เช้าวันใหม่หลังจากการตัดสินใจครั้งสำคัญรชานนท์มาถึงสถานีตำรวจนครบาลเล็กๆ ที่เขาและผู้กองหินถูก "ลดความสำคัญ"ลงมาประจำการอยู่ ก่อนเวลาทำการเพียงเล็กน้อยบรรยากาศโดยรอบยังคงเงียบสงบ มีเพียงตำรวจเวรไม่กี่นายประจำการอยู่แตกต่างจากสถานีตำรวจใหญ่ๆ ที่เคยคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง อาคารปูนเก่าๆดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ภายในกลับมีความสะอาดสะอ้านอยู่บ้าง
รชานนท์เดินตรงไปยังห้องทำงานของฝ่ายสืบสวนและปราบปรามซึ่งมีเพียงโต๊ะทำงานเก่าๆ ไม่กี่ตัวและตู้เก็บเอกสารที่ดูไม่ค่อยมีอะไรมากนัก
เขาเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ประจำโต๊ะทำงานของตนเองซึ่งแทบไม่ได้ใช้งานเลยั้แ่ถูกย้ายมาเมื่อหลายเดือนก่อนเนื่องจากเขาแทบไม่ได้เข้ามาที่โรงพักเลย
เดชะบุญที่ผู้กองหินคอยช่วยดูแลเื่ต่างๆให้ เขาจึงยังไม่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยแต่พฤติกรรมไม่ไยดีต่อหน้าที่ของเขาก็สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อครู่ตอนเดินเข้ามาสายตาเ็าหลายคู่ที่มองมาก็เป็เครื่องยืนยันได้ดีเขาลุกขึ้นและโค้งคำนับให้กับทุกคนในห้อง พร้อมเอ่ยปากขอโทษ
"ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ"แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ กลับมา
"...ศพมาเฟียผู้มีอิทธิพลถูกพบในโกดังร้างสภาพถูกทุบด้วยของแข็งอย่างรุนแรง ตำรวจคาดเป็การหักหลังแย่งชิงอำนาจ…” เสียงข่าวแว่วมาจากทีวีเก่าหน้าห้องพักเวรทำลายบรรยากาศเงียบสงัดในห้องทำงาน
รชานนท์กวาดตามองรอบห้องอีกครั้งและไปสบสายตากับนายตำรวจคนหนึ่งซึ่งสวมชุดนอกเครื่องแบบเป็นายตำรวจที่เลยวัยกลางคนไปแล้ว ผมเริ่มมีสีขาวแซมประปรายแต่รูปร่างยังคงสันทัดและดูแข็งแรง สายตาที่มองมายังเขาแข็งกร้าวดุดันชายผู้นั้นลุกขึ้นเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้ารชานนท์ จ้องมองอย่างไม่เป็มิตรนัก
"หมวดรู้หรือเปล่าว่าทีมเราอาจโดนผู้บังคับบัญชาเล่นงานได้ ก็เพราะพฤติกรรมไม่มีความรับผิดชอบของหมวดนี่แหละ"เขากล่าวเสียงเข้ม เว้นจังหวะเล็กน้อย "ที่ผ่านมาผู้กองต้องคอยออกหน้าแทนให้ตลอดถ้ายังทำตัวแบบนี้ ผู้กองอาจโดนเล่นงานเข้าสักวัน"
รชานนท์ได้แต่ก้มหน้าเม้มริมฝีปากแน่น รู้ดีว่าสิ่งที่นายตำรวจคนนี้พูดเป็เื่จริง
“ไม่เอาน่าจ่าเข้ม” เสียงทุ้มของผู้กองหินดังขึ้นขัดจังหวะร่างสูงในชุดเครื่องแบบเต็มยศเดินเข้ามาในห้องทำงานพอดีสีหน้าผู้กองดูอ่อนล้าเล็กน้อย แต่แววตายังคงมุ่งมั่น เขาเดินเข้ามาใกล้ตบไหล่จ่าเข้มเบาๆ ซึ่งจ่าเข้มและนายตำรวจคนอื่นๆ ก็รีบทำความเคารพผู้กองหินทันที"วันนี้หมวดเขาก็กลับมาแล้ว"
ผู้กองหินหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของรชานนท์เผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แล้วหันไปมองทุกคนในทีม
