เด็กทั้งสามคนเดินมุ่งหน้าไปยังลำธาร โดยไม่ได้หยุดพักหรือเดินเอ้อระเหยดังเช่นตอนที่ต้องหาของป่า พวกเขาจึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้มาถึงลำธารที่พวกเขาทั้งสามได้สร้างตาข่ายดักปลาเอาไว้ เมื่อมาถึงทั้งสามคนรีบวิ่งมาที่ริมลำธาร และชโงกหน้าดูตาข่ายด้วยความตื่นเต้น ว่ามีปลามาติดบ้างหรือไม่
จำนวนปูปลาที่ติดอยู่ในตาข่ายนั้น ทำเอาดวงตาทั้งสามคู่เบิกกว้างด้วยความใ และยินดี จะไม่ให้ยินดีได้อย่างไร ในเมื่อปูปลาที่ติดอยู่บนตาข่ายนั้นสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็เงินและมันจะทำให้พวกเขาไม่ต้องอดอยากไปอีกหลายวันเลยทีเดียว
"โอ้โห!! มีปลาเยอะแยะเลยเ้าค่ะพี่ใหญ่!พี่รอง!"
หลี่ลู่ชิงร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างไร้เดียงสาตามประสาเด็ก
"เช่นนั้นเราก็ลงไปเก็บปลาขึ้นมาย่างกินซักตัวก่อนเถิดเ้าค่ะพี่ใหญ่ พวกเราก็เหน็ดเหน่ื่อยกันมาทั้งวันแล้ว"
หลี่ลู่เสียนและหลี่ลู่ชิงต่างพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย
"ประเดี๋ยวข้าจะลงไปเอง พวกเ้ารออยู่ตรงนี้เถิด"
พูดเสร็จร่างผอมบางของหลี่ลู่เสียนก็เดินลงไปในธารน้ำใสอย่างคล่องแคล่ว โดยมีน้องสาวทั้งสองคนคอยให้กำลังใจอยู่ที่ริมลำธาร เมื่อได้ปลากลับมาแล้ว หลี่ลู่เสียนก็ทำการก่อกองไฟขึ้นที่ริมลำธาร
เด็กทั้งสามคนต่างนั่งล้อมรอบกองไฟเล็กๆที่จุดขึ้นมา ภายในมือของหลี่ลู่เสียนนั้นถือปลาที่เสียบด้วยไม้ไผ่ย่างบนกองไฟพลิกกลับไปกลับมาอย่างระวัง ทางด้านน้องสาวทั้งสองต่างก็ไม่มีใครน้อยหน้าต่างก็นำเผือกและมันมาเสียบไม้ช่วยกันย่างเผือกและมันด้วยความสนุกสนาน
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อทั้งเผือกย่างมันย่าง และปลาย่างต่างก็ส่งกลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ของตัวเองออกมาเรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของทุกคนได้เป็อย่างดี
"หอมยิ่งนักเ้าค่ะ"
หลี่ลู่ชิงกล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"สุกแล้วๆๆๆ พวกเ้ามากินกันเถิด"
หลี่ลู่เสียนร้องบอกน้องสาวทั้งสองของเขาด้วยน้ำเสียงต่นเต้นเช่นเดียวกัน นับเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกภูมิใจที่สามารถทำให้น้องๆของเขามีความสุขเช่นนี้ได้นับั้แ่บิดาไม่อยู่
หลี่ลู่เอินมองเด็กทั้งสองคนที่กำลังตื่นเต้นกับอาหารธรรมดาๆตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ในขณะที่มีเด็กที่เกิดมามีชีวิตความเป็อยู่ที่ยากลำบากเช่นนี้
แต่ก็มีอีกหลายคนที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟูฟ่า กินทิ้งกินขว้างไม่เห็นถึงคุณค่าของข้าวปลาอาหารที่ตนเองได้มาโดยง่าย โดยที่ไม่ได้ขวานขวายพยายามเลยแม้แต่น้อยก็มีคนนำมาประเคนให้ถึงเบื้องหน้าตน ราวกับอยู่กันคนละโลกอย่างไรอย่างนั้น
ในชีวิตก่อนนั้นนางเคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับโชคชะตาของตน เคยอิจฉาริษยาเด็กคนอื่นๆที่มีพร้อมทั้งฐานะและครอบครัว แต่ก็เป็เพียงแค่่ระยะเวลาหนึ่งตามประสาเด็กน้อยที่เกิดมามีชีวิตยากลำบากคนหนึ่ง
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เธอก็สามารถหลุดพ้นจากความรู้สึกเช่นนั้นมาได้และเริ่มพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันตนเองจนสามารถยืนผงาดในวงการธุรกิจอย่างสง่างามด้วยความสามารถของตนเอง และนั่นคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของนางเลยก็ว่าได้ นางขอสัญญากับตนเองภายในใจเงียบๆ ว่าจะนำพาครอบครัวที่์ประทานมาให้นางครอบครัวนี้ให้มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นให้จงได้
"ระวังร้อน!"
