เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เล่มที่5 ตอนที่ 144 : งานแต่งที่ปราศจากความรัก

            หยางเฉินรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะจบแบบนี้ แต่เขาก็นึกไม่ถึงว่าหลินรั่วซีจะเรียกเขาไปหาพร้อมกับจ้าวหงเยี่ยนเขาค่อนข้างหงุดหงิดเล็กน้อยถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างจ้าวหงเยี่ยนกับเขาเลยก็ตามแต่พวกเขาก็ได้จูบและกอดกัน เขาไม่อาจจะลืมมันไป และอ้างว่าเขาก็ไม่ได้ทำอะไรใช่มั้ย!?

            ห้านาทีถัดมา หยางเฉินกับจ้าวหงเยี่ยนก็เดินไปหยุดที่หน้าออฟฟิศของซีอีโอที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคารนี่เป็นครั้งที่สองของหยางเฉินที่เดินมาที่นี่ในขณะที่จ้าวหงเยี่ยนไม่เคยก้าวเท้ามาที่นี่ในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมาในอวี้เหล่ยเลย

            ถึงแม้ว่ายังคงมีคราบน้ำตาบนใบหน้าของเธอแต่มันก็สายเกินไปแล้วที่จะทำอะไรกับมัน เธอมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “ไม่ต้องตื่นเต้น นั่งลงก่อนสิ”

            หลินรั่วซีไม่ได้ใส่ใจกับพฤติกรรมดังกล่าวของจ้าวหงเยี่ยนนักจากนั้นเดินไปกดน้ำจากตู้ที่มุมห้อง ในมือของเธอมีชาเขียวร้อนๆที่เพิ่งถูกชงใส่แก้ว มันมีสีเขียวอ่อนๆและส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องให้ความรู้สึกผ่อนคลายก่อนที่หลินรั่วซีจะวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะกาแฟมะฮอกกานีที่อยู่ด้านหน้าโซฟาหยางเฉินยิ้มและก้าวเข้ามาตรงหน้าเธอเพื่อที่จะรับมัน

            “ผมจะปล่อยให้ซีอีโอชงชาให้ผมได้อย่างไร?ให้ผมทำเถอะ”

            หลินรั่วซีไม่สนใจหยางเฉินเลยแม้แต่น้อยเธอเดินผ่านเขาไปและตรงไปหาจ้าวหงเยี่ยน รั่วซียิ้มให้เธอนิดๆ เป็นรอยยิ้มงดงามที่ดูเหมือนสามารถทำให้หิมะละลายและทำให้มวลดอกไม้เบ่งบาน

            “ปีใหม่ปีนี้เป็นปีที่ทะเลสาบตอนใต้ของหลงจิ่งจะถูกเก็บเกี่ยว” หลินรั่วซีเป็นคนหนึ่งที่รู้จักชาเป็นอย่างดีซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงให้เธอดื่มชา

            "ฉันไม่ให้สิ่งนี้กับคนแปลกหน้าง่ายๆหรอกนะ” หลินรั่วซีกะพริบตาให้จ้าวหงเยี่ยนก่อนจะวางถ้วยน้ำชาไว้ตรงหน้าเธอ

            แน่นอนจ้าวหงเยี่ยนลุกขึ้นยืนรับพร้อมด้วยแก้มแดงๆ บนใบหน้าของเธอ ไม่ทราบว่าเธอรู้สึกตื่นเต้นหรือขี้อาย

            “บอสหลินคะ คุณสุภาพเกินไปแล้ว ฉัน…รู้สึกเขินเล็กน้อย...”

            ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้หยางเฉินค่อนข้างรู้สึกหดหู่เขาพยายามคิดหาคำตอบว่า ทำไมผู้หญิงตรงหน้ามอบรอยยิ้มสดใสแบบนี้กับหล่อนแล้วกับสามีของเธอล่ะ?

