หลังจากวิ่งรอบเขาไปสิบรอบ เซียวอวี้ฉีกลับมาสงบสติอารมณ์ได้บ้าง
ร่างปวกเปียกทรุดนั่งอย่างหมดอาลัยตายอยาก เหม่อมองปุยเมฆขาวก้อนนั้นลอยไปทางนู้น ก้อนนี้ลอยไปทางนั้น เอาแต่อ้าปากหายใจ พ่นไอสีขาวออกจากริมฝีปาก ขณะนั่งอยู่บนแคร่ไม้ใกล้ทางเข้าวัดที่หมอกลงจัด
เจิ้งเฟยยี่ไล่ตามเขามาตลอด แม้ไม่เข้าใจว่าเกิดเื่ใดขึ้น แต่ก็ยังไม่รีบร้อนซักถาม เพียงออกไปหาน้ำค้างเย็นใส่ใบไม้ใบใหญ่เท่าชามมา จากนั้นทำมุทราเสกกาต้มชาพร้อมชุดใบชาหนึ่ง
กานั้นมีไอร้อนลอยอวล คล้ายถูกเตรียมไว้ก่อนแล้ว เจิ้งเฟยยี่เทน้ำค้างลงไป นิ้วเรียวยาวปลายนิ้วอ่อนนุ่มหยิบใบชาสีฟ้าใส่ในกา รอจนน้ำค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีฟ้าใส จึงยกรินส่งให้เซียวอวี้ฉี
“คุณชาย ดื่มชาน้ำค้างฟ้า ช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ดี”
เซียวอวี้ฉีลอบมองท่วงท่าสง่างามของอีกฝ่ายขณะรับถ้วยชามาถือไว้
“ท่านอย่าดีกับข้าเพียงนี้เลย มันทำให้ข้ารู้สึกอาลัยในชีวิต”
เจิ้งเฟยยี่ยิ้มบาง แววตาอบอุ่นอ่อนโยน
“คุณชายเซียวปลงตกเื่ใดกัน หากมีสิ่งใดไม่สบายใจ ลองเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
ข้าว่า…ข้ากำลังจะตาย…
เซียวอวี้ฉีอยากร่ำร้องออกมาเช่นนั้น ทว่าทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาตกอยู่ภายในใจ
ขบคิดอย่างไรเจิ้งเฟยยี่ก็ไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มกลัวอู๋จื่อหานเพียงนั้นเชียวหรือ แต่เื่ของจิตใจแต่ละคนไม่เหมือน เขาไม่กลัวหาได้แปลว่าคนอื่นจะเป็เช่นเดียวกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เซียวอวี้ฉีสติแตกอีกเขาจึงเลือกจะไม่พูดขึ้นมา แต่เสนอว่า
“ถ้าไม่รู้จะพึ่งพิงสิ่งใด ลองเข้าไปนั่งภาวนา อยู่ต่อหน้าพระพุทธองค์บางทีปัญหาในใจอาจได้รับการคลี่คลาย”
“ท่านพูดถูก”
ถึงอย่างไรเขาก็ต้องไปขอยันต์จากเ้าอาวาสตามที่แจ้งไว้แก่มารดาเลี้ยง เช่นนั้นเซียวอวี้ฉีจึงลุกขึ้นกลับเข้าวัดเยว่หงโดยมีเจิ้งเฟยยี่เข้าไปเป็เพื่อน
ประหลาดนัก…
ขณะนั้น ภายในห้องลับของูเาจำลอง อู๋จื่อหานถอนการรับรู้จากตาที่สาม ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
ทั้งที่เหมือนว่าเขาจะถูกพิษทว่าใช้การขับพิษไม่เป็ผล ร่างกายยังคงอ่อนแรงแม้แต่ปลายนิ้วก็เขยื้อนไม่ได้ ซ้ำเหมือนภายในตาที่สามจะมีบางอย่างแปลกประหลาดแทรกซึมมาจากที่ใดไม่รู้
ในจังหวะนั้นเอง สายตาคมปลาบเหลือบไปเห็นถ้วยยาบำรุงหยางที่ชายคนนั้นวางทิ้งไว้ ณ มุมห้อง ความสงสัยจึงค่อยๆ ผุดขึ้นในใจว่า การหมดแรงของตนอาจมีสาเหตุมาจากเื่นั้นจริงๆ
แต่ข้า…อ่อนแอถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
อู๋จื่อหานงุนงง เคลือบแคลงอยู่ในใจ
ร่างกายของมารแตกต่างจากมนุษย์และเซียน เมื่อถึง่อายุหนึ่งย่อมต้องผ่านการฝึกฝน เพื่อรักษาสมดุลของพลัง
เื่ทางเพศเอง หากฝืนกดเอาไว้ ย่อมส่งผลเสียทั้งต่อจิตใจและลมปราณ
ดังนั้นที่ผ่านมา เขาจึงรับมือกับการปรับสมดุลเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง
ยามนี้ ต่อให้มีสิ่งใดเกิดขึ้น ก็ไม่ควรมีสภาพดูไม่ได้เช่นที่เป็อยู่
หรือเป็เพราะอีกฝ่ายเป็มนุษย์?