"เอาล่ะตอนนี้ทีมเราครบแล้วนะ เราจะลุยกันต่อ!" ผู้กองหินวางหมวกตำรวจลงบนโต๊ะของรชานนท์พร้อมแกะกระดุมเสื้อเครื่องแบบเพื่อเตรียมนำไปแขวน "หมวดลินรายงานเื่เมื่อวานให้หมวดนนท์กับทุกคนฟังหน่อย"
“ค่ะผู้กอง”
เสียงหญิงสาวรูปร่างเล็กแต่ดูทะมัดทะแมงตอบรับอย่างหนักแน่นเธอคือ หมวดลิน หนึ่งในทีมไม่กี่คนนี้เธอหยิบโน้ตบุ๊กประจำตัวมาวางที่โต๊ะประชุมกลางห้อง แล้วต่อสาย HDMI เข้ากับโปรเจกเตอร์เก่าๆ
"พ่อจ่าคะรบกวนปิดไฟให้หน่อยค่ะ" หมวดลินหันไปบอกจ่าเข้มซึ่งเขาก็เดินไปปิดสวิตช์ไฟอย่างว่าง่ายนายตำรวจอีกคนในชุดลำลองนอกเครื่องแบบที่นั่งเงียบๆ อยู่ก็ลุกเข้ามาร่วมวงที่โต๊ะประชุมด้วย
ผู้กองหินเดินออกมาจากห้องทำงานส่วนตัวพอดีเขาเปลี่ยนมาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงสีกากีเรียบร้อยแล้ว
"โทษทีพอดีวันนี้ผู้กำกับเรียกพบน่ะ เลยมาช้าไปหน่อย"คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหันไปมองผู้กองเป็ตาเดียวกันผู้กองหินพูดต่อ
"ผู้กำกับไม่ได้ว่าอะไรมากหรอกท่านก็เหมือนพวกเรานั่นแหละ ถูกย้ายมาดองไว้ที่นี่เหมือนกันเพียงแต่ท่านเรียกไปตักเตือนเื่ที่เราข้ามขั้นตอนในการขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษเมื่อวานน่ะ"
“แล้วผู้กองขอสนับสนุนมาได้อย่างไรคะทั้งที่เื่ไม่ได้ผ่านกองบัญชาการตำรวจนครบาล?” หมวดลินถามด้วยความสงสัย
“พอดีหัวหน้าทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษชุดนั้นเป็เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เอง ั้แ่สมัยเรียนนายร้อยแล้วเลยคุยกันง่ายหน่อย" ผู้กองหินตอบเรียบๆแล้วเดินไปนั่งหัวโต๊ะประชุม "เริ่มเลยหมวดลิน"
หมวดลินพยักหน้ารับเริ่มเปิดสไลด์นำเสนอ
รชานนท์มองภาพที่ฉายขึ้นบนจอฉายโปรเจคเตอร์เก่าๆเป็ภาพถ่ายของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน แต่เต็มไปด้วยรอยสักอิเรซูมิสไตล์ญี่ปุ่นทั่วทั้งลำตัวและแขนเว้นเพียงท่อนแขนที่เลยเสื้อออกมาและั้แ่คอขึ้นไปทำให้ดูเหมือนใส่เสื้อลายพร้อยแขนสั้น ลายด้านหลังเป็รูปั์โอนิดูน่าเกรงขาม
“ข้อมูลอื่นๆอยู่ในแฟ้มดิจิทัลที่แชร์ให้ทุกคนแล้วนะคะ” หมวดลินเอ่ยขึ้นก่อนหันมาทางรชานนท์
"ส่วนของหมวดนนท์เดี๋ยวหลังประชุมฉันส่งตามไปให้ค่ะ" แล้วเธอก็หันกลับไปอธิบาย
"บุคคลในภาพคือเป้าหมายหลักชื่อจริง นายธีรเทพ... อายุ 23-24 ปี ในวงการรู้จักกันในชื่อไอ้เจย์ หรือฉายา ไอ้เทพบุตร ค่ะ"
“ไอ้เทพบุตร?”ผู้กองหินทวนคำ เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ใช่ค่ะแต่เป็ฉายาที่คนเรียกเชิงประชดมากกว่าค่ะผู้กองเพราะประวัติมันตรงข้ามกับฉายาโดยสิ้นเชิง ไอ้เจย์นี่มันเลวระดับหัวแถวงานอดิเรกคือมั่วสุมเสพยา และมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสาวโดยเฉพาะเด็กมัธยมปลายอายุไม่เกิน 18 ปีเคยก่อคดีพรากผู้เยาว์มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกทีเชื่อว่ามีคนคอยหนุนหลังอยู่... นอกจากนี้ มันยังทำทุกอย่าง ค้ายา ค้าผู้หญิงและยังเป็ตัวกลางหาคนส่งให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกด้วย”