            หลินรั่วซีเดินไปนั่งบนโซฟาด้วยกริยาที่สง่างามด้วยท่านั่งที่ผ่อนคลาย เธอดูไม่ร้อนรนที่จะถามรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลยเธอมองไปที่จ้าวหงเยี่ยนด้วยรอยยิ้ม และถามว่า

            “หงเยี่ยน ถ้าฉันจำไม่ผิดเธอทำงานอยู่ในบริษัทนี้มาสามปีแล้วใช่มั้ย”

            จ้าวหงเยี่ยนซึ่งนั่งอยู่บนโซฟานุ่มๆเมื่อได้ยินคำถามจากปากของหลินรั่วซี เธอนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ไม่นานว่า ‘เธอเป็นคนหนึ่งที่รู้จักชาดี’

            นั่นทำให้เธอรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ “บอสหลินคะคุณรู้เรื่องของฉันเหรอคะ?”

            “ฉันรู้จักทุกคนตราบใดที่พวกเขายังเป็นพนักงานในบริษัทถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้โต้ตอบกับพวกเธอบ่อยนักเนื่องจากการทำงาน ตราบใดที่ยังเป็นลูกน้องของฉันฉันย่อมจำได้หมดทุกคน” หลินรั่วซีกล่าวอย่างนุ่มนวล

            คำพูดดังกล่าวไม่เพียงทำให้จ้าวหงเยี่ยนเท่านั้นที่ตกตะลึงแม้กระทั่งหยางเฉินที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ตรงนั้นก็เช่นกันเป็นที่ทราบกันว่าสำนักงานใหญ่ของอวี้เหล่ย มีพนักงานอย่างน้อยสี่ร้อยคน แต่หลินรั่วซียังคงสามารถจดจำพวกเขาได้ทั้งหมดนั่นเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก

            พอหยางเฉินเห็นวิธีที่หลินรั่วซีปฏิบัติกับจ้าวหงเยี่ยนในวันนี้แล้วดูเหมือนเธอจะไม่ได้โกหก เขาคิดว่าเธอคนนี้ช่างมีจิตใจที่น่ากลัวมากกว่าที่เขาคาดเอาไว้ซะอีก

            จ้าวหงเยี่ยนนั้นเป็นเช่นเดียวกับพนักงานหญิงคนอื่นๆเธอชื่นชอบในตัวหลินรั่วซีมาก ได้ยินว่าหล่อนเป็นไอดอลของเธอ เธอจดจำชื่อ หน้าตาและประวัติของหล่อนได้ นั่นทำให้หล่อนเป็นเหมือนนกน้อยที่ร่าเริง อารมณ์หดหู่เมื่อครู่นั้นมลายหายไปจนสิ้น

            “ฉันไม่เคยคิดว่าบอสหลินรู้เรื่องของพนักงานที่ไม่สำคัญเช่นฉัน...”

            “ก็เธอค่อนข้างจะพิเศษไงอันที่จริงฉันเคยเห็นเธอก่อนที่เธอจะเข้ามาในบริษัทนี้เสียอีก” รั่วซีกล่าว

            “ก่อนเข้าบริษัทงั้นเหรอคะ?”

            หลินรั่วซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เมื่อก่อนพ่อของเธอคุณจ้าวทำขนมข้าวปั้นได้อร่อยมาก ฉันมักจะแวะซื้อตลอด”

            จ้าวหงเยี่ยนเข้าใจในทันทีแต่เธอก็ยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ “บอสหลินคะ… คุณชอบกินขนมข้าวปั้นเหรอคะ?”

