“ก็ไม่เชิง”
บ่าวพึมพำเล็กน้อย จากนั้นเงยหน้าและกล่าวว่า “คำพูดเดิมของนายท่าน คือห้ามคนตระกูลหลิวและคนตระกูลอันเข้าไปข้างใน”
ดูเหมือนว่าชุยต้าเหนียนจะจัดประเภทให้ตระกูลหลิวเป็นศัตรูไปเสียแล้ว และได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับอันเยว่
ส่วนตระกูลอันนั้นไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่ชุยต้าเหนียนไปที่บ้านเพราะต้องการตัวซูจือฉือ อันเยว่กับนางก็แตกหักกันอย่างเปิดเผย ไม่มีใครยอมใคร
ส่วนหลิวฟาง คงเพราะเรื่องที่นอกร้านลี่เจี๋ยเมื่อครั้งก่อน พลอยทำให้ชุยต้าเหนียนรู้สึกเกลียดชังหลิวฟาง
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าไปรายงานทีว่าข้าอันเยว่มาเยี่ยม และต้องการคุยเรื่องแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุย”
เมื่อบ่าวได้ยินคำว่าแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยสีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไป ดวงตาขนาดเท่ากระดิ่งทองแดงกับใบหน้าขาวซีดของนางดูน่าสนใจมาก
“เอ่อ…จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เมื่อเห็นนางวิ่งหน้าตั้งเข้าไปก็รู้แล้วว่าการเอ่ยถึงแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยนั้น สามารถเข้าถึงหัวใจของใครหลายคนได้เช่นกัน
มีใครไม่รู้บ้างว่าแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยเห็นชุยต้าเหนียนเติบโตมาตั้งแต่เล็ก และยิ่งเป็นคนสนิทที่มารดาของชุยต้าเหนียนทิ้งไว้ให้นาง
ยามนี้อีกฝ่ายกลับถูกอันเยว่ส่งเข้าคุก นางย่อมปฏิบัติกับอันเยว่ราวกับศัตรูเก่าเป็นธรรมดา
“จือฉือ เราไปรอในที่ร่มสักครู่ อย่าปล่อยให้แสงแดดทำร้ายเจ้า”
ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งก้านธูป บ่าวก็วิ่งออกมาจากข้างในอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นอันเยว่และคนอื่น ๆ ยังรออยู่ที่ประตูทางเข้า นางก็รีบตบหน้าอก และเปลี่ยนท่าทีเป็นโค้งคำนับด้วยความเคารพ
“นายท่านของเราเชิญพวกท่านเข้าไปข้างในเจ้าค่ะ”
“เจ้าได้ยินชัดเจนแล้วใช่ไหมว่านางเชิญเราจริง ๆ?”
อันเยว่ไม่เร่งรีบและเอ่ยถามอย่างช้า ๆ
“ไม่ผิด นายท่านของเราเชิญพวกท่านเข้าไปนั่งเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นบ่าวมีท่าทีกระวนกระวาย เกรงว่าคำพูดเดิมของชุยต้าเหนียนคงจะรีบด่วนกว่านั้น บ่าวคนนี้กลัวว่าจะทำพลาด เหงื่อของนางจึงไหลลงมาตามแก้ม
เมื่อเข้ามาในบ้านตระกูลชุย ต่อให้ไม่มีบ่าวนำทางอยู่ข้างหน้า อันเยว่ก็รู้ที่ตั้งของห้องชุยต้าเหนียน นางเหลือก็แค่พักอยู่ที่นี่เป็นเวลานานเท่านั้น เพราะนางมาที่นี่แทบทุกวัน
เมื่อมาถึงนอกประตูห้องอย่างชำนาญทาง บ่าวก็รีบยืนอย่างเป็นระเบียบและทำท่าเชื้อเชิญไปที่ประตู
“นายท่านของเรากำลังรอพวกท่านอยู่ในห้องเจ้าค่ะ”
“นางบอกว่าเชิญเรา กลับไม่ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง ถึงขนาดไม่ยอมเดินออกมาจากประตู นี่ไม่ทำเกินไปหน่อยหรือ?”