ความคิดนั้นทำให้เขาต้องใคร่ครวญอย่างจริงจัง
บางที…ร่างกายของเขาอาจไม่สามารถรับมือได้?
หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจเป็เพราะยังไม่คุ้นชิน?
คำถามมากมายวนเวียนไร้คำตอบ ทำให้อู๋จื่อหานไม่สบอารมณ์นัก
กระนั้น เมื่อไร้ทางเลือก เขาจึงหลับตาลง ทำสมาธิ และกลับเข้าสู่การรับรู้ของตาที่สามอีกครั้ง…
“คุณชายคิดเห็นอย่างไรต่อเื่ที่เ้าอาวาสกล่าวเมื่อครู่”
ค่ำวันนั้น หลังสนทนากับเ้าอาวาสอยู่นานหลายชั่วยาม เซียวอวี้ฉีกับเจิ้งเฟยยี่จึงเดินกลับไปยังห้องพัก
ชายผมเงินก้าวเดินอย่างนุ่มนวล มือไพล่ไว้ด้านหลัง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยหยั่งเชิงคนข้างกาย
“คุณชายเจิ้งหมายถึงเื่ใด?”
เซียวอวี้ฉีกำลังขบคิดถึงถ้อยคำที่เ้าอาวาสเอ่ยทักเช่นกัน
‘่นี้พสกเจอปัญหาใด ค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้ อย่าเพิ่งตัดสินจากสิ่งที่เห็น ให้ใช้ใจ แล้วจะไขกระจ่าง’
เ้าอาวาสน่าจะหมายถึงเื่ของชายที่เขาซ่อนไว้
ซึ่งแท้จริงแล้ว เซียวอวี้ฉีก็กำลังขบคิดอยู่ว่าควรพาอีกฝ่ายออกจากบ้านอย่างไรดี
“เื่วาสนาด้ายแดง”
เจิ้งเฟยยี่เอ่ย พลางทอดสายตามองเข้าไปในั์ตาของอีกฝ่าย
เซียวอวี้ฉีชะงัก หันมาสบตาเขา
“เหตุใดคุณชายจึงสนใจเื่ด้ายแดงของข้า?”
นี่เป็หนึ่งในเื่ที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ ทว่าไม่ได้ให้ความสำคัญนัก จึงมิได้นำมาใคร่ครวญจริงจัง
เมื่อถูกถามเช่นนั้น เจิ้งเฟยยี่ก็ยังคงสีหน้าสงบ หันกลับไปก้าวเดินต่อ
“ข้าเห็นว่าหนุ่มสาวชาวมนุษย์ส่วนใหญ่มักสนใจเื่นี้ จึงใคร่รู้ว่าท่านคิดเห็นอย่างไร”
“สำหรับข้า วาสนาด้ายแดงจะเป็สิ่งที่์ลิขิตหรือไม่ก็ส่วนหนึ่ง”
เซียวอวี้ฉีตอบ พลางก้าวเดินตามไป
“แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจเรา หากข้าไม่ไขว่คว้า ต่อให้เป็ด้ายเส้นใด ก็ไม่อาจผูกโยง”
“คุณชายไม่อยากแต่งงานหรือ?”