            เธอคิดไม่ถึงว่าซีอีโอผู้มีภาพลักษณ์ที่สุภาพและสง่างามจะมาเพลิดเพลินกับการรับประทานขนมเล็กๆ น้อยๆ แบบนั้น

            “ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของร้านขนมข้าวปั้นนั่นใช่มั้ย?”หยางเฉินถามด้วยความประหลาดใจ

            จ้าวหงเยี่ยนพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจดังที่เธอกล่าวว่า “ร้านขนมเรามีมาหลายชั่วอายุคนซึ่งรักษารสชาติที่แท้จริงเอาไว้ และร้านของเราก็มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก”

            “คุณจ้าวเขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญในพิธีการชงชาแบบดั้งเดิมอีกด้วยฉันเคยดื่มชาหวงซานเฟิง และชาปี้หลัวที่เขาชงเทคนิคและทักษะของเขาเป็นพิธีชงชาแบบดั้งเดิม ที่แทบจะเลือนหายไปแล้ว และมันได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ประเทศญี่ปุ่นน่าเสียดายที่ทุกวันนี้ คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจพิธีการชงชาจีนกันแล้วและก็ไม่เข้าใจคุณค่าของพิธีการชงชาแท้ๆ ด้วย” หลินรั่วซีกล่าวด้วยความชื่นชม

            ท่าทางของจ้าวหงเยี่ยนเริ่มเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นมากขึ้น "ไม่อยากจะเชื่อว่าบอสหลินรู้เรื่องราวของฉันอีกทั้งยังรู้จักพ่อของฉันอย่างดีด้วย..."

            "นั่นเป็นเพราะเมื่อหลายปีก่อนสมัยที่ฉันยังเรียนอยู่มัธยม โรงเรียนมัธยมของฉันอยู่ใกล้กับร้านของพ่อเธอและฉันก็ไปซื้อขนมจากร้านของเขาบ่อยๆ หลังจากคุ้นเคยกับพ่อของเธอแล้วเขาก็เริ่มสอนการชงชากับฉัน บางครั้งฉันก็สังเกตเห็นว่าเธอช่วยเขาอยู่หน้าร้านมาคิดดูแล้วเธอแก่กว่าฉันสองปี แน่นอนว่าตอนนั้นเธอมองข้ามฉันไปแต่ฉันจำได้เสมอว่าร้านค้าของพ่อเธอเป็นอย่างไรฉันรู้สึกว่าครอบครัวของเธอโชคดีเอามากๆ มีทั้งพ่อ แม่ ลูกสาว และน้องชายของคุณทั้งหมดต่างช่วยกันทำมาหากินในร้านของครอบครัว อย่างขยันขันแข็ง" หลินรั่วซีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและชัดเจน

            จ้าวหงเยี่ยนนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตเธอยิ้มขึ้นอย่างเงียบๆ

            "ใช่แล้วค่ะตอนที่ฉันยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยฉันมักจะกลับมาช่วยพ่อขายขนมอยู่หน้าร้านเมื่อมีเวลาว่าง ต่อมาเมื่อฉันเริ่มทำงานฉันจึงไม่มีเวลากลับไปที่นั่นมากนักอันที่จริงตอนนั้นฉันโกรธพ่อมาก ฉันไม่รู้วิธีทำขนมแต่เขากลับบังคับให้ฉันเรียนรู้และทำมัน แต่ในยามนี้ฉันกลับคิดถึงมันเหลือเกิน"

            เมื่อทั้งสองแลกเปลี่ยนคำพูดกันหยางเฉินไม่อาจทำอย่างไรได้ เขารู้สึกชื่นชมทักษะการสนทนาของหลินรั่วซีเห็นได้ชัดว่าจ้าวหงเยี่ยนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากและนั่นทำให้เธอพูดคุยได้อย่างเต็มที่

            "แล้วคุณจ้าว สบายดีมั้ย?"หลินรั่วซีเอ่ยถาม

            ใบหน้าของจ้าวหงเยี่ยนเศร้าโศกลงทันทีเธอฝืนยิ้มพร้อมกล่าวว่า "คุณพ่อสุขภาพไม่ค่อยดีนักเขาเข้าโรงพยาบาลไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา"

            "โรงพยาบาล?" หลินรั่วซีครุ่นคิดสักพัก ก่อนเอ่ยถามว่า "เธอบอกรายละเอียดให้ฉันฟังได้ไหมฉันไม่ได้เจอเขามานานมากแล้ว "

