เวลานี้ที่สนามประลอง เหล่าผู้ชมทั้งหลายต่างก็พูดคุยกันถึงกองกำลังลึกลับด้วยความสนใจ
ในฐานะกองกำลังที่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนแต่มีกึ่งเซียนมากกว่าสิบคน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาซ่อนตัวได้ลึกมากจริงๆ ราวกับว่าพวกเขาเป็นกองกำลังที่ซ่อนตัวจากโลก
สนามประลองแม้ว่าจะมีขนาดใหญ่แต่ก็ยังเล็กสำหรับกึ่งเซียนอยู่ดี ซึ่งสนามประลองนี้มีลักษณ์เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาดกว้างถึงสองลี้กว่า รอบมีที่นั่งกว่าห้าล้านคน ส่วนคนที่ไม่ได้นั่งที่นั่งก็ปีนขึ้นบนกำแพงของสนามประลองเพื่อรับชมการต่อสู้
แน่นอนว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ไม่สามารถพลาดได้ ทำให้ทางนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนไม่ได้ว่าอะไรกับพวกที่ปีนกำแพง
สำหรับที่นั่งพิเศษก็ตกเป็นของตระกูลหนานและนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน
เวลานี้ยอดฝีมือระดับสูงไม่ว่าจะเป็นบรรพชน เจ้านิกายรวมไปถึงผู้อาวุโสหลักทุกคนที่แทบจะไม่เคยเห็นหน้า ตอนนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันที่ลานประลองแล้ว ถึงอย่างไรการต่อสู้ของกึ่งเซียนก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรพลาดแถมอย่างน้อยๆก็จะได้ดูการต่อสู้ของกึ่งเซียนของตระกูลหนานอีกด้วย
แม้ว่ากึ่งเซียของตระกูลหนานอย่างเหมาเหลียงฮุยจะบอกว่าตัวเองเป็นกึ่งเซียนที่อ่อนแออันดับท้ายๆของกึ่งเซียนทั้งหมดของตระกูลหนาน แต่กึ่งเซียนก็คือกึ่งเซียน พวกเขาก็ยังสามารถสังหารมหาเทพยุทธ์ได้อย่างสบายๆ
ตอนนี้กึ่งเซียนของตระกูลหนานและนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนยืนอยู่ตามจุดต่างๆของสนามประลอง พวกเขารับหน้าที่ในการต้านทานพลังการต่อสู้ของกึ่งเซียนบนสนามประลองไม่ให้ไปโดนเหล่าผู้ชม
ถึงอย่างไรการต่อสู้ของกึ่งเซียนก็คือกึ่งเซียน ไม่สามารถให้มหาเทพยุทธ์มาต้านพลังได้ เพราะฉะนั้นแล้วอย่างน้อยๆก็ต้องให้กึ่งเซียนเป็นฝ่ายต้านทานพลังเหล่านั้นให้
บนสนามประลอง
เหมาเหลียงฮุยและอี้หรู่จ้าวยืนอยู่ห่างกันนับร้อยจั้ง
อี้หรู่จ้าวถือดาบยาว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังและมุ่งมั่น กลิ่นอายของกึ่งเซียนระเบิดขึ้นในคราวเดียวทำให้ค่ายกลป้องกันถึงกับสั่นสะเทือน โชคดีที่กึ่งเซียนหลายคนที่อยู่รอบๆใส่พลังของพวกเขาลงไปในค่ายกลป้องกันทำให้ค่ายกลป้องกันสามารถรับพลังของอี้หรู่จ้าวได้
ส่วนทางฝั่งของเหมาเหลียงฮุย เขายืนอยู่เฉยๆพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเขาถือกงจักรสองอัน เขาไม่ได้ระเบิดพลังเหมือนกับอี้หรู่จ้าว เขาเพียงแค่ยืินอยู่เฉยๆเท่านั้น
ตรงกลางของสนามประลองก็มีกึ่งเซียนของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนยืนอยู่ เขารับหน้าที่เป็นกรรมการในการแข่งขันครั้งนี้
“ ทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม? ” บรรพชนฉุยเช่อถามขึ้น
