มหันต์มณีจักรแก้ว นักธุรกิจเ้าของโรงงานอาหารกระป๋องและถ่านไฟฉาย ผู้ดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าซึ่งบัดนี้ได้รับเชิญให้เข้ารับตำแหน่งโฆษกพรรครักสีมาพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมาพอเป็ภาพลวงตาบรรดานักลงทุนโดยจ้างลูกน้องไปตั้งพรรคฝ่ายค้านมาแข่งแบบปลอม ๆ ให้ได้ภาพว่าเป็ประชาธิปไตยเขาได้บริจาคเงินช่วยเหลือแม่ลูกอ่อนซึ่งเป็หนี้เงินกู้กว่าแสนรูเปี๊ยะเพราะมีภาระหนัก ต้องเลี้ยงพ่อแม่ที่แก่เฒ่า สามีก็ถูกอันธพาลแทงตายจึงต้องกู้มาจุนเจือครอบครัว
และมหันต์ยังจ่ายเงินค่าปรับเก้าหมื่นรูเปี๊ยะช่วยสองผัวเมียที่ถูกจับติดคุกแทนค่าปรับเพราะขายผลไม้ที่จอมพลสดมภ์สั่งห้ามขายด้วยมีชื่อคล้ายกับชื่อของเขาคือ ซาดม ( sadomเป็ผลไม้พื้นเมืองของSouvanna ( โซวันน่า )รูปร่างคล้ายเงาะแต่มีขนแข็ง เนื้อในคล้ายลิ้นจี่ รสชาดเปรี้ยวอมหวานเหมือนส้มจี๊ดส่วนทางเหนือของไทยเรียกบ่าคอแลน อีสานเรียกบักคอแลน ปักษ์ใต้แถวนราธิวาสเรียกลูกตอแลน )
เื่ดังกล่าวกลายเป็ข่าวดังและช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเขาในสายตาประชาชนทั่วไป ด้วยบุคลิกที่พูดจานิ่มนวลยิ้มแย้มแจ่มใส ให้เกียรตินักข่าว ดูเป็กันเอง ที่นอกจากจะไม่ล้ำเส้นนายแล้ว เขายังพยายามชูบทบาทและรักษาภาพลักษณ์ของนายอย่างสม่ำเสมอทำให้เป็ที่ชอบใจของจอมพลสดมภ์ตลอดมาและฉลาดรู้จังหวะเล่นกับกระแสสังคมได้กลมกลืน และเข้าถึงสื่อในทุกสาขา
ในการประชุมสัญจรของคณะรัฐมนตรีมหันต์ยังจัดหาสาว ๆ ไปเป็คู่นอนให้แก่จอมพลสดมภ์และรัฐมนตรีอีกหลายคนเขาจึงเป็ที่โปรดปรานของจอมเผด็จการเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
ณ คุกมหันตโทษ
ทางฝ่ายไมตรีกับโสมสุดาเมื่อจัดการธุระเื่งานศพของอดีตพระยากำแหงที่จัดขึ้นอย่างเงียบเหงาไร้แขกผู้มีเกียรติมาร่วมพิธี และฌาปนกิจภายในสามวันเขาและเธอก็หาทางช่วยเ้าค้ำฟ้าออกจากคุกมหันต์โทษ โดยได้รับธูปวิเศษจากกาวิต้าเพื่อนำไปจุดไฟส่งกลิ่นอบอวลระหว่างเข้าไปในคุกกลางดึก จนผู้คุมสลบสไลกันหมด
ในคืนนั้นสองหนุ่มสาวยังช่วยเ้าชายดูรีออกมาพร้อมกับเ้าค้ำฟ้าด้วยโดยโสมสุดาได้มอบแท่งผลึกศิวลึงค์ที่กาวิต้าฝากมาให้แก่เ้าค้ำฟ้าพร้อมกราบทูลว่าจงเก็บไว้ให้ดี จะต้องใช้ทำการใหญ่ในภายหน้าและว่ากาวิต้ากับพ่อแม่ได้หนีไปหลบอยู่ที่เกาะปีนังอย่างปลอดภัยแล้วอย่าได้ทรงปริวิตกไปเลย
เมื่อพ้นเขตเมืองแล้ว เ้าชายดูรีได้เสด็จลงเรือที่ไมตรีเตรียมไว้หนีออกนอกประเทศไปลี้ภัยยังสหรัฐ ส่วนเ้าค้ำฟ้าได้เสด็จตามไมตรีและโสมสุดาปลอมเป็พ่อค้ารถฉายหนังขายยา ไปหลบภัยในชนบทแขวงเมืองปายาง ทางตอนเหนือของประเทศ
ระหว่างทางโสมสุดาหยิบจดหมายที่ได้รับจากยายมะมาเปิดอ่านต่อหน้าพระพักตร์เ้าค้ำฟ้าเป็จดหมายจากบรรณาธิการดม ส่งจากสหรัฐ บอกให้โสมสุดาเข้าร่วมขบวนการเสรีโซวาเนียน(Free Souvanian Movement ) เพื่อต่อต้านกองทัพของจักรวรรติไดเกียวซึ่งผู้นำขบวนการนี้ คือ ดร.บุญดีนั่นเอง และบ.ก.ดม ยังเปิดเผยอีกว่า ยายมะแม่ค้าขายกับข้าวนี้ แท้จริงก็เป็สายลับของสำนักข่าวกรองสหรัฐเช่นกันมีตำแหน่งเป็รองหัวหน้าสำนักข่าวกรองสหรัฐ ส่วนภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เลยทีเดียวจึงติดต่อข่าวสารกับนายดมอยู่ตลอด