            จ้าวหงเยี่ยนหยิบถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบสองอึกจากนั้นกล่าวต่อว่า "พ่อของฉันตรวจพบว่ามีอาการไตล้มเหลวและต้องเข้ารักษาไตอย่างต่อเนื่องเพราะเหตุนั้นธุรกิจของครอบครัวจึงตกอยู่ในมือของน้องชายของฉันและมันก็ไม่ค่อยดีนัก"

            "ฉันขอโทษ" หลินรั่วซีกล่าวขอโทษ และหันมามองที่หยางเฉิน

            เมื่อสังเกตเห็นสายตาที่เธอมองมาหยางเฉินก็ผายมือออกเป็นนัยว่าเขาไม่ได้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้

            หลังจากที่คิดอะไรบางอย่าง หลินรั่วซีก็ถามขึ้นว่า “หงเยี่ยน คนที่อยู่ชั้นล่างที่มากับเธอวันนี้คือสามีของเธอใช่หรือเปล่า?”

            “ใช่ค่ะ” หงเยี่ยนพยักหน้าอย่างเศร้าๆ

            “ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น?”

            จ้าวหงเยี่ยนถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มแล้วอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นที่บาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเธอยังคงถูกหยูฮุยรังแกอยู่เรื่อยๆ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความผิดของเธอก็ตาม

            เมื่อหลินรั่วซีได้ยินเรื่องราวดังนั้นเธอถามหยางเฉินว่า “หยางเฉินเกิดอะไรขึ้น?”

            หยางเฉินพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับคำถามที่เธอส่งมา

            “เพราะเหตุใดนายจึงจูบหงเยี่ยน?”หลินรั่วซีถามขึ้นอีกครั้ง และดูเหมือนมันเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะพูดคำว่า'จูบ' ออกมา

            “เอ่อ...” หยางเฉินพูดไม่ออกในขณะที่จ้าวหงเยี่ยนเองก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึงเช่นกัน

            เธอรู้สึกว่าใบหน้าสวยคมของเธอในยามนี้กำลังถูกเผาไหม้จากภายในแต่ในขณะเดียวกันเธอก็หวังที่จะได้รับคำตอบจากหยางเฉิน

            สายตาของหลินรั่วซีแข็งกร้าวเย็นชาดั่งมีดที่ใช้ผ่าตัดควักหัวใจมนุษย์ออกมา เช่นเดียวกับที่เธอพูดกับหยางเฉินว่า

            “อย่าโกหกฉัน”

            เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการทำงานหรือชีวิตส่วนตัวแต่หยางเฉินได้จูบจ้าวหงเยี่ยนต่อหน้าสาธารณชนไปแล้ว สิ่งนี้ทำให้หลินรั่วซีไม่พอใจเป็นอย่างมากแต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ และแสดงให้เห็นว่าเธอรู้สึกอย่างไร

            หยางเฉินหัวเราะแห้งๆ พลางกล่าวว่า

            “ชายคนที่แซ่หยูนั่น เขายืนยันที่จะให้ผมยอมรับว่า‘ผมมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับภรรยาของเขา’ และเมื่อผมบอกว่าผมไม่ได้มีอะไรกับภรรยาของเขาเลยเขาก็ไม่เชื่อ ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะยกผู้หญิงของเขาให้ผม ถ้าผมไม่รับเอาไว้มันจะทำให้จ้าวหงเยี่ยนเสียความมั่นใจ และเจ็บปวดเอาได้ ใช่มั้ยล่ะ?"

            “นายก็เลยจูบเธองั้นสินะคิดบ้างมั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น หลังจากที่ทุกคนเห็นเธอสองคนจูบกัน!?”หลินรั่วซีแทบจะเป็นบ้า ผู้ชายคนนี้เอาแต่ใช้เหตุผลบ้าๆ นี่อีกแล้ว!

            หยางเฉินมองไปทางจ้าวหงเยี่ยนที่อยู่ข้างๆ เขาซึ่งใบหน้าของเธอดูคล้ายกับแอปเปิลสุกผลใหญ่เลยทีเดียว

            “ผมจะทำอะไรได้? สามีของเธอบอกว่าไม่ต้องการเธอแล้วผมคงไม่สามารถพูดได้ว่าผมเองก็ไม่ต้องการเธอเหมือนกัน จริงมั้ยครับ?”

