รุ่งเช้าของวันถัดมาแสงแดดอ่อนปกคลุมทั่ววัง แม้ว่าบรรยากาศในวันนี้จะเงียบผิดปกติ แต่ก็ไม่ใช่เื่แปลกเพราะเวลานี้แต่ละคนต้องแยกฝึกส่วนตัวกับนางข้าหลวงประจำตัว
หลี่เยว่ เดินตามข้าหลวงหมี่ไปโดยไม่เอ่ยถามในวันนี้ นางข้าหลวงหมี่ไม่ได้พาหลี่เยว่ไปที่ห้องฝึกตามปกติ แต่เลี้ยวผ่านระเบียงแคบด้านหลังตำหนักเดินลึกเข้าไปยังเขตหวงห้ามของวังหลวง
กำแพงสูงบดบังแสงตะวันประตูไม้เก่าเต็มไปด้วยฝุ่นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีคนเข้ามาในตำหนักนี้เป็เวลานานแล้ว นางข้าหลวงหมี่หยุดยืน พร้อมกับประตูที่เปิดออก
ภายในตำหนักแห่งนี้มีห้องขนาดไม่ใหญ่นัก พื้นปูด้วยแผ่นไม้สีเข้ม มีเพียงเสาไม้และฉากกั้นผนังเรียบไม่มีหน้าต่าง มีกลิ่นเหม็นอับชื้น เสียงภายนอกและภายในถูกตัดขาดราวกับอยู่คนละโลก
ไม่รอให้หลี่เยว่เอ่ยถามข้าหลวงหมี่เอ่ยปากขึ้นก่อน
“ที่นี่คือตำหนักเย็นสถานที่สุดท้ายที่พรากชีวิตสตรีในวังหลวงไปมากมาย”
ได้ยินเื่ของตำหนักเย็นขนในกายของหลี่เยว่ลุกชันด้วยความกลัว ข้าหลวงหมี่เหลือบสายตามองไปที่อีกฝ่าย
“เชื่อเถอะว่าสิ่งที่เ้ากำลังรู้สึกไม่ใช่ความกลัวเพราะเ้ายังสามารถเข้านอกออกในได้ตามใจนึก หากแต่ต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตนั้นแหละคือความน่ากลัวที่แท้จริง”
หลี่เยว่เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายได้ทันทีนางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยถาม
“ท่านพาข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือเ้าคะ?”
ข้าหลวงหมี่เอ่ยตอบด้วยเสียงเรียบ“จากนี้ไปการฝึกของเ้าจะเป็ความลับและไม่อาจแพร่งพรายให้ผู้ใด รู้ได้เป็อันขาด”
หลี่เยว่ก้มศีรษะลงต่ำ“ข้าเข้าใจแล้ว”
ข้าหลวงหมี่ก้าวไปข้างหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“เหตุใดท่านยังไม่ออกมาอีกละ??”
คล้องรับกับเสียงพูดเงามืดหลังฉากกั้น ร่างหนึ่งก้าวเดินออกมา เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็เซียวกงกง หรือพี่เซียวเหยาที่นางรู้จัก
เซียวกงกงเดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยท่าทางสงบนิ่ง
หลี่เยว่ชะงักไปครู่หนึ่งนางใไม่คิดว่าจะได้พบกับพี่เซียวหยางของนางที่นี่
“ไม่รู้มาก่อนว่าเ้าจะเป็น้องสาวของเซียวกงกง”
ได้ยินข้าหลวงหมี่เอ่ยเช่นนั้นหลี่เยว่รีบเบื้อนสายตามองไปที่ขันทีหนุ่ม สายตาเซียวเหยาสบมองกับหลี่เยว่เห็นถึงสายตาของอีกฝ่ายที่เฉยเมยนางจึงมิได้เอ่ยคำใดเพื่อแก้ไขความเข้าใจของข้าหลวงหมี่
“สตรีคนอื่นจะได้เรียนรู้จากภาพวาดและตำราบอกเล่าแต่เ้าจะได้ร่ำเรียนจากของจริง” ข้าหลวงหมี่อธิบายเนื้อหาของการฝึกฝน
ได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่เม้มริมฝีปากนิ่งไม่กล้าเอ่ยคำใด
นางข้าหลวงหมี่หันมองดวงตาคมกริบจับจ้องหญิงสาว “เ้าต้องทำความรู้จักกับร่างกายของบุรุษให้ลึกซึ้ง”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เยว่หัวใจเต้นแรงขึ้นข้าหลวงหมี่ยังพูดต่อ
“ตามเนื้อหาในตำราปกแดงใต้หมอนสิ่งแรกที่เ้าจะต้องเรียนรู้ คือวิธีการชำระล้างร่างกายให้แก่บุรุษสิ่งนี้จะช่วยให้เ้ามัดใจของอีกฝ่ายไว้กับตัวเองได้ง่ายขึ้น”
จากนั้น นางข้าหลวงหมี่หันไปทางเซียวกงกง
“ถอดเสื้อผ้าของท่านออกเถอะถึงเวลาที่นางจะต้องได้เรียนรู้จากของจริง”
เซียวกงกงพยักหน้าเบาๆเขาค่อยๆปลดชุดที่ตัวเองสวมใส่ออกทีละชิ้นจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าและก้าวเดินมายืนอยู่ตรงหน้าของข้าหลวงหมี่
ภาพตรงหน้าของหลี่เยว่ทำให้หัวใจของนางเต้นแรง นางรู้สึกแปลกผสานกับความรู้สึกเ็ปอย่างบอกไม่ถูกเสี้ยวความคิดหนึ่ง นางไม่อยากเห็นสตรีคนใดแตะััร่างกายของพี่เซียวเหยาแต่อีกใจหนึ่งหลี่เยว่รู้ดีว่านี้คือการฝึกฝน และที่สำคัญที่สุด นางไม่ได้มีสถานะใดกับเซียวเหยาจะมีเพียง นางที่รู้สึกอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น
หลี่เยว่เผลอกำมือแน่นเมื่อเห็นข้าหลวงหมี่ ก้าวเดินเข้าไปใกล้กับเซียวเหยา ข้าหลวงหมี่ไม่ลืมกำชับให้หลี่เยว่ดูและจดจำให้ได้มากที่สุด ก่อนจะเริ่มลงมือไปตามร่างกายของอีกฝ่าย...