อี้หรู่จ้าวและเหมาเหลียงฮุยต่างก็พยักหน้ารับเป็นเชิงคำตอบ
“ ในเมื่อทั้งสองคนพร้อมแล้ว เช่นนั้นก็…เริ่มการประลองได้ ” สิ้นเสียงของบรรพชนฉุยเช่อ เขาก็หายตัวไปจากสนามประลองทันที
“ ดาบมังกรเพลิงคราม ” อี้หรู่จ้าวคำรามขึ้นทันที
จากนั้นมังกรเพลิงครามขนาดใหญ่กว่าร้อยจั้งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของอี้หรู่จ้าวและพุ่งใส่เหมาเหลียงฮุยทันที
ทักษะดาบมังกรเพลิงครามนับว่าเป็นหนึ่งในทักษะที่ทรงพลังที่สุดของอี้หรู่จ้าว เรียกได้ว่าทันทีที่เริ่มการประลองอี้หรู่จ้าวก็ปล่อยทักษะที่ทรงพลังที่สุดทันที
ฉากนี้ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดต่างก็ตื่นเต้นตามไปด้วย แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างจากสนามประลองกว่าสองลี้ แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกถึงคลื่นพลังที่รุนแรงจนทำให้พวกเขาอยากที่จะหนีออกจากที่นี้ไปทันที เรียกได้ว่าสมกับเป็นการโจมตีของกึ่งเซียนจริงๆ
เหล่าผู้ชมทั้งหลายอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นขึ้นมาทันทีกับการเปิดฉากการโจมตีที่รุนแรงแบบนี้
เหมาเหลียงฮุยมองดูมังกรเพลิงครามยักษ์ที่พุ่งเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นเขาก็แค่เหวี่ยงกงจักรหนึ่งอันในมือไปยังมังกรเพลิงครามยังราวกับว่าเป็นเพียงแค่การโจมตีธรรมดาเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทุกๆคนต้องเบิกตากว้างก็คือ มังกรเพลิงครามยักษ์ถูกกงจักรของเหมาเหลียงฮุยตัดขาดจนกลายเป็นซาชิมิแล้ว
“ บ้าน่าการโจมตีที่รุนแรงของอี้หรู่จ้าวถูกทำลายได้ง่ายๆแบบนี้เลยงั้นเรอะ?! ”
“ ทักษะดาบเพลิงมังกรครามเป็นทักษะระดับศักดิิ์สิทธิ์ขั้นสูงเชียวนะ แม้กระทั้งข้าที่เป็นกึ่งเซียนเหมือนกันก็ยังไม่กล้าที่จะรับประกันเลยว่าจะทำลายทักษะนี้ได้ง่ายๆแบบนี้?! ”
“ ดูเหมือนว่ากึ่งเซียนของตระกูลหนานท่านนี้จะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ขนาดเป็นกึ่งเซียนที่อยู่อันดับท้ายๆแล้วก็ตาม ”
เหล่าบรรพชนของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนพูดคุยกันด้วยความตกใจ เพราะพวกเขาก็เป็นกึ่งเซียนถึงได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของอี้หรู่จ้าวและทักษะดาบเพลิงมังกรครามเป็นอย่างดี
แต่ทว่านั้นยังไม่จบเพราะกงจักรของเหมาเหลียงฮุยได้พุ่งใส่อี้หรู่จ้าวด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อมากๆ แม้กระทั้งอี้หรู่จ้าวก็ยังมองแทบไม่ทัน
“ บ้าเอ้ย! ” อี้หรู่จ้าวอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา เพราะเขาเห็นเพียงแค่เงารางๆของกงจักรเท่านั้น
“ ทำลาย! ” อี้หรู่จ้าวชี้ดาบไปยังกงจักรที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับใช้ทักษะดาบมังกรเพลิงครามอีกครั้งหนึ่ง
เพียงแต่อี้หรู่จ้าวและคนอื่นๆก็ต้องตกใจอีกครั้งเพราะทักษะดาบมังกรเพลิงครามก็ยังถูกทำลายได้ง่ายๆเหมือนเดิม