            “นาย...” ความโกรธของหลินรั่วซีที่ถูกสะสมอยู่ภายในเกือบจะปะทุออกมา

            หยางเฉินพูดอย่างหยาบคายว่า “สำหรับบอสหลินที่ดูเป็นกังวลมากเกี่ยวกับชีวิตรักของผมจนผมรู้สึกตื้นตันสำหรับความเมตตากรุณาของคุณ ในนามของภรรยาผมขอขอบคุณสำหรับความเอื้ออาทรของคุณครับ บอสหลิน”

            เขาตั้งใจ! เขาตั้งใจทำให้ฉันโกรธ!

            หลินรั่วซีแอบกำหมัดแน่นจนสั่นถ้าจ้าวหงเยี่ยนไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยแล้ว เธอก็อยากจะหยิบของสักชิ้นบนโต๊ะขึ้นมาทุบหัวของชายคนนี้เสียเหลือเหลือเกิน!

            “หยางเฉินอย่าพูดแบบนั้นกับบอสหลินนะ เธอเป็นห่วงพวกเรา” จ้าวหงเยี่ยนกล่าวตักเตือนและหันกลับไปมองที่รั่วซีด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน “บอสหลินคะฉันคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็น ความผิดของฉันเอง ฉันไม่ควรไปที่บาร์นั่นเลยนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันโกหกสามี เรื่องวุ่นวายเหล่านี้มันถึงได้เกิดขึ้น”

            หยางเฉินเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจว่า “ผมสงสัยว่าทำไมคุณถึงไม่บอกออกไปให้ชัดเจนว่า คุณไปบาร์กับเพื่อนร่วมงานของคุณล่ะ?”

            จ้าวหงเยี่ยนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นว่า “ในวันนี้คุณก็คงเห็นแล้วว่าหยูกวงเป็นคนหัวโบราณและตรงไปตรงมา ในสายตาเขาสิ่งที่เกลียดที่สุดคือพวก บาร์ ไนต์คลับและร้านคาราโอเกะซึ่งคนในตระกูลหยูนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวตามสถานที่เหล่านั้น”

            “น้องชายของเขาก็ไปที่นั่นด้วยไม่ใช่หรือไง?”หยางเฉินยักคิ้วขึ้น

            จ้าวหงเยี่ยนเผยรอยยิ้มเศร้า “หยูฮุยเป็นน้องชายของเขาในขณะที่ฉันเป็นผู้หญิงที่แต่งเข้ามา จากสายตาของคนในตระกูลแล้วฉันเป็นแค่คนนอกที่ยากจน เป็นลูกของคนขายขนมธรรมดาเท่านั้นสำหรับพวกเขาที่ให้ฉันไปเป็นลูกสะใภ้ นั่นก็เป็นความเมตตาต่อฉันมากแล้วแล้วพวกเขาจะยอมให้ฉันไปที่บาร์ได้ยังไง?”

            หยางเฉินไม่อาจทำอย่างไรได้เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างไร้สาระยิ่ง

            “ไม่อยากจะเชื่อจริงๆว่ายังมีคนแบบนี้อยู่บนโลกมันรู้สึกเหมือนเราได้กลับไปยังสังคมที่กำหนดศักดินายังไงยังงั้นเลย”

            “ใช่ หลังจากแต่งงานกับเขาฉันพบว่ามันยากที่จะทนอยู่กับความหัวโบราณของเขา ทุกครั้งที่ฉันกลับถึงบ้านฉันรู้สึกเหมือนบรรยากาศมันหน่วงๆ และหายใจอย่างยากลำบากตลอดทั้งปีที่ผ่านมาแล้วฉันยังรู้สึกกลัวทุกครั้งที่กลับบ้าน ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้และที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ของฉัน” จ้าวหงเยี่ยนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

            “แต่ทำไมคุณยังแต่งงานกับเขาล่ะ?”