ยามนี้หลิวฟางกลับเอ่ยอะไรบ้างแล้ว เมื่อครู่ตอนอยู่ที่ตระกูลอัน ทำเหมือนว่าคนที่ไม่ยอมมาบ้านชุยต้าเหนียนไม่ใช่นางอย่างไรอย่างนั้น
อันเยว่ได้แต่ยิ้ม ทว่าไม่เอ่ยอะไรแม้สักครึ่งคำ นางกลับอยากรู้ว่าชุยต้าเหนียนมีแผนอะไรอยู่ในใจกันแน่
ความจริง ที่นางมาบ้านตระกูลชุยวันนี้ ก็แค่ต้องการจัดการปัญหาบางอย่างที่ติดค้างในอดีต เช่นนี้ถึงจะช่วยด้านพัฒนาการของอันเยว่ได้
มิเช่นนั้น ในเมืองฮวาตูขนาดเท่าฝ่ามือแห่งนี้ หากเกิดขัดแย้งกับคนที่มีอำนาจของที่นี่จริง ชีวิตในวันหน้าคงไม่ดีขนาดนั้น
“นายท่าน…เชิญพวกท่านเข้าไปเจ้าค่ะ”
บ่าวมีท่าทีกระอึกกระอัก หลิวฟางเห็นแล้วรู้สึกโมโหในใจ และเกือบพุ่งเข้าใส่บ่าวคนนั้น โชคดีที่อันเยว่ยื่นมือออกไปห้ามทันเวลา
“รบกวนเจ้าแล้ว พวกเราเข้าไปเองได้”
“เหตุใดถึงปล่อยนางไปเช่นนี้? และตกลงเกิดอะไรขึ้นกับชุยต้าเหนียนกันแน่? หรือที่เรามาที่นี่วันนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการสั่งสอนบทเรียนให้แก่นาง?”
อันเยว่ส่ายศีรษะเบา ๆ “สั่งสอนแล้วได้อะไร ที่เรามาวันนี้ก็เพื่อแก้ปัญหา”
“ปัญหา?”
อันเยว่ไม่ได้อธิบายต่อ แต่กลับพาทั้งสองคนเข้าไปในห้อง ทันทีที่เข้าไปข้างในก็ได้กลิ่นสมุนไพรจีนโชยมา
นางอดกลั้นหายใจไม่ได้
“หากพวกเจ้าต้องการมาหัวเราะเยาะข้าก็เชิญตามสบาย”
เสียงอ่อนแรงนี้ อันเยว่มองตามเสียงก็พบว่าสตรีที่แต่เดิมมีน้ำหนักตัวกว่าหนึ่งร้อยหกเจ็ดสิบจินคนนั้น ยามนี้กลับผ่ายผอมลงมาก และดูแก่ขึ้นเยอะ
ยามนี้นอนอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง เห็นแล้วก็นึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก
“เราไม่เจอหน้ากันไม่กี่วัน เจ้าก็ป่วยแล้วหรือ?”
อันเยว่เข็นรถเข็นไปหาอีกฝ่ายด้วยตัวเอง กลับถูกซูจือฉือจับไว้และไม่ยอมให้นางเข้าไปใกล้
“ไม่รู้ว่านางเป็นอะไรกันแน่ เราควรระวังไว้สักหน่อยดีกว่า”
มีเพียงอันเยว่เท่านั้นที่ได้ยินเสียงนี้ ทว่า หากเขาไม่ห่วงใยนางจริง ๆ เขาจะพูดกับนางเช่นนี้ได้อย่างไร?
อันเยว่เอียงศีรษะมองซูจือฉือ เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างที่งดงามของเขา แต่ไม่เห็นถึงอารมณ์ใด ๆ ของเขา
“ไม่เป็นไร เราเข้าไปใกล้อีกหน่อยเถอะ”
ทันทีที่อันเยว่พูดจบก็เห็นหลิวฟางเดินตรงไปที่ข้างเตียงชุยต้าเหนียน และลากเก้าอี้มานั่งอย่างไม่มีความเกรงใจเลยสักนิด
“ตกลงเจ้าเป็นอะไรกันแน่? เหตุใดต้องนอนอยู่บนเตียง? ตะวันโด่งฟ้าแล้ว ไม่สิ ไม่รู้ว่าผ่านไปแล้วกี่ตะวัน นี่ก็ใกล้เวลาอาหารกลางวัน เจ้ากลับต้อนรับแขกแบบนี้น่ะหรือ?”