ไมตรีกับโสมสุดาจึงทูลเ้าค้ำฟ้าว่าจะช่วยกู้ราชบัลลังก์คืนจากจอมพลสดมภ์ให้ได้
ณชายป่าบ้านหนองอีฮวก แขวงเมืองปายาง
เ้าค้ำฟ้า ไมตรีกับโสมสุดา ซึ่งบัดนี้ปลอมชื่อเป็นายขำ นายไม้ และนางส้มนำรถเร่ขายยาเข้าไปติดต่อพ่อแก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน)ชื่อเสิงเพื่อขอพำนักในหมู่บ้านชั่วคราว แก่บ้านก็ได้จัดให้พักอยู่ที่กระต๊อบว่างใกล้วัดหนองอีฮวกตกเย็นก็จัดสำรับกับข้าวมาสู่มาต้อนตามประสาของคนบ้านป่า มีทั้งหมกหนู ต้มปลาป่นกุ๊ดจี่ แกงแคกบแขกผู้มาเยือนทั้งสามไม่คุ้นเคยกับอาหารพื้นบ้านก็ทนกล้ำกลืนบริโภคเข้าไปอย่างหน้าชื่นตาบาน จนอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็นั่งกินลมชมดาวกันสักพักก่อนจะเคลื่อนย้ายเข้าสถานที่หลับนอนอันมิได้เลิศหรูเหมือนปราสาทราชวังมีเพียงแคร่ไม้ผุ ๆ มุ้งเก่า ๆ ดำๆด่างๆ พอให้กันเหลือบยุงริ้นไรได้บ้างทั้งสามชีวิตก็หลับไปด้วยความอิดโรย้าสำนักส่วนภูมิภาคเอเซียอาคเนย์้วะลายข่า
เข้าตรู่วันรุ่งขึ้นนายเสิงก็มาตามแขกทั้งสาม ให้ล้างหน้าล้างตาแล้วตามเขาไปตักบาตรที่หน้าบ้าน
อากาศยามเช้าเย็นสบายมีหมอกบางๆ แสงทองของอาทิตย์สาดส่องลอดร่มเงาแห่งแมกไม้เสียงนกส่งสำเนียงจุ๊บจิ๊บจุกจิกเรียกพวกพ้องของตนช่วยทดแทนความเงียบเหงาของบ้านป่าบ้านไร่ให้มีชีวิตชีวาขึ้นอย่างมาก
พระเณรราวสี่ห้ารูปเดินเรียงแถวอย่างสำรวมมารับบาตรที่หน้าเรือนพ่อเสิงทั้งเ้าบ้านและแขกก็ตักข้าวและกับลงในบาตรทีละรูปจนครบแล้วประนมก้มเศียรรับพรจนจบลงที่อายุวัณโณสุขังพลังจากนั้นก็ไปช่วยยกสำรับกับข้าวออกมาจากครัวของแก่บ้านนั่งรับประทานกันไปคุยกับเ้าบ้านไป
ราวสองโมงเช้าพ่อเสิงกับเมียก็ชวนคนต่างถิ่นทั้งสามนั่งเกวียนไปดูแปลงนาซึ่งเพิ่งดำต้นกล้าไปเมื่อเดือนที่แล้วบัดนี้กำลังชูยอดเขียวขจีเป็ทิวแถวสวยงามราวกับผืนพรมสีมรกตแก่บ้านบอกว่าแกปลูกไว้แค่พอกิน บ่พอขายดอกเอาไว้ย่างเข้าเดือนสิบสองสิพาไปเกียวเข่า ( เกี่ยวข้าว )
ตอนค่ำมีพิธีสู่ขวัญ ที่แก่บ้านจัดขึ้นเพื่อต้อนรับแขกแปลกหน้าทั้งสามนี้เพื่อเป็สิริมงคลแก่ทั้งแขกเองและคนในหมู่บ้าน เพราะนานทีจะมีการสู่ขวัญเช่นนี้บายศรีปากชามเสียบยอดด้วยไข่ต้ม ประดับประดาด้วยดอกไม้อย่างสวยงามประกอบกับเสียงขับร้องเพลงบายศรี มีเด็กสาว ๆ มาฟ้อนมารำเป็ภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก
ทั้งสามคนอาศัยหากินโดยการเร่ขายยาในแถบตำบลนี้ต่อมาถึงห้าเดือนเศษ
ล่วงเข้าฤดูเกี่ยวข้าวลมหนาวเริ่มพัดมา
ข้าวในนาสีเหลืองซีดต้นผอมรวงก็ลีบเพราะฝนฟ้าไม่เอื้ออำนวย