            หลินรั่วซีกลอกตามองบนใส่หยางเฉิน “เพื่อพ่อเธอใช่มั้ย? ฉันรู้มาว่าการฟอกไตนั้นมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยเลย”

            จ้าวหงเยี่ยนพยักหน้าอย่างขมขื่น แล้วพูดต่อว่า “ใช่แล้วค่ะพ่อของฉันกับพ่อของหยูกวงเป็นเพื่อนกัน”

            “เมื่อพ่อของฉันเข้าโรงพยาบาลแม้ประกันจะจ่ายให้แล้วก็ตาม แต่มันก็ยังไม่เพียงพอแม่ของหยูกวงเองก็อยากให้ฉันเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลเธอด้วย…บางทีอาจเป็นเพราะตระกูลอื่นๆ ไม่เต็มใจที่จะยกลูกสาวให้แต่งงานกับหยูกวงก็เป็นได้และพวกเขาก็ไม่เต็มใจรับคนที่ไม่สวยพอ ท้ายที่สุดพวกเขาก็เลือกฉัน และสัญญาว่าจะจ่ายเงินมากกว่าครึ่งเพื่อช่วยค่ารักษาของพ่อฉัน”ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังดูเรียบง่ายแต่น่าเศร้าที่สาวสวยต้องมาแต่งงานกับชายชราเพื่อหาเงินมารักษาพ่อของตนเอง

            “เธอรักเขาหรือเปล่า?” จู่ๆ หลินรั่วซีก็ถามขึ้นมา

            จ้าวหงเยี่ยนตกตะลึงเล็กน้อยแล้วคิดถึงคนที่ทำให้มีรอยยิ้มที่แสนสุข และพูดขึ้นว่า “บอสหลินคะระหว่างหยูกวงกับฉันเราไม่ได้รักกันเลยค่ะแล้วก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเราก่อนที่ฉันจะแต่งงานกับเขา ฉันไม่เข้าใจเขาและเขาก็ไม่ไว้ใจฉัน ฉันจะรักเขาได้อย่างไร?”

            งานแต่งที่ปราศจากความรักเหรอ?

            หลินรั่วซีมองไปทางหยางเฉินขณะที่หยางเฉินกำลังมองกลับไปที่เธอ หัวใจของหลินรั่วซีเต้นเร็วมากขึ้นและเธอรีบหันไปถามหงเยี่ยนว่า “เธอวางแผนจะทำอะไรต่อไป?”

            จ้าวหงเยี่ยนส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จริงๆ แล้วฉันคิดที่จะหย่ากับหยูกวงอยู่นานแล้ว โลกของเราสองคนมันต่างกันเกินไป”

            “แล้วอาการป่วยของพ่อเธอล่ะ?”หลินรั่วซีถาม

            จ้าวหงเยี่ยนกัดริมฝีปากแน่นแล้วพูดขึ้นว่า “ฉันได้พูดคุยเรื่องนี้กับน้องชายแล้วเราได้จำนองร้าน และกู้เงินจากธนาคาร เราน่าจะได้เงินหลายแสนอยู่และมันก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะฟอกไตให้พ่อ”

            “จะทำยังไงถ้าฉันบอกว่าฉันจะจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้เธอห้าปีและอยากให้เธอทำงานที่นี่ไปอีกสิบปี เธอจะยอมมั้ย?” หลินรั่วซีถาม

            จ้าวหงเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วดวงตาที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาของเธอเต็มไปด้วยประกายของความประหลาดใจ และความเหลือเชื่อ “บอสหลิน… คุณกำลังจะบอกว่า…”

            หลินรั่วซีหันมองไปรอบๆจากนั้นก็แตะที่ปุ่มสีแดงขนาดใหญ่บนโต๊ะของเธอ และพูดใส่ไมโครโฟนว่า

            “อู๋เยวี่ย เข้ามานี่หน่อย"

    คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน