คุยกันสักนิด
ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์
ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะ
และไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็กำลังใจให้กับไรท์นะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 22
"เมิ่งจือหลัน เป็เพราะเธอคนเดียวเลย ที่ทำให้ลูกสาวของฉันต้องไปอยู่ที่ค่ายเพื่อปรับทัศนคติแบบนี้” กัวหลินลู่ะโต่อว่าเมิ่งจือหลันในทันที เพราะไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนทหารแดงเ่าั้สักเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็ไม่ยอมที่จะปล่อยตัวลูกสาวของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
“ใช่ๆ เมิ่งจือหลันเธอรีบบอกให้ทหารแดงเ่าั้ปล่อยตัวซูอี้เดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะลงมือทุบตีเธอเดี๋ยวนี้เลย” สิงซูเฟยด่าทอเมิ่งจือหลันออกไปเช่นเดียวกัน เพราะว่าอีกฝ่ายทำให้ลูกสาวของเธอถูกจับกุมตัวไปปรับทัศนคติเช่นเดียวกัน
“หยุดเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นนอกจากสหายทั้งสามคนนี้ ผมจะจับกุมสหายทุกคนที่กล้าก่อเื่ไปปรับทัศนคติพร้อมกันเลย” มู่หยางรู้สึกปวดหัวกับชาวบ้านตรงหน้าเป็อย่างมาก ดังนั้นเขาจึงต้องใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่กล้าก่อเื่ต่อหน้าเขาแบบนี้อีกต่อไป
“ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะ้าให้สหายทุกคนได้ทราบว่าการรายงานเื่ที่ใช่ความจริงจะเป็บทลงโทษยังไง ดังนั้นขอให้สหายทุกคนคิดให้มาก คิดให้เยอะ และตรวจสอบข้อมูลให้ดีซะก่อน ไม่อย่างนั้นสหายก็จะถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติเหมือนกับสหายทั้งสามคนนี้เช่นกัน”
“ในเมื่อหมดเื่แล้ว ผมก็ขอตัวก่อนแล้วกัน”
เมิ่งจือหลันจ้องมองแผ่นหลังของทหารแดงและกลุ่มของกัวซือเยว่ด้วยยแววตาราบเรียบ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะถูกจับตัวไปเพราะเธอก็ตาม แต่ถ้าหากอีกฝ่ายไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายและหาเื่เธอแบบนี้ เื่ราวต่างๆ ก็คงจะไม่จบลงแบบนี้อย่างแน่นอน
แต่ก่อนที่เมิ่งจือหลันจะได้เดินกลับไปยังบ้านของครอบครัวลู่ เสียงของกัวหลินลู่ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน แน่นอนว่านอกจากกัวหลินลู่แล้ว ยังมีมารดาของถานลู่เฟยและหวังซูอี้ที่กำลังด่าทอนางอีกด้วย นอกจากนี้ครอบครัวของอีกฝ่ายก็ยังจ้องมองมาที่นางด้วยแววตาโกรธเคืองเช่นเดียวกัน
“เมิ่งจือหลัน เป็เพราะแกคนเดียวที่ทำให้ลูกสาวของฉันต้องถูกจับกุมตัวไปแบบนี้”
กัวหลินลู่ยกมือขึ้นชี้มาที่เมิ่งจือหลันด้วยความโกรธแค้น จนเธอแทบอยากจะวิ่งเข้าไปกระชากผมของอีกฝ่าย แล้วลงมือตบตีให้หายแค้นดูสักครั้ง แต่เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าหากเธอวิ่งเข้าไปทำร้ายร่างกายของเมิ่งจือหลันแล้วละก็ ครอบครัวลู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็คงจะไม่ปล่อยนางเอาไว้อย่างแน่นอน