“ บัดซบ เจ้าสารเลวนั้นใช้ทักษะอะไรกันแน่ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้น?! ” อี้หรู่จ้าวอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา เพราะเขาคงนึกไม่ถึงอย่างแน่นอนว่ากงจักรที่เหมาเหลียงฮุยใช้เป็นถึงอาวุธเซียน การโจมตีของอี้หรู่จ้าวย่อมไม่สามารถหยุดยั้งกงจักรของได้
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำลายกงจักรของเหมาเหลียงฮุยได้ อี้หรู่จ้าวจึงวางแผนที่จะจัดการกับเหมาเหลียงฮุยแทน เพราะถ้าหากเขาเอาชนะเหมาเหลียงฮุยได้ทุกอย่างก็จบ
อี้หรู่จ้าวระเบิดพลังขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ดาบของตัวเองจนทำให้มันเกิดแสงสีฟ้าครามออกมา
“ ดาบเทพมังกรพลิกนภา! ” อี้หรู่จ้าวกล่าวจบเขาก็วาดดาบไปยังเหมาเหลียงฮุย
ดาบสีน้ำเงินเข้มก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับพุ่งใส่เหมาเหลียงฮุยด้วยความเร็วสูงสุด
เหมาเหลียงฮุยมองดูดาบสีน้ำเงินที่พุ่งเข้ามาด้วยแววตาสบายๆ เขาไม่ได้กังวลด้วยซ้ำ ผิดกับกึ่งเซียนและยอดฝีมือระดับมหาเทพยุทธ์คนอื่นๆที่รู้สึกกดันอย่างมาก เพราะดาบเทพมังกรพลิกนภานับว่าเป็นไม้ตายที่รุนแรงที่สุดของอี้หรู่จ้าวเลยก็ว่าได้
“ เป็นทักษะที่น่าสนใจดีนะแต่น่าเสียดายที่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรข้าได้อยู่ดี ” เหมาเหลียงฮุยยิ้มจางๆก่อนที่จะขว้างกงจักรอีกอันในมือใส่ดาบสีเงินขนาดใหญ่จนมันถูกทำลายลงอีกครั้ง
ก่อนที่เหมาเหลียงฮุยจะหายตัวไปจากสายตาของทุกๆคน
อี้หรู่จ้าวหดสายตาลงทันทีและรีบหาตัวของเหมาเหลียงฮุยให้พบ เพราะการที่ศัตรูหายไปมันจะทำให้เขากลายเป็นเป้าได้ง่ายๆ
ในขณะที่อี้หรู่จ้าวกำลังหาตัวเหมาเหลียงฮุยอยู่นั้น จู่ๆก็มีมือสองข้างมาจับไหล่ของเขาก่อนที่จะบีบอย่างรุนแรงจนทำให้อี้หรู่จ้าวกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
จากนั้นอี้หรู่จ้าวก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่กำลังพุ่งเข้ามา อี้หรู่จ้าวจึงเงยหน้าไปมองและพบว่ากงจักรสองอันกำลังพุ่งมาหาเขาด้วยความเร็ว
ดวงตาของอี้หรู่จ้าวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวทันที เพราะเขารู้ดีว่ากงจักรของเหมาเหลียงฮุยนั้นสามารถสังหารเขาได้เลย เพรราะนี้เป็นสิ่งที่สัญชาตญาณของอี้หรู่จ้าวร้องเตือนออกมา
อี้หรู้จ้าวพยายามที่จะหลบหนีแต่ทว่าก็ทำไม่ได้เพราะเหมาเหลียงฮุยจับไหล่ของเขาอยู่ แถมเขาก็ไม่สามารถสลัดมือของเหมาเหลียงฮุยได้อีกด้วย
“ ข้ายอมแพ้ ” อี้หรู่จ้าวรีบตะโกนขึ้นเพราะเขากลัวว่าถ้าหากช้ากว่านี้จะถูกกงจักรของเหมาเหลียงฮุยผ่าเข้าร่างเสียก่อน
เมื่ออี้หรู่จ้าวประกาศยอมแพ้ เหมาเหลียงฮุยก็ยิ้มอย่างสบายใจก่อนที่จะปล่อยมือออกจากไหล่ทั้งสองข้างของอี้หรู่จ้าวและกล่าวว่า “ อย่าลืมคำสัญญาล่ะ เพราะถ้าหากเจ้ากล้ากลับคำล่ะก็ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะทำลายพรรคเซียนอะไรของเจ้าทิ้ง ”
สิ้นเสียงของเหมาเหลียงฮุย เขาก็โบกมือเบาๆก่อนที่กงจักรทั้งสองอันจะลอยกลับมาที่มือของเขา จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นมยืนอยู่ด้านหลังของหนานหมิงและกล่าวขึ้นว่า “ นายท่าน ข้าน้อยไม่ได้ทำให้ตระกูลหนานเสียชื่อเสียงใช่ไหม ”
หนานหมิงยิ้มและพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจและกล่าวชื่นชมทันที
“ ทำได้ดีมาก ”
ใบหน้าของเหมาเหลียงฮุยเต็มไปด้วยความยินดีขึ้นมา ราวกับว่ารุ่นเยาว์ที่กำลังได้รับคำชมจากอาจารย์ของตัวเอง
ซึ่งนี้ทำให้คนของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและคนอื่นๆประหลาดใจออกมา
ทางฝั่งของอี้หรู่จ้าว หลังจากที่พ่ายแพ้ให้กับเหมาเหลียงฮุย ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเหมาเหลียงฮุยแข็งแกร่งขนาดไหน เพราะตอนที่มือของเหมาเหลียงฮุยบีบไหล่ของเขาอยู่พลังที่แข็งแกร่งก็ทำให้ร่างกายของเขาปั่นป่วนอย่างมหาศาล
ถ้าหากพลังของเหมาเหลียงฮุยอ่อนแอกว่าของอี้หรู่จ้าว พลังของอี้หรู่จ้าวก็จะทำให้พลังของเหมาเหลียงฮุยปั่นป่วนแทน หรือก็คือเทียบกันแล้วพลังของเหมาเหลียงฮุยแข็งแกร่งกว่าของอี้หรู่จ้าวมาก แถมยังมากกว่าหลายเท่าด้วย ราวกับว่าพลังของอี้หรู่จ้าวเป็นเพียงแค่รุ่นเยาว์เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังของเหมาเหลียงฮุย
“ ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งจริงๆ!! ” อี้หรู่จ้าวอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา ดูเหมือนว่าการที่เขาจะพ่ายแพ้ให้กับเหมาเหลียงฮุยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจก็คือพลังของเหมาเหลียงฮุยยังอ่อนแอและอยู่อันดับท้ายๆในหมู่ของกึ่งเซียนของพวกเขา และที่สำคัญคือเขายังรู้อีกว่านี้ยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของเหมาเหลียงฮุยด้วยซ้ำ ถ้าหากเหมาเหลียงฮุยแสดงพลังเต็มที่คงจะเทียบเท่ากับซือเส้าไป่เลยก็ได้
ต้องไม่ลืมว่าซือเส้าไป่คือยอดฝีมือกึ่งเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปหลัวเทียนแล้ว ถ้าหากเหมาเหลียงฮุยยังแข็งแกร่งเท่าๆกับซือเส้าไปแล้วคนอื่นๆล่ะจะแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่
‘ ดูเหมือนว่ากองกำลังลับนี้จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของสงครามในครั้งนี้แถมนี้น่าจะยังเป็นเพียงแค่ยอดเขาเล็กๆของพวกเขาด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่ากองกำลังนี้ห้ามเป็นศัตรูด้วยเด็ดขาด อย่างน้อยๆการไม่ได้เป็นศัตรูก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วสำหรับพวกเรา ’ อี้หรู่จ้าวครุ่นคิดก่อนที่จะมองไปยังหนานหมิงที่นั่งอยู่โดยที่มีกึ่งเซียนยืนอยู่ด้านหลัง ตอนนี้เขาอยากรู้ว่ากองกำลังลับนี้จะแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่
