“คุณป้าข้าวโพดนี่ขายยังไงคะ…ถูกกว่านี้หน่อยสิ ร้านข้างๆยังถูกกว่านี้ตั้งหนึ่งเหมาแน่ะ…
“แล้วก็เต้าหู้ด้วยค่ะ…เอามาก้อนนึง…
“…”
สวี่มั่วแหงนหน้ามองจ้าวลี่อิ่งที่กำลังต่อราคากับแม่ค้าในตลาดสีหน้าเขาดูแปลกๆ
ไม่คิดเลยว่ายัยนี่จะมีมุมชีวิตแบบนี้ด้วย
พูดก็พูดเถอะ จ้าวลี่อิ่งนับว่าเป็นคุณหนูไฮโซ ทั้งสวยทั้งรวยทั้งดูดีในฐานะสตรีมเมอร์ชื่อดัง ค่าตัวเธอคงไม่ต่ำ ของใช้ในบ้านก็ล้วนแต่เป็นของมีราคาแม้แต่อาหารสุนัขที่ซื้อให้ฮัสกี้ก็คือแบบแพงที่สุด(เสียดายก็แต่ฮัสกี้ไม่แตะมันเลย)
เด็กสาวที่ดูเหมือนอยู่เหนือโลกีย์แบบนี้กลับมายืนต่อราคาข้าวโพดในตลาดวุ่นวายถ้าบรรดาแฟนคลับมาเห็นคงต้องอึ้งกันเป็นแถว
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า…เพลิดเพลินกับรสชาติชีวิตงั้นหรือ หรือจริงๆคือชอบอารมณ์ต่อรองราคากันแน่?
ยังไงก็แล้วแต่ สวี่มั่วเห็นชัดว่าพอเธอต่อราคาได้ถูกลงไม่กี่เหมาก็ดีใจเหมือนชนะรางวัลใหญ่
เข้าไม่ถึงจริงๆ…
สวี่มั่วลองนึกถึงตัวเองเวลาซื้อของกินในอดีต
เหมือนจะไม่เคยถามราคาผักสักครั้ง
มองอย่างนี้แล้ว ยัยนี่ก็นับว่าเป็นผู้หญิงที่รู้จักใช้ชีวิตไม่น้อยถ้าได้แต่งเป็นเมียก็คงใช้ได้อยู่…
“มั่วมั่ว มัวเหม่ออะไรอยู่ รีบไปกันต่อเถอะไปซื้อเนื้อให้แกไง!”
ขณะที่สวี่มั่วกำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็รู้สึกได้ว่าสายจูงที่คอถูกรั้ง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าจ้าวลี่อิ่งซื้อของเสร็จแล้ว กำลังเดินไปข้างหน้าต่อ
เขาส่ายหัวเบาๆ ก่อนเดินตามไป
ตกลง…ต้องเป็นเหตุการณ์แบบไหนถึงจะสุ่มภารกิจได้กันแน่…
สวี่มั่วคิดอย่างสงสัยใครจะไปคิดว่าก่อนหน้านี้แค่เจอผึ้งยังสุ่มภารกิจขึ้นมาได้แต่วันนี้ออกมาเดินตั้งนานแล้ว ระบบกลับเงียบสนิท
เขายังไม่ละความพยายาม แอบถามอีกครั้ง “ระบบ ตอนนี้มีภารกิจหรือยัง”
[ยืนยันคำสั่ง… กำลังสแกนภารกิจ… ยังไม่พบภารกิจ]
“ก็ได้…” สวี่มั่วถอนหายใจ
จริงๆ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องถามเลยเพราะถ้ามีภารกิจขึ้นมาระบบจะแจ้งเตือนเอง
จ้าวลี่อิ่งหิ้วถุงผักในมือหนึ่ง อีกมือก็จูงฮัสกี้กระเป๋าสะพายคล้องไหล่ขวา เดินมาหยุดที่แผงขายเนื้อแล้วเริ่มเลือก
สวี่มั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเบื่อหน่ายคอยเหลียวมองรอบๆ
จู่ๆ หางตาก็สะดุด เขาเลิกคิ้วขึ้นมองไปเห็นชายชุดดำคนหนึ่งมายืนข้างจ้าวลี่อิ่งเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติทำท่าเลือกเนื้อเหมือนกัน แต่ไม่นานเขาก็ลอบมือขยับออกมา ปลายนิ้วหนีบใบมีดเล็กๆแล้วค่อยๆ เอื้อมไปใต้กระเป๋าของจ้าวลี่อิ่ง
การกระทำของเขาลับตาคนมาก ถ้าไม่ตั้งใจสังเกตก็แทบไม่เห็นอีกทั้งยังมีชายสวมแจ็กเก็ตอีกคนเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังจ้าวลี่อิ่งทำทีเหมือนก้มดูมือถือ จึงบังสายตาคนอื่นไม่ให้เห็นการเคลื่อนไหวของชายชุดดำพอดี
ทว่าทุกอย่างกลับไม่รอดพ้นสายตาของสวี่มั่วเขาเข้าใจทันที...นี่มันโจรล้วงกระเป๋า!
เหอะ! ตาบอดหรือไง ไม่เห็นเรอะว่าฉันอยู่นี่!
สวี่มั่วหัวเราะเย็นในใจ กำลังจะลงมือ แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
เดี๋ยวนะ! เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วทำไมระบบถึงยังไม่ปล่อยภารกิจออกมาอีก!
ครั้งก่อนแค่จ้าวลี่อิ่งโดนผึ้งบินไล่ระบบยังสุ่มภารกิจให้ทำลายรังผึ้ง แต่ตอนนี้โจรจะล้วงกระเป๋าแล้วกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย?
แบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลแล้ว!
ขณะที่สวี่มั่วกำลังงงไปสองวินาทีชายชุดดำก็เหมือนจะใจคอไม่ดีโดยไม่รู้ตัว เขาก้มลงเหลือบมามองและบังเอิญสบตากับสวี่มั่วตรงๆ ทำให้ถึงกับชะงัก
สวี่มั่วก็ได้สติกลับมา เงยหน้ามองอีกฝ่ายกระพริบตาหนึ่งทีเหมือนทักทาย
ชายชุดดำสะดุ้งเฮือก รีบชักมือที่ถือใบมีดกลับไปแล้วส่งสัญญาณทางตาให้ชายเสื้อแจ็กเก็ต
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย แต่พอหันตามสายตาแล้วเห็นสวี่มั่วเข้าก็หนังตากระตุก
ทั้งสองรีบหันหลังเดินหนีออกไปอย่างลนลาน
ยังถือว่าพอมีสมองอยู่…
สวี่มั่วลอบเบ้ปากในใจ
ในเมื่อพวกมันถอยไปแล้ว แถมระบบก็ยังไม่ปล่อยภารกิจออกมาเขาเองก็ไม่คิดจะเสียเวลากับคนพวกนี้
แต่ทันใดนั้นประสาทหูอันฉับไวของเขาก็จับเสียงสนทนาของทั้งคู่ที่ยังไปไม่ไกลนักได้
“แม่ง! ทำไมไม่บอกฉันวะว่ามีหมาอยู่ด้วย!”
“เอ้า! แกไม่เห็นเองนี่ฉันก็ยังงงว่าแกกล้าล้วงกระเป๋าผู้หญิงที่จูงหมามาด้วยได้ยังไง!”
“เมื่อกี้มีคนบังอยู่ ฉันเลยไม่ทันสังเกต!เกือบพังแล้วมั้ยล่ะ! ดีที่ไอ้หมาโง่นั่นไม่เห่า!”
“แปลกชะมัด ทำไมมันไม่เห่า? ดูท่าโง่ๆแฮะ”
“ไม่รู้จักฮัสกี้รึไง ฮัสกี้มันโง่อยู่แล้ว!เดาว่ามันคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังทำอะไร!”
“แล้วแกจะกลัวอะไรเล่า อีกนิดเดียวก็สำเร็จแล้วแท้ๆ!”
“ฉันแค่ตกใจไปหน่อย! ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นฮัสกี้นะไม่ถอยหรอก!”
“งั้นเดี๋ยวลองหาจังหวะใหม่ก็แล้วกันยัยนั่นแต่งตัวหรูขนาดนั้น ของในกระเป๋าต้องมีราคาแน่!”
“คอยจับตาดูเธอไว้ให้ดี…”
สวี่มั่ว “…”