พ่อแก่เสิงกับเมียมาชวนทั้งสามคนไปเกี่ยวข้าวที่แปลงนาซึ่งอยู่ไกลออกไปนอกหมู่บ้านราวสามร้อยเส้น สภาพต้นข้าวในนาของแก่บ้านดูเหมือนจะโดนแรงลมที่พัดกล้า จนล้มหมอบทับ ๆ กันทั่วผืนนายามเกี่ยวก็ต้องใช้เคียวเกี่ยวสางขึ้นมาให้เต็มกำก่อนจะตัดให้ขาดที่โคนเฟืองแล้วนำไปวางเรียง ๆ กันก่อนจะมัดไว้ทีละมัด ทั้งสามคนไม่เคยเกี่ยวข้าวมาก่อนก็ทำไปอย่างเก้ๆ กัง ๆ จนแก่บ้านดูออกว่า ไม่ใช่ลูกชาวนาชาวบ้านแน่แท้
ตอนเที่ยงก็หยุดพักรับประทานอาหารซึ่งแก่บ้านผัวเมียพกห่อมาั้แ่ยามเช้า แบ่งปันกันรับประทานพอมีแรงสดชื่นดีแล้ว ก็พากันเกี่ยวข้าวต่อจนบ่ายแก่ๆ
ทั้งหมดหอบมัดข้าวขึ้นเกวียนแล้วกลับเข้าหมู่บ้านอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าแล้วรับประทานอาหารเย็น
ด้วยหน้าตาที่สวยหวานแฝงความสง่างามของโสมสุดาจึงเป็ที่สนใจของบรรดาหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านนี้อยู่ไม่น้อยหนึ่งในนั้นก็คือน้องชายของพ่อแก่บ้านเสิง ซึ่งเป็ผู้ช่วยแก่บ้าน นามว่าจั่นซึ่งเขาสะดุดตาในตัวสาวแปลกหน้าคนนี้ั้แ่คืนแรกที่เข้ามาในนิคมแห่งนี้แล้ว และรอโอกาสจะใกล้ชิดกับหล่อนอยู่เรื่อยมา
จึงในคืนนั้นเมื่อโสมสุดาลุกออกจากที่นอนเพื่อออกไปถ่ายเบาในพุ่มไม้นอกกระต๊อบ ห่างออกไปราวสองสามวาเมื่อเสร็จธุระแล้วจะเดินกลับนั่นเอง ก็พลันมีแขนของใครบางคนมารัดเข้าจากด้านหลังแล้วซุกหน้าเข้ากับซอกคอของเธอ สาวนักสู้มีหรือจะยอมแพ้ จึงกระทืบเข้าที่เท้าของชายลึกลับนั้นจนเขาปล่อยตัวหล่อนจึงฟาดข้อศอกเข้าปลายคางของคนร้ายดังปั๊ก ชายนั้นเซไถลไปด้านข้างก่อนจะวิ่งหนีไปในความมืด โสมสุดาจึงกลับเข้าไปที่นอนโดยไม่ได้บอกให้ใครรู้
เช้าวันรุ่งขึ้นนายเสิงเรียกประชุมหัวหน้าคุ้มและลูกบ้าน ซึ่งนายจั่นก็มาด้วยที่ปลายคางของเขามีรอยช้ำเห็นได้ชัดเจน พ่อแก่บ้านถามว่ามึงไปโดนอิหยังมานายจั่นตอบว่าเมื่อคืนไปไต้เขียด บ่ทันเบิ่งดีจั่งไปตำเข้ากับกิ่งไม้ โสมสุดาซึ่งนั่งฟังประชุมอยู่ด้วยจึงเดาว่าคนร้ายเมื่อคืนคงเป็นายจั่นนี่เองก็ลุกขึ้นฟ้องว่าเมื่อคืนมีคนคิดจะปล้ำฉันฉันสู้จึงตีศอกกลับไปโดนปลายคางของคนร้าย ชะรอยจะเป็นายจั่นนี่เองขอให้แก่บ้านลงโทษด้วย นายเสิงจึงซักไซ้นายจั่นว่าเป็ความจริงหรือไฉน และที่มึงว่าไปไต้เขียดนั้นหน้านี้เป็ฤดูเกี่ยวข้าวเข้าเดือนสิบสองแล้ว ฝนก็ทิ้ง่มากว่าสามเดือนจนผืนดินแห้งแตกระแหง ลมหนาวก็พัดแรงจนคางสั่นออกปานนี้กบเขียดจะมีที่ไหน มิพากันจำศีลไปหมดแล้วหรือ นายจั่นฟังดังนั้นก็จำนนด้วยหลักฐานจึงรับสารภาพว่าได้กระทำไปจริง ก็เพราะหลงในรูปโฉมของสาวขายยานามว่า ส้ม นี่แล
บรรดาลูกบ้านหนองอีฮวกได้ฟังการไต่สวนแล้วก็พร้อมใจกันรุมประชาทัณฑ์นายจั่น แต่นายขำนายไม้พากันห้ามไว้เพียงขอให้นายจั่นยกขันห้าขอขมาต่อนางส้มก็พอแล้ว อย่าได้เป็เวรกันสืบไปเลยชาวบ้านจึงยอมเลิกราไป
หลังจากเสร็จพิธีขอสมาลาโทษแล้วนายจั่นก็ผูกใจเจ็บ คิดพยาบาทต่อสาวต่างถิ่นผู้นี้ และหาทางแก้แค้นเรื่อยมาจนกระทั่งเขาได้เข้าไปประชุมในตัวอำเภอและได้ฟังนายอำเภอแจ้งข่าวที่ส่งมาจากรัฐบาลว่า มีคนร้ายหนีออกจากคุกหลวงคาดว่าจะสบคบกับพรรคพวกหลบลี้มายังเขตแขวงเมืองปายางนี้หากใครพบเบาะแสของคนร้ายอันประกอบด้วยชายสองหญิงหนึ่ง ก็จงมาแจ้งให้ทางการทราบจักมีรางวัลสมนาคุณอย่างถึงขนาด นายจั่นจึงสบโอกาสบอกเล่ารูปพรรณสัณฐานของคนแปลกหน้าทั้งสามและแหล่งพำนักให้นายอำเภอฟัง
กล่าวทางฝ่ายนายขำหรือเ้าค้ำฟ้าปลอมตัวมา ก็นั่งปรึกษากับไมตรีและโสมสุดาถึงสภาพความเป็อยู่ของชาวบ้านในเมืองปายางนี้ บางหมู่บ้านก็นิยมเล่นการพนันขันต่อบางบ้านก็เสพกัญชายาฝิ่น บางบ้านก็นิยมขายลูกสาวกินบ้างบ้านก็รอแต่ความช่วยเหลือจากทางการ ไม่คิดประกอบอาชีพอะไรจริงจังหลังฤดูทำนาก็ไม่หารายได้จากทางอื่น จึงมีแต่ความอดอยากยากจนทั่วไปในภูมิภาคนี้หากเราได้กลับสู่อำนาจเมื่อใด จะต้องทำโครงการมาพัฒนาการเกษตรให้ทำกินได้ทั้งปีทำระบบชลประทานให้มีแหล่งกักน้ำไว้ใช้ตลอดปี ส่งเสริมอาชีพนอกฤดูปลูกข้าว
เช่นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อนำมาทอผ้าแล้วขายให้เรา เราจักรับซื้อแล้วให้แม่กาวิต้ายอดรักของเรานำไปขายต่อต่างประเทศ เพราะเธอเชี่ยวชาญการขายผ้ามาแต่ยังเด็ก
นอกจากนี้เราจักปฏิรูประบบการเมือง การปกครองเสียใหม่ นายไม้กับแม่ส้มคิดเห็นเป็อย่างใดรึลองว่ามาดู
นายไม้หรือไมตรีจึงว่า “กระหม่อม เอ๊ย ฉันว่าควรปฏิรูปกฎหมายให้เข้มงวดโดยเฉพาะพวกที่ก่อการกำเริบเยี่ยงจอมพลสดมภ์นี้ เพื่อมันจักได้หลาบจำฉันคิดว่าธาตุแท้ของมนุษย์นั้นแสนชั่วร้าย มีแต่โลภโมโทสันในสันดานดิบหากไม่มีกรอบกติกาคอยควบคุมแล้ว ก็มักปล่อยให้อารมณ์ชั่วพัดพาเสือกไสให้กระทำการเลวร้ายได้เนืองๆ ”
โสมสุดาหรือนางส้มเสนอว่า“ แต่ฉันหาคิดเช่นนั้นไม่ ฉันเห็นว่าธาตุแท้ของมนุษย์นั้นดีงามบริสุทธิ์ดุจผ้าขาว หากแต่กิเลสจรมา เปรียบดังธุลีหรือน้ำโคลนกระเด็นใส่ผ้าขาวจิตใจจึงแปดเปื้อนและหลงระเริงไปตามกิเลสตัณหา ดังนี้จึงควรอบรมกล่อมเกลาจิตใจให้การศึกษา สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีงาม ให้รางวัลแก่คนทำคุณงามความดีมาก ๆให้โอกาสให้อภัยแก่คนทำผิดเมื่อเขารู้สำนึกเพื่อเปลี่ยนคนชั่วกลับเป็คนดีของสังคม เพราะไม่มีใครที่อยากเป็คนชั่วหากแต่ความจำเป็บังคับตามสถานการณ์ทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ฝ่าพระบาทกับเ้าชายดูรีก็ยังเคยเป็นักโทษของจอมพลสดมภ์มิใช่หรือ ”
นายขำได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะร่ากล่าวว่า“ ชอบแล้ว ๆ เธอกล่าวได้ต้องใจเรา เป็จริงดังนั้นทีเดียวเราต้องเป็คนโทษคนชั่วของสดมภ์โดยไม่ตั้งใจจริงเจียว ต่อไปเราจักสร้างระบอบการปกครองที่ให้คุณธรรมอยู่เหนือการเมืองหาใช่อำนาจเงินตราหรือปลายกระบอกปืนอย่างเช่นทุกวันนี้ไม่ ”
ทางฝ่ายจอมพลสดมภ์เมื่อได้รับรายงานจากนายอำเภอเมืองปายางแจ้งมาว่าได้พบกลุ่มคนต้องสงสัยคล้ายนักโทษที่หลบหนีตามประกาศของรัฐบาลแล้วเขาจึงสั่งให้ส่งกำลังพลทหารจู่โจมหนึ่งกองร้อยพร้อมอาวุธหนักรุดไปยังเมืองปายางโดยรถไฟด่วนสายพิเศษทันที
บ้านหนองอีฮวก
เมื่อเสร็จจากการเกี่ยวข้าวกันทุกครัวเรือนแล้วชาวบ้านหนองอีฮวกก็จัดงานบุญกฐินกันยกใหญ่ ผู้ที่ย้อมผ้าก็ช่วยกันย้อมผู้ทำอาหารก็กุลีกุจออยู่ในครัว
ขณะที่กลุ่มของนายขำนั่งอยู่ในบริเวณวัดนั่นเองก็ปรากฏชายกลางคนผู้หนึ่งมาเดินขายหนังสือพิมพ์ของสำนักข่าวเกาหัวโสมสุดาหรือนางส้มเห็นแล้วจึงท้วงว่า “ อ้าวสำนักข่าวนี้ถูกเผาไปแล้วมิใช่หรือ ” ชายนั้นจึงตอบว่า “ มีแล้วไม่มี ไม่มีคือมี เมื่อธรณีนี้หมุน ความจริงจึงกระจ่าง ”นางส้มได้ฟังดังนั้นก็แปลรหัสข้อความนั้นได้ว่าหมายถึงคราวที่เธอนั่งในห้องของบ.ก.ดมแล้วห้องหมุนได้ จึงพบความจริงที่ซ่อนอยู่ นั่นก็หมายถึง ชายคนนี้คือ “ ดร.บุญดี ใช่มั๊ยคะ ” หล่อนถามชายลึกลับ
“ ฉันรอพบเธอมานานแล้ว บัดนี้ถึงเวลาทำการใหญ่แล้ว โสมสุดา ” ดร.บุญดีเปิดเผยตัว “ กองกำลังเสรีโซวาเนียนตั้งค่ายรออยู่ในอีกหมู่บ้านใกล้ปราสาทหลังเขาโน่นแน่ะเสร็จงานกฐินแล้วเราจงเร่งไปกันเถิด พวกเรารออยู่ ”
เมื่อถวายผ้ากฐินเสร็จแล้วพวกนายขำก็ล่ำลานายเสิงไปอย่างเงียบ ๆ และติดตาม ดร.บุญดีไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งต้องเดินข้ามหุบเขาไปราวครึ่งวัน มีชื่อว่าบ้านกาสังใจกลางหมู่บ้านยังมีปราสาทโบราณที่พวกขอมสร้างไว้ ชื่อปราสาทศิขรินทร์เป็ของศาสนาพราหมณ์ไศวะนิกาย นับถือพระศิวะเป็ใหญ่ อายุราวหนึ่งพันห้าร้อยปี
ครั้นได้เวลาหลังจากอาหารค่ำแล้วดร.บุญดีก็นำทั้งสามคนไปที่กระท่อมใหญ่ซึ่งเรียกว่าหอประชุมในนั้นมีสมาชิกของขบวนการเสรีโซวาเนียนทั้งหญิงและชายต่างเรียกขานกันด้วยคำนำหน้าว่า“ สหาย ” ดังนี้ ทั้งสามคนจึงกลายเป็สหายขำสหายไม้และสหายส้มไปโดยปริยาย
“ พี่น้องทั้งหลาย ปฏิบัติการซึ่งเราต้องร่วมกันกระทำต่อไปนี้นับเป็ภารกิจที่สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายอย่างที่สุด ทุกคนอาจจบชีวิตลงได้ทุกเวลานาทีดังนั้นขอให้เราจงปฏิญาณร่วมกันว่าจะมุ่งมั่นต่อสู้จนกว่าจะสำเร็จดังเป้าหมายหากมีใครคิดจะถอนตัวในยามนี้ ก็จงบอกมา เราจะมิเหนี่ยวรั้งไว้เลย ”
ไม่มีผู้ใดถอนตัวทุกคนจึงปฏิญาณว่าจะสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์และเสรีภาพของประชาชนชาวSouvanna ( โซวันน่า )จนกว่าชีพนี้จะหาไม่
“ การเดินทัพทางไกลของเราจะแบ่งออกเป็สองสายสายหนึ่งจะไปตามแนวตะวันออกของประเทศ ลัดเลาะป่าเขาไปจนถึงเจมทาวน์อีกสายหนึ่งไปตามแนวตะวันตกของประเทศเลียบชายฝั่งอ่าวเบงกอลไปจนกับสายที่หนึ่งที่เจมทาวน์ เอาละสำหรับสายที่หนึ่งข้าพเ้าจะนำทัพเอง ส่วนสายที่สองให้สหายขำสหายไม้นำทัพ กำหนดออกเดินทางในวันขึ้น 15ค่ำนี้ ขอให้ทุกคนจงโชคดี ”ดร.บุญดีแบ่งหน้าที่ให้ทุกคนแล้วก็เลิกประชุม
ยังมิทันถึงกำหนดวันเดินทางกองร้อยจู่โจมของจอมพลสดมภ์ก็มาถึงบ้านหนองอีฮวกเมื่อได้รับคำบอกทางจากนายจั่นแล้วทหารกลุ่มนั้นก็มุ่งหน้ายังหมู่บ้านกาสังในทันใด ฝ่ายเสรีโซวาเนียนยังมิทันตั้งตัวก็ถูกจู่โจมจนตั้งตัวแทบไม่ติด บางส่วนถูกยิงล้มตายร่วมร้อยที่เหลือก็ถอยร่นไปซ่อนตามป่าตามเขา คงเหลือพวกดร.บุญดีและนายขำนายไม้นางส้มเท่านั้นที่หลบเข้าซ่อนตัวในปราสาทศิขรินทร์ เพื่อเป็เกราะกำบังหวังสู้ตาย
ทั้งสี่คนเดินเข้าไปผ่านห้องต่างๆ จนถึงห้องบูชาศิวลึงค์ แต่เมื่อสังเกตดูบนฐานโยนีลึงค์ไม่ปรากฏศิวลึงค์ มีเพียงรูลึกลงไปเ้าค้ำฟ้าจึงลองนำแท่งศิวลึงค์ที่สาวกาวิต้าให้มาเสียบลงไปก็พบว่าขนาดพอดีกันเหมาะเจาะ ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างพวยพุ่งออกจากแท่งผลึกฉายไปยังผนังห้องด้านหนึ่งจนสว่างจ้าราวกับฉายหนังกลางแปลงแล้วก็มีสภาพคล้ายกับประตูที่เปิดออกไปสู่อีกโลกหนึ่งจากนั้นก็มีผู้ชายหลายคนเดินออกมาจากประตูนั้น ทุกคนแต่งชุดแบบนักรบโบราณมีผ้าโพกหัว รัดแขน ผูกเอว บ้างก็ถืออาวุธแบบต่าง ๆ ทั้งดาบ หอก ขวาน โล่ห์ เขน ฯลฯผู้เป็หัวหน้าของคนกลุ่มนั้น กล่าวขอบใจที่ช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็อิสระได้หลุดออกจากเมืองลับแลบังบด ที่ถูกกักขังไว้นานนับพันปี เขาบอกว่าเขาชื่อขุนหลวงมะลังคะ
ยังสนทนากันไม่ทันจบพวกกองร้อยจู่โจมก็ตามเข้ามาภายในปราสาท
ขุนหลวงต่างมิติจึงนำนักรบโบราณเข้าฟาดฟันจนกองร้อยจู่โจมล้มตายอย่างง่ายดายและรวดเร็วราวกับมีดอันคมของกัลบกโกนหนวดเคราฉะนั้น ะุปืนของเหล่ากองกำลังฝ่ายจอมพลสดมภ์มิอาจระคายผิวของนักดาบโบราณแม้แต่น้อย
หลังการปะทะกันอย่างดุเดือดนั้นขุนหลวงมะลังคะก็เล่าความเป็มาก่อนจะออกมาจากประตูลึกลับนั้นให้ฟังว่า
เดิมทีเขาเป็เป็หัวหน้าเผ่าลัวะในยุคที่พระนางจามเทวีเพิ่งจะเสด็จมาจากละโว้ขึ้นมาปกครองเมืองหริภุญชัยตามคำเชิญของวาสุเทพฤาษี
ขุนหลวงมะลังกะ (ตามสำเนียงของชาวหริภุญไชย)ได้ยินกิตติศัพท์พระศิริโฉมของพระนางจามเทวีว่างดงามยิ่งนักจึงมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ใหลหลง ส่งทูตมาสู่ขอพระนางแต่พระนางจามเทวีก็ใช้ปัญญาออกอุบายบ่ายเบี่ยงมาตลอด เช่นพระนางบอกว่าถ้าหากขุนหลวงมะลังกะพุ่งหอกมาปักกลางเมืองหริภุญชัยได้ก็จะยอมตกลงแต่งงานด้วย
ด้วยเหตุที่ขุนหลวงมะลังกะเป็ผู้มีคาถาอาคมจึงได้ขึ้นไปบนดอยสุเทพร่ายเวทย์มนตราคาถาอาคมแล้วพุ่งหอกสะเหน้ามาตกที่หนองน้ำนอกเมืองทิศตะวันตก ต่อมาได้เรียกหนองแห่งนี้ว่า" หนองสะเหน้า "
เมื่อพระนางจามเทวีรู้ว่าขุนหลวงมะลังกะมีอิทธิฤทธิ์พระนางจึงต้องรีบเอาชายผ้าถุงทำเป็หมวกและเอาใบพลูที่พระนางทำพิธีข่มอาคมแล้วมาห่อทำหมากคำให้ทูตส่งไปถวายขุนหลวงมะลังกะและขอให้หลวงมะลังกะพุ่งสะเหน้าอีกครั้งแต่ครานี้วิชาอาคมของหลวงมะลังกะได้เสื่อมลงไป สะเหน้าที่พุ่งจึงตกลงที่บริเวณตีนดอยสุเทพ
จนในที่สุดหลายปีต่อมาเมื่อขุนหลวงมะลังกะเห็นว่าคงจะไม่ได้ตัวพระนางจามเทวีแน่จึงตัดสินใจยกทัพบุกเมืองหริภุญชัยพระนางจามเทวีจึงได้เอาช้างผู้ก่ำงาเขียวช้างคู่บารมีของพระนางออกมาสู้รบขับไล่ข้าศึกชาวลัวะจนแตกพ่ายและพวกลัวะได้หนีไปในป่าลึกด้านเหนือของดอยสุเทพแถบลุ่มน้ำแม่สาแม่ริม แล้วหลงเข้าไปในดินแดนลับแลบังบดที่อยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งเป็สถานที่อันฤาษีวาสุเทพสร้างไว้กักขังพวกลัวะ จนกว่าจะมีคนนำแท่งศิวลึงค์มาเสียบบนฐานโยนีลึงค์ในปราสาทแห่งนี้ก็จะพ้นคำสาปของฤาษีวาสุเทพ ได้วิชาอาคมกลับคืน
พวกเขารอมานานกว่าพันปีแล้วต้องอยู่อย่างทรมาน อยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่สะดวก ขาดอิสรภาพเมื่อมีเ้าค้ำฟ้ามาช่วยเขาออกมาได้เขาจึงอาสาช่วยเ้าค้ำฟ้ารบทัพจับศึกจนกว่าบ้านเมืองจะสงบแล้วจะลากลับไปในยุคของเขา
เมื่อมีผู้าเ็ล้มตายจากการปะทะในวันก่อนดร.บุญดีจึงต้องชะลอการเดินทัพทางไกลออกไปชั่วคราวเพื่อเยียวยาอาการของผู้เจ็บและทำศพผู้ตาย
ทางด้านจอมพลสดมภ์เมื่อได้รับรายงานความพ่ายแพ้ของกองร้อยจู่โจม เขาก็โกรธจัดหัวฟัดหัวเหวี่ยงสั่งให้ตรวจสอบข่าวที่ได้อีกครั้งเพราะเขาไม่เชื่อว่าทหารเป็ร้อยมีอาวุธาครบมือจะแพ้แก่นักดาบเพียงหมู่เดียวและครั้นตรวจสอบชัดเจนแล้วว่าเป็ความจริง เขาจึงสั่งให้ส่งกองทัพไปทั้งทางบกทางเรือเพื่อกำจัดพวกเ้าค้ำฟ้าให้สิ้นซาก
ลุเข้าเดือนอ้ายดร.บุญดีจึงสั่งเคลื่อนทัพในปลายปี ค.ศ.1934 ผ่านป่าเขาลำเนาไพร สายธารน้ำตกห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ กระทั่งมาถึงหมู่บ้านกลางป่าแห่งหนึ่งชื่อบ้านห้วยเอียนขณะตะวันลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว พวกเขาจึงพักทัพไว้ริมธารน้ำและพากันหุงหาอาหารกินกัน
ระหว่างที่มะลังคะกับพลพรรคออกเดินหาของป่ามาปรุงอาหารนั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเรียกให้ช่วยดังมาแต่ในป่า เขาจึงเดินไปตามเสียงนั้นก็เห็นสาวน้อยนางหนึ่ง วิ่งหนีอะไรมาสักอย่าง แล้วมาล้มลงต่อหน้ามะลังคะจึงเข้าไปประคองเธอขึ้น ถามว่า
“น้องสาวหนีใครมาหรือ “
สาวนั้นตอบว่า“ มีคนตามฆ่าฉัน มันฆ่าพ่อแม่ฉันไปแล้วเพราะหาว่าพวกฉันเป็ผีปอบ ช่วยฉันด้วยเถิดจ้ะ ”
พอกล่าวจบก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ราวสิบคนวิ่งถือคบไฟตามมาจากในป่า ส่งเสียงโหวกเหวกว่า “ นั่นไง มันอยู่นั่น ฆ่ามันให้ตาย ”
มะลังคะจึงกวัดแกว่งหอกสัตตโลหะอาวุธคู่กายจนมีแสงรัศมีเป็วงเจิดจ้าไปตกยังพื้นเบื้องหน้ากลุ่มคนฝูงนั้นเสียงดังสนั่นลั่นป่าคนพวกนั้นก็กระเด็นกระดอนหงายหลังกันไป มะลังคะก็เอ่ยขึ้นว่า
“ ยั้งมือก่อนพี่ชายทั้งหลาย ไฉนมากระทำกับผู้หญิงเพศแม่ของตัวเยี่ยงนี้ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือ ”
หนึ่งในคนเ่าั้ ก็กล่าวว่า “อีนางนี่มันเป็ผีปอบ หมูหมากาไก่ในหมู่บ้านถูกพวกมันจับกินไปหลายขนาดจักไว้ชีวิตมันไม่ได้ ส่งตัวมันมาให้เราเสียโดยดี ”
มะลังคะก็ว่า“ ถ้าเราไม่ให้ล่ะ ”
คนพวกนั้นก็กรูกันเข้ามาจะทำร้ายมะลังคะจึงรูดใบไม้เสกเป็ต่อเป็แตน บินเข้าต่อยคนกลุ่มนั้นวิ่งหนีหายเข้าป่าไป
หลังจากพาสาวแปลกหน้าไปยังกระโจมที่พักแรมแล้วมะลังคะก็ถามชื่อเสียงเรียงนามและเหตุการณ์ที่หล่อนต้องหนีมาสาวนั้นก็เล่าให้ฟังว่าตัวเธอมีนามว่า ม่านทิพย์เป็เชื้อสายของคนไทดำผสมกับไทลื้อ ด้วยปู่ของเธอเป็ไทดำมาจากเมืองแถนในแคว้นสิบสองจุไท ไปพบรักกับย่าของหล่อนซึ่งเป็ชาวไทลื้อที่เมืองสิงแขวงซำเหนือของดินแดนลาวต่อมาปู่และย่าของเธอก็ถูกพวกทหารฝรั่งเศสจับมาใช้แรงงานในแถบมลายูจึงเล็ดลอดหนีมาถึงดินแดนSouvanna ( โซวันน่า )ประเทศและตั้งรกรากอยู่ในบ้านป่าแห่งนี้เรื่อยมา