คำตอบที่ดูจะไม่สนใจเื่พวกนี้ของเซียวอวี้ฉีทำให้เจิ้งเฟยยี่ลอบชำเลืองมอง
ไม่…
เซียวอวี้ฉีกำลังจะตอบเช่นนั้น ทว่ากลับนึกไปถึงเื่ที่เคยรับปากชายหนุ่มอีกคนไว้
ว่า หากพวกเขาได้รับพร จะแต่งงานกัน
“ถ้าไม่จำเป็”
เซียวอวี้ฉีเปลี่ยนคำตอบ
“เช่นนี้เอง”
เจิ้งเฟยยี่พยักหน้ารับรู้ หลุบตามองพื้น ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่
ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆ จนถึงเรือนตากอากาศ ครั้นกำลังจะแยกย้ายกัน เซียวอวี้ฉีพลันนึกขึ้นได้
“จริงสิ ข้าว่าจะถามคุณชายเจิ้งเื่หนึ่ง”
“ยี่เกอ”
เจิ้งเฟยยี่หันมาเอ่ยแก้ น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความเป็กันเอง
“พวกเรานับว่ารู้จักกันมาสักพัก ถือว่ามีวาสนาต่อกัน คำเรียกจึงไม่ควรห่างเหินเกินไป เรียกข้าว่ายี่เกอเถอะ”
“อ้า…ได้สิ ยี่เกอ”
เซียวอวี้ฉีรับคำ ก่อนจะยิ้มกว้าง
“เช่นนั้นท่านเรียกข้าว่าน้องเซียว..”
“อาฉีก็แล้วกัน”
เจิ้งเฟยยี่กำหนดคำเรียก พลางส่งยิ้มบางเบามาให้
เซียวอวี้ฉีไม่มีปัญหา จึงพยักหน้ารับ
“เอาตามท่านว่ายี่เกอ”
“อืม แล้วอาฉีมีเื่ใดให้ข้าช่วยหรือ”
เมื่อได้เปลี่ยนคำเรียกให้ดูสนิทสนมขึ้น เจิ้งเฟยยี่ก็พอใจไม่น้อย น้ำเสียงอ่อนละมุนดุจสายน้ำไหล
“เื่ยาแก้ฟกช้ำ”
เซียวอวี้ฉีอธิบายที่มาที่ไป
“พอดีข้าตกจากกระบี่ เหมือนจะมีรอยช้ำหลายจุด คิดว่าแดนเซียนน่าจะมียาวิเศษที่ช่วยให้รอยช้ำหายเร็วๆ”
“ย่อมมี”
เจิ้งเฟยยี่ตอบทันที
“ยาแก้ฟกช้ำของเราสรรพคุณดีเยี่ยม รอยช้ำเพียงเล็กน้อย ทาไปคืนเดียวก็หาย เดี๋ยวข้านำไปให้ที่ห้องของเ้า”
“ขอบคุณยี่เกอ”
เซียวอวี้ฉีเอ่ยด้วยความดีใจ แววตาลุกวาวขึ้นมาทันที
“เื่แค่นี้ อย่าใส่ใจเลย”
เมื่อเจิ้งเฟยยี่รับปากว่าจะนำยาไปให้ เซียวอวี้ฉีจึงกลับมารออยู่ที่ห้อง
ชายหนุ่มเตรียมน้ำอุ่นและผ้าไว้สำหรับเช็ดตัวก่อนทายา ไม่นานนัก ไม่ถึงชั่วยาม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“รบกวนยี่เกอแล้ว”
เซียวอวี้ฉีเปิดประตูออกไป เห็นอีกฝ่ายถือถาดยาอยู่พร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า เขายื่นมือออกไปหมายจะรับถาดมาถือเอง
ทว่าเจิ้งเฟยยี่กลับยกถาดหลบ พร้อมเอ่ยขึ้นว่าจะเป็คนทายาให้
“เื่เช่นนี้ไม่ต้องรบกวนยี่เกอดีกว่า”
เซียวอวี้ฉีปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
เพราะแท้จริงแล้ว เื่ตกกระบี่เป็เพียงข้ออ้าง เขาตั้งใจจะใช้ยานี้ทารอยช้ำจ้ำจาก เื่นั้น หากให้ผู้อื่นเห็น ย่อมไม่เหมาะนัก
“อาฉี พวกเราต่างรู้กันดีว่าวันนั้นเ้าไปหอนางโลมทำไม”
เจิ้งเฟยยี่เอ่ยขึ้น ราวกับอ่านใจเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
รอยยิ้มที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ และแฝงความเต็มใจจะช่วยเหลือ ตามจุดประสงค์ที่อีกฝ่าย้า
เซียวอวี้ฉีไม่คาดคิดว่าตนจะถูกมองออกง่ายดายถึงเพียงนี้
ซึ่งความจริงแล้ว วันที่เขาตกจากกระบี่จนสลบ เพื่อดูอาการาเ็ เจิ้งเฟยยี่ก็ได้ตรวจดูร่างกายของเขาไปแล้วรอบหนึ่ง
รอยฟกช้ำจากการตกกระบี่มีอยู่ไม่กี่จุด
แต่รอยรักกลับกระจายเต็มร่าง โดยเฉพาะบริเวณไหปลาร้าและแผ่นอก
“ในเมื่อยี่เกอรู้อยู่แล้ว น้องคนนี้ก็ต้องรบกวนด้วย”
เซียวอวี้ฉีหน้าแดงวาบ รู้สึกอับอายอยู่บ้าง แต่ก็ยอมรับความหวังดีนั้น
อย่างไรเสีย เขาก็้าใครสักคนช่วยดูให้แน่ใจว่า รอยเ่าั้เป็อย่างไรบ้าง
ได้รับอนุญาตเจิ้งเฟยยี่จึงก้าวเข้าห้อง พาตัวเองไปยังโต๊ะที่เซียวอวี้ฉีเตรียมผ้าและน้ำอุ่นไว้เช็ดตัว
“อาฉีถอดเสื้อเถอะ”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ขณะวางอุปกรณ์ทายาลง
เซียวอวี้ฉีหันไปถอดเสื้อออก เหลือเพียงกางเกงสีขาวบนร่าง
จังหวะที่เซียวอวี้ฉีกำลังหันหลังพับเสื้อ ผ้าชุบน้ำอุ่นก็ถูกประคบลงบนไหล่อย่างแ่เบา จนเซียวอวี้ฉีสะดุ้งน้อยๆ
“ยี่เกอข้าใหมด”
เซียวอวี้ฉีหมุนตัวกลับมา ยกมือจะรับผ้าผืนนั้น
เจิ้งเฟยยี่ยิ้มบาง ใบหน้าสงบ ั์ตาไร้เจตนาจะล่วงเกิน
“บนหลังเ้ามีรอยอยู่ เช็ดให้สะอาด แล้วค่อยใส่ยาเถอะ”
น้ำเสียงอ่อนละมุนราวกับกล่อมจิตใจ
เซียวอวี้ฉีคลายมือ ปล่อยให้อีกฝ่ายถือผ้ากลับไป ก่อนที่เจิ้งเฟยยี่จะก้าวอ้อมมายืนด้านหลัง
เซียวอวี้ฉีนั่งลงบนเก้าอี้ รวบผมมาด้านหน้า เปิดเผยแผ่นหลังขาวกระจ่าง
ทั้งร่างแข็งเกร็งเล็กน้อย เมื่อผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ ลูบไล้ไปมาอย่างแ่เบา
“เป็แม่นางคนใดกัน ที่ถูกใจอาฉี จึงฝากตราประทับไว้มากมายเพียงนี้”
เจิ้งเฟยยี่ชวนคุย พลางหลุบสายตามองรอยจ้ำแดงที่หลังคอของอีกฝ่าย ดวงตาคู่นั้นดูจะลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย
“ยี่เกอล้อเล่นแล้ว”
เซียวอวี้ฉีตอบเสียงเบา
“เป็แม่นางคนหนึ่ง…ที่ข้าไม่ได้ถามชื่อ”
ความสัมพันธ์เพียงคืนเดียว ย่อมไม่แปลกที่จะไม่รู้ชื่อของอีกฝ่าย
เจิ้งเฟยยี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เ้าก็ช่างซุกซน”
ได้ยินเช่นนั้น เซียวอวี้ฉีก็เม้มปาก ใบหน้าแดงระเรื่อ
มิใช่ว่าเขาอยากซุกซน เพียงแต่กายเ้ากรรมกลับไม่ฟังคำสั่งเอาเสียเลย
เมื่อมองเห็นใบหูที่เริ่มขึ้นสีของอีกฝ่ายยามพูดถึงเื่นี้
เจิ้งเฟยยี่ก็รู้สึกคันยุบยิบในอก มือที่ถือผ้าเคลื่อนผ่านรอยจ้ำตรงหลังคอเกลี้ยงอย่างแ่เบา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความใคร่ครวญ
“อาฉี…เ้าชอบสตรีแบบใดกัน”
เขาว่าเจิ้งเฟยยี่ช่างแปลกจริงๆ
ในที่สุด เซียวอวี้ฉีก็มั่นใจว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกไปฝ่ายเดียว
เจิ้งเฟยยี่ดูจะสนใจเื่ความชอบพอของเขาอยู่ไม่น้อย
ทว่าเซียวอวี้ฉีไม่อยากปฏิเสธจนทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก
บางทีอาจเป็เพราะความแปลกใหม่ คนจึงให้ความสนใจเพียงชั่วคราว เขาจึงเลือกทำตัวเป็ปกติ
“อืม…สตรีที่เป็ตัวของตัวเอง ไม่พิธีรีตอง เข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย รู้จักวางแผน และใส่ใจข้าเป็อย่างดี”
“แล้วเื่รูปโฉม ต้องโดดเด่นหรือไม่”
“เื่รูปโฉมไม่สำคัญนัก”
เซียวอวี้ฉีตอบตามตรง
“แต่ข้าชอบคนที่สูงสักหน่อย”
คำพูดนั้นทำให้ภาพชายหนุ่มรูปงามล่มเมือง ผู้มีเอกลักษณ์คนนั้น ลอยขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง
ชายผู้นั้นสูงมาก
แม้เขาจะสูงอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับสูงกว่าถึง่ศีรษะ
คำนวณดูแล้ว…ต้องมากกว่าเจ็ดฉือแน่…
นี่ข้าคิดถึงเขาอีกแล้วหรือ?
เซียวอวี้ฉีชะงัก
ไม่รู้ว่าเหตุใด ความคิดของเขาจึงเอาแต่วนเวียนอยู่กับบุรุษผู้นั้นไม่รู้จบ
เซียวอวี้ฉีเริ่มสงสัยว่า…
หรือแท้จริงแล้ว คนที่แปลกที่สุด อาจเป็ตัวเขาเอง
อีกทางหนึ่ง หลังจากฟังคำบรรยายลักษณะเ่าั้แล้ว เจิ้งเฟยยี่ก็อดแอบสำรวจตัวเองไม่ได้
รูปร่างของเขาสูงสง่าดุจหยก เมื่อเทียบกับบุรุษชาวมนุษย์แล้ว นับว่าสูงเกินเจ็ดฉือ
ส่วนเซียวอวี้ฉีนั้น ต่ำกว่าเขาอยู่่ศีรษะหนึ่ง เวลาเคียงข้างกันกลับดูราวต้นสนสองต้นยืนเข้าคู่กันอย่างเหมาะเจาะ
คิดมาถึงตรงนี้ เจิ้งเฟยยี่ก็ยิ้มบาง
เขาหันไปวางผ้าลง ก่อนหยิบโถยาขึ้นมาเปิด
แทนที่จะใช้ไม้พายป้ายยา เขากลับจงใจจุ่มปลายนิ้วอ่อนนุ่มของตนลงไป ควักยาขึ้นมาทาเอง
ครั้นปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงบนแผ่นหลัง เซียวอวี้ฉีก็เผลอนั่งหลังตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“อาฉี อย่าเกร็ง”
เจิ้งเฟยยี่เหลือบมองไหล่ที่รั้งตึงของอีกฝ่าย เอ่ยเตือนให้ผ่อนคลาย
แต่สำหรับเซียวอวี้ฉีแล้ว เขาคิดว่าทำไม่ได้เลย
ยิ่งปลายนิ้วนั้นกดนวดเบาสลับหนัก
ลมหายใจของเขาก็ยิ่งติดขัด หายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียจริง
“ร่างกายเ้านั้นค่อนข้างเย็น บางทีอาจต้องสวมเสื้อผ้าหนาขึ้นสักหน่อยหรือไม่”
เจิ้งเฟยยี่เอ่ย มือหนึ่งยังคงทายา อีกมือทำมุทราเสกกระถางไฟพกพาขนาดกะทัดรัดออกมา ก่อนจะโน้มตัวนำกระถางไฟใบนั้นไปวางไว้บนโต๊ะใกล้เซียวอวี้ฉี
“ยี่เกอกล่าวมีเหตุผล”
เซียวอวี้ฉีพยักหน้า
“่นี้ข้ารู้สึกหนาวอยู่บ้างจริงๆ สงสัยต้องหาเสื้อที่หนากว่านี้มาใส่แล้ว”
เขามองกระถางไฟ ก่อนจะเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาขอบคุณ
อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เจิ้งเฟยยี่เป็คนใส่ใจผู้อื่นยิ่งนัก
จะว่าไปแล้ว…
เจิ้งเฟยยี่เองก็มีคุณสมบัติตรงตามที่เขาเพิ่งเอ่ยไป เข้าอกเข้าใจ รู้จักเอาใจใส่…
อา…พอเถอะ เซียวอวี้ฉี
ในหัวเ้าจะคิดแต่เื่รักๆ ใคร่ๆ ไปถึงไหนกัน
ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด
คือการรีบคิดให้ได้ว่า จะเอา ตัวปัญหา ออกจากบ้านไปโดยไวได้อย่างไรต่างหาก!