เมื่อการต่อสู้ของกึ่งเซียนจบลง ชื่อเสียงของกองกำลังลึกลับก็พุ่งทะยานขึ้นไปอีก เพราะแม้กระทั้งกึ่งเซียนที่อ่อนแอที่สุดในหมู่ของกึ่งเซียนพวกเขายังสามารถเอาชนะบรรพชนอี้หรู่จ้าวที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานได้ง่ายๆ ตอนนี้กลายเป็นว่ากองกำลังลับนี้ได้ขึ้นแท่นเป็นกองกำลังที่เทียบเคียงกับนิกายศักดิ์สิทธิ์แล้ว
หนานหมิงมองดูผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากก่อนที่จะหันไปมองม่อเสี้ยนและกล่าวขึ้นว่า “ ดูเหมือนว่ากองกำลังของเราจะเป็นจุดสนใจนะ เช่นนั้นไปบอกพวกเขาให้หน่อยว่าพวกเราคือใคร!! ”
ม่อเสี้ยนพยักหน้ารับก่อนที่จะกระโดดลงไปยังกลางสนามประลอง
ด้วยตัวตนและรูปลักษณ์ของม่อเสี้ยนทำให้นางกลายเป็นจุดสนใจของทุกๆคนทันที
“ ช่างเป็นสตรีที่งดงามจริงๆ ”
“ ข้าไม่เคยเห็นสตรีที่งดงามเช่นนี้มาก่อนเลย ”
“ ถ้าหากข้าได้อยู่ใกล้ๆนางตลอดไปก็คงจะดีไม่น้อย ”
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายมองไปที่ม่อเสี้ยนด้วยแววตาหื่นกระหาย
แต่ทันใดนั้นเหล่าสายตาที่หื่นกระหายก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะกลิ่นอายของม่อเสี้ยนระเบิดออกมา ซึ่งก็คือระดับกึ่งเซียน แถมกลิ่นอายของนางยังทำให้กลิ่นเซียนทั้งหลายตกใจอีกด้วย เพราะพลังของนางแข็งแกร่งมาก ซึ่งเพียงแค่คลื่นพลังอย่างเดียวก็สามารถทำให้บรรพชนสูงสุดซือเส้าไป่ถึงกับพลังยุทธ์ปั่นป่วนเลยทีเดียว
เพียงแต่ไม่นานผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดก็ตกอยู่ในมนต์สะกดของม่อเสี้ยน แม้กระทั้งกึ่งเซียนของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเองก็ไม่เว้น ดวงตาของพวกเขามีแสงสีชมพูจางๆ
ทันใดนั้นเองพวกเขาก็ทำตัวเหม่อลอย ราวกับตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง จะมีก็แต่กลุ่มของหนานหมิงและตระกูลหานทั้งหมดที่ไม่ถูกมนต์สะกดของม่อเสี้ยน
“ คุณชายหนานเกิดอะไรขึ้นกันแน่?! ” น้ำเสียงของเซวียนซานเย่วกลายเป็นตกใจและหวาดกลัวขึ้นมา
หนานหมิงหัวเราะเบาๆและกล่าวว่า “ ความสามารถของม่อเสี้ยนคือมนต์สะกด ขอเพียงแค่นางต้องการก็สามารถทำให้ทุกๆคนในที่นี้ถูกนางควบคุมทั้งจิตใจได้อย่างง่ายดาย หรือก็คือในตอนนี้ถ้าหากม่อเสี้ยนต้องการให้พวกเขาตาย พวกเขาก็จะฆ่าตัวตายทันที ”
ดวงตาของเซวียนซานเย่วและเซี่ยเล่ยจีเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ แม้กระทั้งจ้าวเถาป้ายที่อยู่ด้วยก็ต้องตกใจเช่นกัน ความสามารถแบบนี้ถ้าหากถูกใช้งานอย่างชั่วร้ายเกรงว่าทั่วทวีปหลัวเทียนจะต้องวุ่นวายแน่นอน
“ พวกเจ้าก็บันทึกภาพเอาไว้หลังจากนี้ว่าเป็นหลักฐานถึงพลังของม่อเสี้ยนแล้วกัน ” หนานหมิงกล่าวขึ้น เพราะถ้าหากมีหลักฐานก็จะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับทุกๆคนได้
เซวียนซานเย่ว เซี่ยเล่ยจีและจ้าวเถาป้ายก็หยิบเอาหินบันทึกภาพออกมาและบันทึกภาพเอาไว้
จากนั้นม่อเสี้ยนก็สั่งให้ทุกๆคนเต้นรำเพื่อเป็นการบ่งบอกว่าพลังมนต์สะกดของนางใช้ได้ผลจริงๆ
เซวียนซานเย่วและคนอื่นๆถึงกับหลุดขำเมื่อเห็นผู้ฝึกยุทธ์นับล้านคนเต้นแบบมั่วซั่ว แถมคนแก่อายุนับพันปีก็ยังเต้นรำแบบสไตล์ของตัวเอง