ด้วยความที่เป็คนหน้าตาหมดจดงดงามมีกิริยาเรียบร้อยน่ารักตามประสาเด็กบ้านป่าม่านทิพย์จึงเป็ที่หมายปองของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งหลายในแถบนั้น รวมถึงไอ้ต้นลูกชายพ่อใหญ่ลิด กำนันแห่งตำบลนั้น ซึ่งคอยตามจีบม่านทิพย์ไม่วางมือแต่สาวไม่รักตอบ ไอ้ต้นจึงหาเื่ใส่ร้ายว่าพ่อแม่ของม่านทิพย์นั้น เป็ผีปอบและจับพ่อแม่ของเธอไปเผาทั้งเป็ส่วนตัวเธอหนีรอดมาได้เพราะเพื่อนเข้าขัดขวางพวกไอ้ต้นไว้แต่เพื่อนของเธอก็โดนลูกกำนันลิดฆ่าตายเช่นกัน กระทั่งหล่อนมาพบมะลังคะนั่นเอง
ขุนหลวงชาวลัวะนั้นนับั้แ่หนึ่งพันห้าร้อยปีที่แล้วได้พลาดรักจากพระนางจามเทวีที่เขาหลงใหลแต่พระนางไม่ไยดี เขาก็หาได้มีโอกาสพบรักกับสาวใดอีกเลยจนถูกฤาษีวาสุเทพขังไว้ในเมืองบังบดกว่าพันปี ได้หลุดพ้นออกมาในยุคนี้เพิ่งจะได้มาพบสาวงามที่ต้องใจคือนางม่านทิพย์นี้แลเขาจึงชักชวนม่านทิพย์ให้เดินทางไปด้วยกัน นับแต่นี้เขาจะคุ้มครองดูแลเธอไปชั่วชีวิต ม่านทิพย์ยิ้มและหลบสายตาด้วยความเอียงอายในใจหล่อนก็นึกนิยมชมชอบในบุรุษผู้ห้าวหาญคนนี้เช่นกัน
หลังจากคืนนั้น ขบวนเดินทัพทางไกลของเสรีโซวาเนียนก็ออกเดินทางต่อไป ผ่านบ้านป่าเมืองเถื่อนกลางดงพงไพรอีกหลายแห่งก็ได้อาศัยม่านทิพย์ที่ชำนาญในการทำกับข้าวแบบชาวป่า ทำแจ่วทำป่นลาบก้อยซอยซ่าต้มปลาย่างเนื้อให้คนเดินทัพกินอย่างอิ่มหนำสำราญตกค่ำก็ยังได้ฟังสาวม่านทิพย์ลำกลอนจ๊อยซอให้ฟังบ้าง ฟ้อนรำให้ชมบ้างสร้างความเพลิดเพลินจนทุกคนลืมความเหน็ดเหนื่อยไปสิ้น
จนล่วงมาถึงภาคกลางของประเทศทัพของนายขำก็ปะทะเข้ากับกองทัพของรัฐบาล ได้ต่อสู้กันอย่างเรียกว่าเสียงปืนแตกแต่ทัพของนายขำมีพวกขุนหลวงมะลังคะใช้อาคมต้านะุฝ่ายข้าศึกไว้ได้จนทัพนายขำเคลื่อนมาถึงชายทะเล มะลังคะบอกว่าพวกเขาไม่ชำนาญการทำศึกทางทะเลเพราะครูบาเ้าของวิชาไม่เคยมาอยู่ทะเลมาก่อน วิชาอาคมจะใช้ไม่ได้ผลนายขำจึงให้ไปสมทบกับสายที่หนึ่งแล้วพวกนายขำจึงลงเรือออกสู่มหาสมุทรเพื่อเคลื่อนลงทางใต้ไปขึ้นฝั่งทางชายแดนเมืองเจมทาวน์ส่วนทัพสายที่หนึ่งของ ดร.บุญดียังคงเคลื่อนตัวต่อไปทางบกด้านตะวันออก
กองเรือของทัพสายที่สองลอยลำล่องใต้มาได้หนึ่งวันกับหนึ่งคืนต้องปะทะกับกองเรือลาดตระเวนของจักรวรรดิไดเกียวซึ่งมีปืนใหญ่เรือของพวกนายขำถูกยิงล่มไปหลายลำและถูกพวกไดเกียวนำเรือปิดล้อมไว้ทุกด้านกับใช้เรือเร็วนำทหารบุกขึ้นเรือของนายขำเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด นายขำหรือเ้าค้ำฟ้าใช้ปืนยิงสกัดทหารไดเกียวพวกนายไม้กับนางส้มก็ยิงพวกทหารที่กำลังไต่ขึ้นเรือและแล้วพวกทหารไดเกียวก็โยนะเิควันขึ้นบนเรือทำให้หมอกควันบดบังจนพวกนายขำมองไม่เห็นอะไร กว่าหมอกจะจางลงพวกเขาทั้งสามคนก็ถูกปืนยาวจี้คอและจับมัดมือมัดเท้าติดกับเสากระโดงเรือแล้ว
ครานี้จะถึงคราวดับสูญขององค์เ้าเหนือหัวแห่งSouvanna ( โซวันน่า )และเหล่าขุนศึกผู้ห้าวหาญหรือไม่
จบตอนที่ 20โปรดติดตามตอนที่ 21 เปรตเริงเมือง