หมวดลินรายงานข้อมูลด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความรังเกียจชัดเจนพร้อมกดเลื่อนสไลด์ ภาพต่อมาเป็ภาพแอบถ่ายไอ้เจย์อยู่ร่วมกับชายฉกรรจ์อีกหลายคนซึ่งถ่ายได้ที่หน้าโกดังต้องสงสัยแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้
“ทุกคนเห็นไอ้คนที่ยืนข้างๆเจย์ไหมคะ” หมวดลินชี้ไปที่ชายหน้าเหี้ยมคนหนึ่งในรูป
"มันคือไอ้เสี้ยม มือปืนรับจ้างอยู่ในซุ้มของ สจ.เอกพล นักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังคนหนึ่งของภาคตะวันออกมันหนีคดีเข้ามากบดานที่กรุงเทพฯ หลังก่อเื่ยิงครอบครัวตำรวจเสียชีวิตยกครัว…”หมวดลินชะงักไปเล็กน้อยสีหน้าเปลี่ยนไปเมื่อตระหนักว่าตนเองกำลังพูดถึงโศกนาฏกรรมของคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้เองเธอเหลือบมองรชานนท์แวบหนึ่งด้วยความรู้สึกผิด
ทางรชานนท์นั้นเขานิ่งงันไปทันทีที่ได้ยินชื่อ "ไอ้เสี้ยม" และรายละเอียดคดีนั้น ลมหายใจติดขัดความแค้นและเ็ปถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเดินตรงไปยังโต๊ะประชุมอย่างเหม่อลอย
“นนท์!”ผู้กองหินเรียกชื่อเขาเสียงเข้ม ทำให้รชานนท์ชะงัก
“จริงๆพี่ไม่อยากให้เอ็งะเืใจ เลยยังไม่ได้บอกเอ็งเื่นี้โดยตรง” ผู้กองเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง
“แต่เมื่อคืนวานเห็นสภาพเอ็งแล้วพี่เลยตัดสินใจว่าเอ็งควรรู้ความจริงทั้งหมด” ผู้กองหินลุกขึ้นเดินมาหารชานนท์วางมือบนไหล่รุ่นน้อง
“ั้แ่ถูกย้ายมาอยู่ที่นี่พี่ไม่เคยหยุดสืบสวนคดีค้ามนุษย์ที่ทำกันั้แ่ตอนที่ยังอยู่ที่ชายแดนแล้วพี่ก็ได้ข้อมูลมาว่ามันเกี่ยวพันกับไอ้ สจ.กำพล... คนที่เอ็งสงสัยว่าจะเป็คนจัดการลูกน้องของเอ็งนั่นแหล่ะ”ผู้กองหินพูดเน้นช้าๆ ชัดๆ จ้องตารชานนท์
"พอมันเป็แบบนี้การลากเอ็งเข้ามาสืบคดีนี้ด้วยมันอาจจะดูใจร้ายแต่พี่เชื่อว่านี่คือสิ่งที่จะทำให้เอ็งลุกขึ้นสู้ได้...เพียงแต่เอ็งต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ต้องใจเย็น อย่าวู่วามเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
รชานนท์กัดกรามแน่นเขาพยักหน้ารับช้าๆ กลืนก้อนความจุกแน่นลงคอ "ครับพี่ ผมเข้าใจ"
“ดีมาก...ต่อเลยลิน” ผู้กองหินสั่งหมวดลิน แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม
หมวดลินสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะบรรยายต่อ “ค่ะ... เอ่อ... ตามที่เราสืบรู้มาพวกมันบางส่วนย้ายฐานเข้ามาซ่องสุมในเขตรับผิดชอบของเราจริงเมื่อวานเราบุกไปที่ฐานของมันตามข้อมูล แต่เราไม่เจอทั้งไอ้เสี้ยมและไอ้เจย์ได้มาแต่พวกลูกน้องคนสำคัญ กับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เงินจำนวนนึงและเอกสารจำนวนมากซึ่งทีมกำลังเร่งตรวจสอบอยู่ค่ะ"
"แต่ก็อย่างที่คาด...พอเื่แดงขึ้นมา พวกมันก็เริ่มเคลื่อนไหว ที่ผู้กองโดนเรียกพบเช้านี้ก็น่าจะเป็เพราะเครือข่ายของมันที่แฝงตัวอยู่ในองค์กรตำรวจ เริ่มกดดันมาทางผู้กำกับ”หมวดลินพูดจบแล้วหันไปสบตากับผู้กองหิน
“ก็คงงั้นแหละ”ผู้กองหินตอบพร้อมถอนหายใจ แต่ก็ยังยิ้มมุมปาก
“จริงๆพี่ไม่ห่วงเื่ผู้กำกับจะสั่งห้ามหรอก เพราะท่านก็คงเข้าใจสถานการณ์เราดีแต่ที่น่าห่วงกว่าคือ ไม่รู้ว่าไอ้เครือข่ายของพวกมันที่แฝงมาในองค์กรของเรามันใหญ่ระดับไหน แล้วใน สถานีตำรวจแห่งนี้ จะมีหนอนบ่อนไส้หรือสายของพวกมันแฝงอยู่รึเปล่า” ผู้กองหินมองไปรอบห้อง
"เพราะเื่การสั่งย้ายพี่จากชายแดนมาอยู่นี่และเื่ที่เกิดกับครอบครัวหมวดนนท์มันชัดเจนว่าต้องมีตำรวจที่ใหญ่กว่าระดับผู้กำกับในพื้นที่รู้เห็นเป็ใจ ไม่อย่างนั้นพวกมันไม่เหิมเกริมขนาดบุกไปยิงตำรวจถึงบ้านพักตำรวจหรอกพวกมันคงไม่ปล่อยให้เราทำงานง่ายๆ แน่ อาจจะส่งคนมาจับตาดูเรา"
หลังผู้กองพูดจบทุกคนในทีมต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
“เอาล่ะลิน บรรยายแผนผังเครือข่ายต่อ” ผู้กองหินสั่ง
หมวดลินพยักหน้าเปิดสไลด์ถัดไป เป็แผนผังความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน "เอ่อค่ะ…จากข้อมูลที่เรามีตอนนี้ พบว่าไอ้เสี้ยมทำงานให้ สจ.กำพล โดยตรง และ สจ.กำพลก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ สส.พอเจตต์ นักการเมืองชื่อดังในพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งตอนนี้เข้ามาเป็กรรมาธิการตำรวจในสภาฯ ด้วยค่ะ"
รชานนท์ขมวดคิ้วมองแผนผังอย่างไม่อยากเชื่อ ผู้กองหินจึงเสริมขึ้น "ข้อมูลเื่ สส.นี่พี่เพิ่งมารู้ตอนถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ แล้วนี่แหละที่ชายแดนดูเหมือนพวกเขาจะอยู่กันคนละขั้วการเมืองเลยนะ"
“คงเป็แผนลวงตาให้คนตายใจมากกว่าค่ะจริงๆ แล้ว สจ.กำพล และ สส.พอเจตต์ทั้งสองคนมีเครือข่ายธุรกิจผิดกฏหมายที่ทำร่วมกันอยู่ ทั้งค้ายา ค้าผู้หญิงรวมถึงหาคนส่งให้แก๊งคอลเซนเตอร์ด้วย”
สิ้นคำบรรยายของหมวดลิน ผู้กองหินลุกขึ้นเดินไปที่หน้าจอโปรเจกเตอร์ชี้ไปยังตำแหน่งสูงสุดในแผนผัง ซึ่งมีเพียงคำว่า "ข้าราชการตำรวจระดับสูง(?)"เชื่อมโยงอยู่กับ สส.พอเจตต์
"อย่างที่บอกพี่ค่อนข้างมั่นใจ ว่านอกเหนือจากตำรวจในพื้นที่เดิมที่พี่กับนนท์เคยทำงานอยู่แล้วยังมีตำรวจระดับบิ๊กในองค์กรตำรวจของเรานี่แหล่ะ เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้แน่นอนแต่ยังไม่รู้ว่าเป็ใคร เนื่องจากหลายๆ ครั้งที่จับไอ้ลูกน้องของพวกมันได้คดีมักจะไม่มีความคืบหน้าหรือบางครั้งหลักฐานก็สูญหาย" ผู้กองหินหันมาสบตาทุกคนอีกครั้ง
"งานนี้เลยอันตรายมากตอนนี้พวกมันรู้แล้วว่าเรากำลังขุดคุ้ย และพวกมันมีเส้นสายโยงใยไปทั่วแต่ถ้าเราสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้ ไม่ใช่แค่แก๊งค้ามนุษย์แต่พวกที่อยู่เื้ัทั้งหมด... รวมถึงคนที่สั่งฆ่าครอบครัวหมวดนนท์...จะต้องถูกกระชากหน้ากากออกมา!"
