุกดาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในห้องทำงานแห่งนี้ยิ่งทำให้ฝนฉงน
“มันดูออกขนาดนั้นเลยเหรอฝน” มุกดาเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน ยกมือเรียวขึ้นลูบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อข่มความตื่นเต้น
“ก็คงเป็ข่าวดีที่สุดในรอบสี่ปีของฉันละมั้ง”
“ข่าวดี? ข่าวดีเื่อะไรเหรอคะ” ฝนถามออกไปอย่างลืมตัวก่อนจะรีบยกมือปิดปากเพราะกลัวก้าวก่าย มุกดาหัวเราะชอบใจกับท่าทางนั้น ก่อนจะเฉลยสิ่งที่อีกฝ่ายสงสัย
“พรุ่งนี้... อคิณจะบินกลับมาแล้ว” ั์ตาคู่สวยฉายแววความสุขอย่างปิดไม่มิด
“จะ... จริงเหรอคะ!” ฝนตาโตด้วยความยินดี
“ยินดีด้วยนะคะท่านประธาน... มิน่าล่ะคะ สี่ปีมานี้ท่านประธานถึงไม่ยอมเปิดใจให้ใคร ที่แท้ก็รอลูกชายสุดที่รักคนนี้นี่เอง”
คำว่พูดของเลขาทำให้นิ้วเรียวของมุกดาสั่นกระตุก หัวใจในอกเต้นรัว ใบหน้าสวยร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
“จ้ะ... บ้านจะได้ไม่เหงาเหมือนสี่ปีที่ผ่านมาสักที” มุกดาเอ่ยเสียงนุ่มนวล ทว่าั์ตากลับสั่นไหววูบวาบด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
‘หยุดสักทีมุก เลิกคิดกับลูกแบบนั้นซักที’
แม้จะพยายามบอกตัวเองในใจแบบนั้น แต่ทุกครั้งมันก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงคำสัญญา นึกถึงััอุ่นบนฝ่ามือ และน้ำเสียงทุ้มต่ำของลูกชายที่เคยกระซิบเรียกเธอว่า ‘คุณมุกดา’
ทุกครั้งที่นึกถึงหน้าเขา หัวใจดวงนี้ก็เต้นแรงขึ้นมาทุกที ั้แ่ได้เผชิญหน้ากับเื่ราวสุดผิดแผกแสนเร่าร้อนในคืนนั้น