“หลินลู่ เธอลืมไปหมดแล้วเหรอว่าเื่ที่เกิดขึ้นมันเริ่มต้นที่ใคร ถ้าหากซือเยว่ไม่ไปแจ้งทหารแดงพวกนั้น แล้วลูกสาวของเธอถูกจับกลุ่มตัวไปได้ยังไง”
จินอวี่ถงอยากจะหัวเราะอีกฝ่ายมาในทันที ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน อีกฝ่ายก็มักจะโทษคนอื่นอยุ่เสมอ โดยที่ไม่เคยมองการกระทำของตัวเองเลย ว่าเื่ที่เกิดขึ้นนั้นเป็ใครที่เริ่มเื่ขึ้นมาก่อน ถึงแม้ว่าเธอจะรู้สึกเสียใจที่อีกฝ่ายต้องแยกจากกับลูกสาว แต่ถ้าหากอีกฝ่ายกล้ารังแกหลานสาวของเธอแบบนี้ จินอวี่ถงก็ไม่คิดที่จะไว้หน้าหรือรามือเช่นเดียวกัน
“แล้วทำไมเมิ่งจือหลันต้องไปอยู่ในจุดที่ตลาดมืดตั้งอยู่ละ ถ้าหากเธอไม่ไปอยู่ที่จุดนั้น แล้วลูกสาวของพวกฉันจะต้องไปรายงานกับทหารแดงได้ยังไง” สิงซูเฟยยังคงไม่ยอมแพ้ เพราะว่าเธอมีลูกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น ในเมื่อหวังซูอี้ลูกสาวของเธอถูกจับไปแบบนี้ แล้วต่อจากนี้สถานะภายในครอบครัวหวังของเธอจะเป็ยังไง ดังนั้นเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างหลุดลอยไป สิงซูเฟยจึงทำได้แค่เพียงโทษทุกสิ่งทุกอย่างไปที่เมิ่งจือหลันเพียงคนเดียว
“นั่นสิ ฉันก็คิดแบบเดียวกันกับพวกเธอ คนดีๆ ที่ไหนจะไปอยู่ในบริเวณที่ตลาดมืดตั้งอยู่ ถ้าหากคนคนไหนไม่ใช่้าเข้าไปซื้อขายสิ่งของในตลาดมืด” ตู้ฟางเยว่ที่รู้สึกอิจฉาเมิ่งจือหลันและครอบครัวลู่มาโดยตลอด ก็ไม่ลืมที่จะกระโจนเข้าไปร่วมวงในทันที
เมิ่งจือหลันอดถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนไม่ได้ เธอไม่คิดเลยว่าหญิงชราในหมู่บ้านเฟิงหยวนเหล่านี้ จะมีบางคนที่ดูเหมือนจะเกินเยียวยาจริงๆ
“แล้วพวกคุณเห็นเหรอว่าฉันไปอยู่ใกล้ตลาดมืด แค่เพราะได้ฟังจากคำบอกเล่าก็พูดออกมาโดยไม่คิดเลยสักนิด อันที่จริงฉันจะพูดหรือไม่พูดมันก็เป็เื่ของฉัน แต่ฉันจะขอชี้แจ้งสักเล็กน้อย ว่านอกจากตลาดมืดที่ตั้งอยู่ตรงนั้นแล้ว มันก็ยังเป็ที่ตั้งของร้านสหกรณ์ ร้านอาหารของรัฐ หรือแม้กระทั่งร้านค้าต่างๆ ที่ทางรัฐบาลอนุญาตให้เปิดขายได้ ดังนั้นถ้าฉันจะไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันผิดตรงไหน”
เมิ่งจือหลันกวาดสายตามองไปที่ครอบครัวของกัวซือเยว่ ถานลู่เฟยและหวังซูอี้อีกครั้ง
“คนที่พวกคุณจะโทษ ควรจะไปโทษกลุ่มของกัวซือเยว่ ที่คิดแต่ว่าฉันเข้าไปตลาดมืด ทั้งๆ ที่ตรงจุดนั้นก็มีร้านค้าอื่นๆ ตั้งอยู่ แต่ทำไมถึงไม่คิดถึงในจุดนี้ หรือถ้าจะให้ฉันพูดความจริงออกมา ก็เพราะว่าพวกเธออยากให้ทหารแดงจับกุมฉันไปนะสิ โดยที่ไม่คิดเลยว่าการใส่ร้ายในครั้งนี้ พวกเขาจะเจอกับจุดจบเสียเอง”
“ใช่ๆ หนูจือหลันพูดถูก ถ้าหากไม่รู้แน่ชัด ก็ไม่ควรที่จะไปรายงานทหารแดงั้แ่แรก เจตนาแบบนี้ใครๆ ก็ดูกันออก ว่าลูกสาวของพวกเธอ้าที่จะเล่นงานหนูจือหลัน” หย่งเถี้ยนอี้ไม่เคยชอบใจกับครอบครัวของคนเหล่านี้ เพราะว่าอีกฝ่ายมักจะนินทาชาวบ้านคนอื่นๆ และในบางครั้งก็มักจะหาเื่ทะเลาะกับชาวบ้านคนอื่นเมื่อต้องไปเก็บผักป่าพร้อมกัน
เมื่อเห็นหลานสาวของเขาต้องถูกคนเ่าั้ด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ลู่เจิ้งชุนก็อดที่จะกวาดสายตามองกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ และแน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมให้หลานสาวของเขาต้องถูกด่าทอไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน
“ฉันขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะ ต่อไปนี้ใครจะไปล่าสัตว์ก็ไปเองแล้วกัน ฉันจะไม่ขอเข้าร่วมถ้าหากมีครอบครัวของคนเ่าั้อยู่ในกลุ่ม”
ลู่เจิ้งชุนไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายแต่อย่างใด เพราะต่อให้เขาต้องไปวางกับดักหรือล่าสัตว์เพียงลำพัง เขาก็เชื่อว่าฝีมือของเขาจะสามารถล่าสัตว์กลับมาให้ครอบครัวได้ทานกันอย่างแน่นอน แต่สำหรับครอบครัวของคนเ่าั้ที่มักจะเกียจคร้าน เขาก็ไม่คิดที่จะให้ความสนใจอีกต่อไป
“ได้ยังไงกัน ลู่เจิ้งชุนนายคิดที่จะเก็บสัตว์ป่าเ่าั้ไว้คนเดียวหรือไง”
“นั่นสิเจิ้งชุน นายทำแบบนี้ได้ยังไงกัน ถึงยังไงพวกเราก็เป็เพื่อนบ้านกันนะ นายจะปล่อยให้ชาวบ้านคนอื่นๆ อดตายเหรอ”
ปัง!
“ในเมื่อพวกเธอเอาแต่โทษว่าเป็ความผิดของเมิ่งจือหลัน ถ้ายังไงก็ไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือลู่เจิ้งชุน พวกเธอคิดว่าคนอื่นเขาจะใจดีให้กับคนที่ด่าทอหลานสาวของเขาหรือยังไงกัน” หานสือฉินะโใส่ชาวบ้านที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหลืออด
“ต่อไปนี้ไม่ต้องรวมตัวกันไปล่าสัตว์ป่าเหมือนเดิมแล้ว บ้านไหนอยากเข้าป่าไปล่าสัตว์ก็ไปได้เลย และถ้าหากนำเนื้อสัตว์มาแบ่งให้กับกองการผลิตแล้ว ผมจะมอบแต้มให้ตามน้ำหนักของเนื้อที่ทางเราได้รับ แต่ถ้าหาก้าเก็บเอาไว้กินเองในครอบครัวก็สามารถทำได้เลย”
“เอาละ หมดเื่ที่จะต้องพูดคุยกันแล้ว แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองได้”
ถึงแม้ว่าหวังตู้ห่าวจะรู้สึกไม่พอใจกับคำประกาศของหัวหน้ากลุ่มการผลิต แต่เขาก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้เช่นกัน นอกจากนี้จากในตอนแรกที่ครอบครัวหวังของเขายังมีส่วนแบ่งจากการเข้าร่วมล่าสัตว์กับครอบครัวอื่นในหมู่บ้าน แต่ในเวลานี้ชิ้นเนื้อเหล่านี้ได้หลุดลอยหายไปหมดแล้ว
หวังตู้ห่าวหันมามองภรรยาของตัวเองด้วยความขุ่นเคือง นอกจากนี้เขายังรู้สึกโกรธลูกสาวไม่ได้เื่ของตัวเองอีกด้วย เพราะถ้าหากอีกฝ่ายไม่เข้าไปหาเื่เมิ่งจือหลันแบบนี้ ส่วนแบ่งของการล่าสัตว์ครอบครัวของเขาก็จะยังคงได้รับมันอยู่
เพียะ!