ผู้กองหินชี้ไปที่หน้าจอโปรเจกเตอร์อีกครั้ง "ตอนนี้เรารู้ที่อยู่ต้องสงสัยของพวกมันในเขตเราสองสามแห่งทั้งเซฟเฮาส์ และโกดัง แล้วโกดังต้องสงสัยที่สายเรารายงานว่าพวกมันเพิ่งขนคนจากภาคตะวันออกเข้ามารวมตัวกันเมื่อคืนนี้เหมือนจะเตรียมการทำอะไรซักอย่าง... โกดังนี้เป็ของบริษัทบังหน้าของ สจ.กำพล"
“หรือมันอาจจะส่งสินค้ากันเร็วๆนี้.....” หมวดลินแทรกขึ้นมาเมื่อผู้กองหินพูดจบ
“จากที่เราบุกค้นรังของมันเมื่อวานมันคงกลัวว่าเราจะบุกค้นที่อื่นๆ อีก ดังนั้นถ้ามันมีสินค้าอยู่มันต้องรีบหาทางเคลื่อนย้ายแน่นอน ไม่ได้การล่ะ!” ผู้กองหินพูดจบรีบหันไปทางหมวดลิน"ลิน พาจ่าเข้มกับหมู่สอง ไปตรวจสอบบริเวณรอบๆ โกดังนั้นเก็บข้อมูลให้เงียบที่สุด ดูการเคลื่อนไหว อย่าให้คลาดสายตา"
หมวดลินและนายตำรวจทั้งสองคนพยักหน้ารับคำสั่งทันที
ผู้กองหินก็หันมาทางรชานนท์ "ส่วนเอ็ง...ไปกับพี่”
หลังสั่งการเสร็จผู้กองหินหันไปหยิบอาวุธปืนพกประจำกายเหน็บเข้าที่เอว เตรียมจะออกเดินทางแต่ก็นึกขึ้นได้ หันมาบอกรชานนท์ "นนท์ ไปเบิกอาวุธปืนของเอ็งซะพี่ทำเื่ขออนุมัติไว้ให้ั้แ่เมื่อวานแล้ว"
รชานนท์รับคำสั่งและรีบวิ่งไปยังห้องพัสดุเพื่อเบิกอาวุธปืนทันทีส่วนหมวดลิน, จ่าเข้ม และหมู่สอง นายตำรวจที่อีกคนก็รีบเตรียมตัวออกไปปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน
เมื่อรชานนท์กลับมาพร้อมปืนพกประจำกายผู้กองหินพร้อมจ่าก้องก็รออยู่ที่รถแล้วเขาขึ้นรถไปนั่งข้างจ่าก้องที่ตำแหน่งคนขับ ก่อนจะเอ่ยถามผู้กองหิน "เราจะไปไหนกันครับพี่?"
ผู้กองหินหันมายิ้มบางๆแววตาฉายแววเ้าเล่ห์นิดๆ "เราจะไปเซอร์ไพรส์ สส.พอเจตต์ กัน"
"จะดีเหรอครับพี่?เขาก็รู้ตัวน่ะสิ" รชานนท์ท้วงด้วยความเป็ห่วง
“เขารู้ตัวั้แ่เราบุกจับลูกน้องในเครือข่ายของเขาเมื่อวานแล้วล่ะนนท์"ผู้กองหินพูด "แต่การที่เราไปหาเขาถึงที่มันอาจจะทำให้เขาเสียการควบคุมหรือเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างที่ทำให้เราสืบเื่ได้ง่ายขึ้น... เป็การหยั่งเชิง"ผู้กองหินย้ำเตือนอีกครั้ง "จำไว้ นับจากนี้ไปเราทำงานแข่งกับเวลา และอาจจะต้องไว้ใจแค่กันและกันจริงๆ"
รชานนท์พยักหน้ารับแม้จะรู้สึกถึงความเสี่ยงมหาศาล แต่ไฟในใจเขากลับลุกโชนขึ้นอย่างไม่เคยเป็การต่อสู้ครั้งใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ณ สถานีตำรวจเล็กๆ ที่ถูกลืมแห่งนี้