เสียงร้องะโของหลี่ลู่เสียนปลุกให้นางหลุดจากภวังค์ความคิดของตนเองและหันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแทน
ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้านาง เสี่ยวชิงตัวน้อยกำลังสบัดมือพัดไปมาที่บริเวณริมฝีปากของนางที่กำลังเห่อแดงขึ้นจากการที่เร่งรีบกินมันกินเผือกที่ตนเองเพิ่งย่างสุกใหม่เร็วเกินไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้หนูน้อยถึงกับน้ำตาคลอเบ้า ที่ทำให้ทั้งพี่ชายและพี่สาวถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเลยทีเดียว
พี่ชายรีบแย่งเผือกและมันที่มีควันลอยกรุ่นๆอยู่ออกมาจากมือน้องสาวคนเล็กมาในทันที และนำมาบิแยกออกเป็สองส่วนแล้วค่อยๆเป่าเผือกและมันให้น้องสาวจนหายร้อนแล้วจึงยื่นส่งไปให้ที่เบื้องหน้าของน้องสาวทั้งสองของเขาอย่างระมัดระวังเกิดเป็ภาพลักษณ์ของพี่ชายแสนอ่อนโยนขึ้นในทันที
"พี่ใหญ่ก็กินด้วยกันเถิดเ้าค่ะ"
หลี่ลู่เอินยิ้มรับเผือกมันที่พี่ชายยื่นส่งให้ด้วยความยินดี และเอ่ยบอกเขาเสียงแ่ เวลาผ่านไปไม่นานทั้งสามคนก็ได้อิ่มหนำกับอาหารมื้อกลางวันกันอย่างเต็มคราบ
เม่ื่อกินอิ่มแล้วทั้งสามคนก็ช่วยกันจับปลาที่ติดตาข่ายออกมาเพื่อนำกลับไปที่บ้านในทันที ซึ่งมันก็มีจำนวนเยอะมากซะจนกว่าทั้งสามคนจะได้กลับบ้านเวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึงยามเย็นย่ำเสียแล้ว
เด็กทั้งสามเดินทางกลับบ้านไปด้วยความสุขต่างก็จ้องมองท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยสีส้มอมแดงในยามเย็นให้ความรู้สึกสงบเรียบง่ายอย่างประหลาด
บางทีความสุขในชีวิตของคนเราก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรมากมายนัก หากแต่เพียงแค่มีชีวิตที่เรียบง่ายสงบสุขดังเช่นในยามนี้แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคำว่า 'สุข'
#ถึงไรท์จะไม่ได้อัพทุกวัน แต่ไรท์ก็พยายามปั่นทุกวันนะเ้าคะ กว่าจะได้มาหนึ่งตอนนี้นั้นช่างยากเย็น ฮุฮุฮุ (เห็นใจไรท์ที่ปั่นไปอัพไปด้วยนะคร๊าบบบบ)( ^/\^ )