“มาคราวนี้ ฮ่องเต้หยางิทรงมอบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกเงินให้ข้ามาตัวหนึ่ง”
เจิ้งเฟยยี่เอ่ย ขณะขยับมาทายาที่ด้านหน้า
“เซียนอย่างเราไม่หนาวไม่ร้อน เดี๋ยวข้าเอาให้เ้าแล้วกัน”
“นั่นจะได้อย่างไร”
เซียวอวี้ฉีโบกมือปฏิเสธทันที
“ฝ่าาพระราชทานให้ท่าน ข้ารับมาสวมย่อมไม่เหมาะสม”
เสื้อคลุมขนจิ้งจอกเงินเป็ของหายาก เพียงมองก็รู้ว่าเป็ของล้ำค่า หากเขารับมาสวม ผู้คนย่อมต้องสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจิ้งเฟยยี่
คิดดูแล้ว เื่ยุ่งยากย่อมตามมาไม่สิ้นสุด
แต่เจิ้งเฟยยี่กลับไม่ได้คิดซับซ้อนเช่นนั้น เห็นเพียงว่าตนเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์
“อย่างที่ข้าบอก ข้าไม่หนาวไม่ร้อน ฝ่าาก็ทรงทราบดี ดังนั้นข้าจะมอบให้ใครต่อก็ย่อมเหมาะสมทั้งสิ้น”
“ได้ยินมาว่าขนจิ้งจอกเงินหายาก อีกทั้งยังมีพลังพิเศษช่วยขจัดกลิ่นอายปีศาจ”
เซียวอวี้ฉีอธิบายเพิ่มเติม ไม่กล้ารับของวิเศษชิ้นนี้
“เสื้อตัวนี้ ฝ่าาต้องทรงเห็นว่ามีประโยชน์ต่อท่าน จึงพระราชทานมาแน่”
“เช่นนั้น ฝ่าาก็คงดูถูกข้าเกินไปแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจิ้งเฟยยี่จางลงเล็กน้อย
“ข้าหรือจะต้องพึ่งเสื้อคลุมเพื่อขจัดกลิ่นอายปีศาจ”
เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจัง
“อาฉี เ้าเองก็คิดว่าข้าต้องใช้มันด้วยหรือ?”
“เอ่อ…”
ถูกสายตานั้นจ้องมอง เซียวอวี้ฉีกลับไปต่อไม่ถูก
คิดดูให้ดีแล้ว ก็เป็อย่างที่อีกฝ่ายว่า เจิ้งเฟยยี่เป็เซียนระดับใด ไยต้องพึ่งพาของวิเศษเช่นนี้กันเล่า
“เอาเป็ว่าข้าให้เ้ายืมชั่วคราว”
เจิ้งเฟยยี่ตัดบท
“หากลงจากเขาแล้ว อาฉีค่อยคืนข้าก็ได้”
กล่าวจบ เขาก็ลงมือทายาที่จุดสุดท้ายจนเสร็จ ก่อนจะหมุนตัวไปเก็บข้าวของใส่ถาด
เซียวอวี้ฉีไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธอีก จึงพยักหน้ารับ ก่อนลงมือสวมเสื้อ
ครั้นสวมเสร็จ หันกลับมาอีกครั้ง เจิ้งเฟยยี่ก็ยืนถือเสื้อคลุมขนจิ้งจอกเงินรออยู่แล้ว
“ท่านเรียกของออกมาได้ทุกอย่างเลยหรือ”
เซียวอวี้ฉีอึ้งไปเล็กน้อย อดอิจฉาความสามารถที่สะดวกสบายเช่นนี้ไม่ได้
“ต้องเป็ของที่เก็บไว้ในถุงเรียกของอักษรยี่เท่านั้น”
เจิ้งเฟยยี่ตอบ พลางคลุมเสื้อลงบนร่างของอีกฝ่ายอย่างเป็ธรรมชาติ
“เยี่ยมนัก ข้าเองก็อยากได้สักใบ”
เมื่อถูกคลุมเสื้อ เซียวอวี้ฉีก็รู้สึกอุ่นสบายกว่าตอนแรก ใบหน้าจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างร่าเริง
ของวิเศษย่อมเป็ของวิเศษจริงๆ ใส่แล้วทั้งนุ่ม ทั้งอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
หากกล่าวตามตรง เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ััของดีเช่นนี้นัก
หากบิดาไม่ได้มอบให้ เขาก็มักไม่ได้ใช้
ตรงกันข้าม หากมารดาได้ของดีมา ก็มักจะยกให้น้องชายก่อนเสมอ
ส่วนเขา…ในฐานะพี่ใหญ่
ยามบิดาถาม ก็มักตอบว่าเสียสละให้น้องเล็ก
นานวันเข้า ก็เริ่มชินกับการเป็เช่นนั้นไปเอง
“ถ้าเ้าอยากได้ ข้ามอบให้”
เมื่อเห็นดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้น เจิ้งเฟยยี่ก็ปลดถุงหอมข้างเอวลงมายื่นให้ โดยไม่แสดงท่าทีลังเลแม้แต่น้อย
“จริงหรือ แต่นี่ออกจะ…”
เซียวอวี้ฉีใกับความใจกว้างของอีกฝ่าย มองถุงวิเศษใบนั้นตาค้าง ลังเลอยู่ในใจว่าจะรับมาดีหรือไม่
เพราะในแดนมนุษย์นั้น
มีเพียงผู้ที่รักใคร่กันเท่านั้น จึงจะแลกถุงหอมให้กัน
การรับถุงหอมของผู้อื่นมาใช้
ย่อมไม่ต่างจากการรับใจของอีกฝ่าย และยกให้เขาเป็คนสำคัญในหัวใจ
“เ้าอย่าเกรงใจ รับไปเถอะ”
เจิ้งเฟยยี่ทำทีไม่เข้าใจความคิดที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคำนึง
ทั้งที่ในแดนเซียนเอง ก็มีธรรมเนียมพกถุงหอมแทนใจไม่ต่างกัน
และลึกลงไปแล้ว เจตนาของเขา ก็อยากให้เป็เช่นนั้นจริงๆ …
เซียวอวี้ฉียังคงลังเล เหลือบมองสบตาเจิ้งเฟยยี่สลับกับถุงหอมในมือ
สีหน้าของอีกฝ่ายยังดูเป็ปกติ ราวกับไม่รู้ไม่เห็นนัยแอบแฝงใดๆ
ถ้ารับไว้ ก็คงไม่เป็ไร…
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นถุงหอมใบนี้ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเขา
วิธีพา คนผู้นั้น ออกจากจวน โดยไม่ให้ใครจับได้
หากสามารถใส่เขาลงไปในถุงหอมได้
เื่ทุกอย่างย่อมง่ายดายขึ้นมาก
เมื่อชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอยู่สองสามตลบ
เซียวอวี้ฉีก็ได้คำตอบในใจ…
เื่นี้ จำเป็ต้องมีเ้าถุงหอมใบนี้จริงๆ
“เช่นนั้น…ข้าจะรับไว้”
เมื่อตัดสินใจได้ เซียวอวี้ฉีก็ยื่นมือไปรับถุงหอมมา ลองเปิดดูด้านในด้วยความใคร่รู้
เจิ้งเฟยยี่ขยับยิ้มมองตาม หัวใจพองฟูขึ้นเล็กน้อย มือไพล่หลังอธิบายอย่างอารมณ์ดี
“ถุงหอมใบนี้ไร้น้ำหนัก จะใส่อะไรก็ได้ อีกทั้งยังช่วยถนอมอาหารให้เก็บได้นานขึ้น”
“เยี่ยมไปเลย”
คราวนี้ แผนการในใจของเซียวอวี้ฉีก็เหมือนจะสำเร็จลุล่วง
เขาสามารถใส่ คนผู้นั้น ลงไป แล้วหิ้วออกจากบ้านได้อย่างสะดวกสบาย
เื่ยุ่งยากทั้งหลายที่กวนใจมานาน พลันสลายหายไปในพริบตา
เซียวอวี้ฉีหัวเราะร่า ดวงตาหยีโค้ง ราวกับมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีความสุขถึงเพียงนั้น เจิ้งเฟยยี่จึงเริ่มสอนวิธีใช้ถุงหอม
เขาล้วงแท่งประทับหยกชิ้นหนึ่งออกมา บนหยกนั้นสลักอักษรเพียงคำเดียว
‘ยี่’
“วิธีใช้ง่ายมาก”
เจิ้งเฟยยี่อธิบาย
“เพียงประทับตราความเป็เ้าของลงบนสิ่งของที่้าใส่ในถุง จากนั้นจึงทำมุทราเรียกของ หรือจะล้วงหยิบออกมาใช้ก็ได้ทันที
ถุงหอมนี้ จะมีเพียงผู้ถือตราประทับเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้”
“ตราความเป็เ้าของ?”
เซียวอวี้ฉีกะพริบตามองแท่งประทับหยกชิ้นนั้นปริบๆ
เจิ้งเฟยยี่จึงสาธิตให้ดู โดยเปิดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกเงินออกเล็กน้อย
ด้านในสาบเสื้อ ปรากฏตราอักษร ‘ยี่’ ประทับอยู่ชัดเจน
“เอ่อ…แบบนี้จะดีหรือ”
คราวนี้ เซียวอวี้ฉีไม่อาจไม่ลังเลได้อีก
หากเขารับถุงหอมมาใช้ ก็เท่ากับต้องถือตราประทับของเจิ้งเฟยยี่ติดตัวไปด้วย
หากมีผู้ใดรู้เข้า…
จะไม่คิดไปไกลหรืออย่างไรเล่า
“อาฉีรับไปเถอะ หรืออาฉีรังเกียจว่าเป็นามของข้า”
เจิ้งเฟยยี่เหลือบตาขึ้นมอง ขณะยื่นตราหยกนั้นให้แก่อีกฝ่าย
“ข้าเกรงว่าอาจส่งผลต่อชื่อเสียงของท่าน”
เซียวอวี้ฉีเอ่ยอย่างกังวล สายตามองไปยังปลายนิ้วงามที่คีบหยกไว้ เกรงว่าตนจะเป็ผู้ทำให้เจิ้งเฟยยี่ต้องแปดเปื้อน
เจิ้งเฟยยี่กลับเอื้อมมือเรียวยาวดุจหยกใสมาจับมือเขา แบออกอย่างแ่เบา ก่อนจะวางตราประทับนั้นลงกลางฝ่ามือ พร้อมทอดเสียงกล่าว
“ถ้าเป็เ้า ไม่เป็ไรหรอก”
จะไม่เป็ไรได้อย่างไรเล่า…
เซียวอวี้ฉียืนถือตราหยกค้างไว้ ความรู้สึกยุ่งยากใจแล่นวูบขึ้นมา
ทว่าเขายังไม่ทันได้คิดนาน ก็ถูกเจิ้งเฟยยี่จูงแขนพาเดินออกไปด้านนอกเสียก่อน
“ข้าเหมือนจะจำได้ว่า มีร้านสุราเลื่องชื่อร้านหนึ่ง พวกเราไปกันดีหรือไม่”
เจิ้งเฟยยี่ยังไม่ลืมคำที่เคยรับปากไว้ ว่าจะเลี้ยงสุรา
เซียวอวี้ฉีถูกดึงตัวมาเช่นนั้น จำต้องเก็บตราหยกใส่ไว้ในอกเสื้อเสียก่อน
“แล้วแต่ยี่เกอเลย แต่ขอเป็ข้าเลี้ยงท่าน ตอบแทนถุงหอมใบนี้”
“เช่นนั้นก็เอาตามนี้”
เจิ้งเฟยยี่ยอมรับอย่างไม่ขัด ั์ตาที่มองมานั้นเปล่งประกายความสุข ราวฟ้าใสที่เรืองรองขึ้นมาอย่างเงียบงัน
**************************************
(^•ﻌ•^) [จิ้งจอกกระซิบ] :
"บางคนอาจรับไปเพราะเหตุผล บางคนอาจให้ไปเพราะความรู้สึก
แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อรับแล้ว ย่อมไม่ใช่เื่เล็กๆ อีกต่อไป"