หลิวฟางกล่าวออกมาเป็นชุด ทำจนอันเยว่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเล็กน้อย
ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ของนาง นางจึงคิดว่าชุยต้าเหนียนนอนตื่นสาย นี่นางไม่เห็นสีหน้าเหลืองอ๋อยของชุยต้าเหนียนหรืออย่างไร?
“เจ้า…”
เดิมที สถานะของชุยต้าเหนียนในฮวาตูถือได้เช่นกันว่าเป็นบุคคลชั้นนำ เมื่อถูกหลิวฟางชี้หน้าหมิ่นเกียรติเช่นนี้ นางก็แทบกระอักเลือด
“ข้าทำไม? ข้าเป็นคนขยันที่ตื่นเช้า ไม่เหมือนเจ้า เอาแต่นอนอยู่ที่นี่ และสั่งบ่าวไพร่ให้พาเราเดินไปเดินมาเสียอย่างนั้น”
หากปล่อยให้หลิวฟางพูดต่อ เกรงว่าอันเยว่คงไม่สามารถคุยเรื่องอื่นได้ เมื่อซูจือฉือเข็นนางมาถึงข้างเตียง นางจึงค่อย ๆ เอ่ย “ป่วยหรือ?”
“แล้วอย่างไรเล่า?”
ชุยต้าเหนียนตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นเอียงหน้ามองทั้งสองคน
เดิมระยะของโรคยืดเยื้อมานานกว่าสองเดือน ต้นเหตุก็เพราะสองคนนี้ เกรงว่าอาการของนางคงไม่ดีขึ้นเสียแล้ว
“หากหมอรักษาเจ้าไม่ได้ ก็เปลี่ยนหมอสิ ความสามารถย่อมมีเฉพาะทาง เรื่องเจ็บป่วยก็มีทั้งชำนาญและไม่ชำนาญต่างกันไป บางทีการเปลี่ยนหมออาจทำให้เจ้าหายเร็วขึ้น”
อันเยว่พูดออกมาจากใจ ชุยต้าเหนียนหันกลับมาทันทีและพินิจอันเยว่อย่างเคลือบแคลง
“เจ้ามีใจมาบอกสิ่งนี้กับข้าด้วยหรือ? หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้า ข้าจะล้มป่วยเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ชุยต้าเหนียนกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง และตะคอกใส่อันเยว่
“ถ้าเช่นนั้นอยากให้ข้าบอกทีละเรื่องไหมล่ะ?”
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นในห้อง ชุยต้าเหนียนเหงื่อแตกพลั่กทันที แต่นางไม่คิดว่าตัวเองทำผิดอะไร อีกทั้งตั้งศีรษะตรงเพื่อรอให้อันเยว่พูดต่อ
“ไหนเจ้าลองบอกมา”
“ได้ เจ้าชุยต้าเหนียนมาที่บ้านข้าเพราะต้องการตัวซื่อหลางจวินของข้า ข้าไม่ให้ เจ้าก็เลยสร้างปัญหาให้ข้า นี่มันไม่น่าขำหรอกหรือ?”
“เจ้า…”
“ต่อมา เมื่อเจ้าเห็นว่าการค้าของครอบครัวข้ารุ่งเรืองจึงมาก่อเรื่อง หรือว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของตระกูลชุย?”
“ข้า…”
“ข้าร่วมมือกับตระกูลหลิวค้าขายสบู่ แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยกลับพาคนมาวางเพลิงร้านของข้า หรือว่าไม่จริง?”
หลังจากการสอบสวนของอันเยว่ สายตาของชุยต้าเหนียนก็หม่นลงเล็กน้อย เมื่อนางเงยหน้าอีกครั้งก็ถลึงตามองอันเยว่ด้วยโทสะ คล้ายกับว่านางมีความโกรธที่ไม่สามารถพูดออกมา