“สารเลวเอ๊ย ฉันไม่น่ามีเมียที่ไม่ได้เื่อย่างแกเลย ดูสิ่งที่แกและลูกสาวทำลงไปสิ ส่วนแบ่งที่ควรจะมีของครอบครัวหวัง ในตอนนี้มันหายไปหมดแล้ว ฉันน่าจะหย่าแกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย”
หวังตู้ห่าวยังคงตบตีภรรยาของตัวเองด้วยความโมโห “ยังจะนั่งทำอะไรอยู่ ถ้าหากวันนี้งานทุกอย่างไม่เสร็จแล้วละก็ ฉันจะไม่มอบข้าวให้แกได้ทานไปสามวันสี่วันเลยคอยดู”
หลังจากที่ระบายอารมณ์กับผู้เป็ภรรยาเรียบร้อยแล้ว หวังตู้ห่าวก็รีบเดินกลับบ้านของตัวเองไปในทันที วันนี้เขาไม่มีความคิดที่จะกลับไปยังแปลงนาอีกแน่นอน เพราะเขาเชื่อว่าชาวบ้านที่กำลังอยู่ในแปลงนาจะต้องพากันจับจ้องมาที่เขาเป็สายตาเดียวกันอย่างแน่นอน
ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ครอบครัวหวังเท่านั้น แม้กระทั่งครอบครัวกัวและครอบครัวถานต่างก็เริ่มลงไม้ลงมือและด่าทอมารดาของกัวซือเยว่และถานลู่เฟยเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าหญิงวัยกลางคนทั้งสองต่างก็ทำได้เพียงก้มหน้าให้ครอบครัวลงไม้ลงมือและด่าทอเท่านั้น
เพราะถ้าหากพวกเธอโต้ตอบกลับไป หนทางการอาศัยอยู่ในบ้านคงจะต่ำลงไปมากกว่าเดิม และสำหรับมารดาของถานลู่เฟย เธอก็ยังคงกลัวว่าสามีของเธอจะหย่าขาดให้กลายเป็หญิงม่ายนั้นเอง
เมื่อเมิ่งจือหลันเห็นว่าคนเ่าั้ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายกับเธออีกแล้ว เธอจึงได้เอ่ยปากชักชวนครอบครัวลู่ให้กลับไปยังบ้านของพวกเขาในทันที นอกจากนี้เธอยัง้าที่จะเปิดสตรีมเพื่อหารายได้ให้กับตัวเองอีกด้วย ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงไม่อยากรีรออีกต่อไป
“พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะค่ะ วันนี้หนูมีเค้กพุทรามาฝากทุกคนด้วย แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะเละไปแล้วหรือเปล่า”
จินอวี่ถงยกมือขึ้นลูบศีรษะของหลานสาวอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เธอจะจูงมือของอีกฝ่ายเอาไว้และพากันเดินตรงไปยังบ้านของครอบครัวลู่
“ไม่ใช่ว่าหลานจะมาที่บ้านของพวกเราวันสุดท้ายเสียเมื่อไหร่ ถ้าหากวันนี้พวกเรายังไม่ได้ทาน หลานก็แค่ลงมือทำให้พวกเราทานใหม่อีกครั้งก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
“อย่างที่ยายของหลานพูดนั่นแหละ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก อีกอย่างวันนี้หลานคงจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน ดังนั้นบ่อยให้ยายของหลานได้ดูแลหลานบ้างเถอะ” เมื่อได้เห็นสีหน้าเศร้าเสียใจของผู้เป็หลานสาว ลู่เทียนหยางก็ไม่ลืมที่จะปลอบโยนอีกฝ่ายกลับไป
“ขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะ”
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++