บทที่ 4 วิธีกล่อมเกลาบุตรของภรรยา
หลังกลับถึงจวน เฉิงอี้เรียกซูเวยเข้าพบแล้วสอบสวนกันยกใหญ่ ตามมาด้วยสิ่งที่โต้วซูเวยรายงานล้วนไม่น่าเชื่อถือ มันขัดกับอุปนิสัยเดิมของมี่เอ๋อร์ทุกประการ เดิมทีนางไม่ใช่สตรีที่อารมณ์เรียบง่าย แต่ก็ไม่ถึงขั้นอารมณ์ร้ายฉุนเฉียว
แต่เดิมลู่เซียวมี่ที่ค่อนข้างถือตัว ไม่ค่อยด่าทอใครหากไม่จำเป็ แต่ที่ได้เห็นกับตาก็นับว่านางมีศิลปะในการพูดจาเหน็บแนมอยู่พอตัว ไหนจะคำพูดที่ซูเวยเล่า ยิ่งน่าเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่ ลู่เซียวมี่นางปรารถนาเป็คนรักของถูเทียนฉีขนาดนั้น แล้วเป็ไปได้จริงหรือ ที่คนอย่างนางจะขับไล่ไสส่งถูเทียนฉีราวกับว่าเห็นเขาเป็แค่สุกรตัวหนึ่ง
“เป็ไปได้แน่นอนขอรับ”
ซูเวยตอบอย่างมั่นใจ เพื่อเข้าข้างฮูหยินน้อยไว้ก่อน
“เหตุใดเ้าคิดเช่นนั้น”
ผู้เป็นาย้าระดมความคิด เพราะก่อนหน้านี้มีคนไม่ทราบฝ่าย พยายามลักพาตัวลู่เซียวมี่ไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่สำเร็จ หยางเฉิงอี้ในฐานะสามี กลัวเหลือเกินว่าผู้เป็ภรรยาจะถูกลักพาตัว โดยที่เฉิงอี้เองเดินช้ากว่าพวกมันหนึ่งก้าว จากนั้นภรรยาคนงามก็ถูกสับเปลี่ยน เอาสตรีที่หน้าคล้ายกันมาแฝงตัวอยู่ข้างกายเขาแทน
แต่โลกนี้จะมีคนที่หน้าตาคล้ายกันได้ขนาดนี้เชียวหรือ?
ส่วนเื่หน้ากากหนังมนุษย์ ตรวจสอบแล้วว่าไม่พบรอยต่อระหว่างลำคอกับผิวหน้า ช่างเป็วิธีปลอมตัวที่แยบยลเกินไปแล้ว
“ก็…เสี่ยวจวงหยาบอกว่า คนที่ฟื้นจากความตายจำเป็ต้องให้เวลาปรับตัว ฮูหยินน้อยจมน้ำไปหนหนึ่ง หลับไปก็หลายวัน แม้แต่หมอหลวงที่ถูกเชิญมาตรวจร่างกาย ยังบอกว่านางตายไปแล้ว หากไม่ใช่ท่านแม่ทัพไม่ปักใจเชื่อว่าคนตายไปแล้ว และยืนยันที่จะเก็บร่างไว้ ป่านนี้ฮูหยินน้อยของพวกเราคงเหลือแค่เถ้ากระดูกแล้วนะขอรับ เป็ไปได้ว่าฮูหยินอาจจะสติเลอะเลือนไปชั่วขณะ แต่เลอะเลือนในแง่ดีเช่นนี้ ก็นับเป็คราวโชคของตัวท่านเองมิใช่หรือ”
เพ้ย! เหลวไหลสิ้นดี เื่ผีสางมีที่ไหน
หยางเฉิงอี้มีอคติกับเื่โชคลางอยู่หลายส่วน นั่นก็เพราะครั้งหนึ่งมารดาของเขาตายเพราะถูกทักท้วงว่าเป็ตัวอัปมงคล ่ที่ท่านแม่ถูกใส่ร้าย ท่านพ่อก็ประจำการที่ชายแดน ไม่มีใครอยู่ปกป้องท่านแม่ เฉิงอี้เล็กเกินกว่าที่จะปกป้องใครได้
เดิมทีมารดาก็ป่วยเป็โรคทางใจอยู่ก่อนหน้า พอได้ยินคำสาปแช่งจากผู้คนคอยกรอกหูทุกวัน จู่ ๆ ท่านแม่ของเฉิงอี้ก็ล้มป่วย งดอาหาร งดน้ำ แล้วค่อย ๆ หมดลมทั้งที่อายุยังน้อย หากท่านแม่ไม่ด่วนจากไปหยางเฉิงอี้คงมีน้องชายน้องสาวอีกไม่รู้ตั้งกี่คน
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา บิดาก็ไม่รับภรรยารอง ไม่มีอนุ ในจวนยิ่งเหมือนป่าช้า ตระกูลหยางเหลือบุตรชายหนึ่งคนที่พอเป็หัวเลี้ยวหัวต่อ ด้วยเหตุนี้ผู้เป็บิดาจึงรักบุตรชายมาก และเฝ้าเข้มงวดกวดขันจนหยางเฉิงอี้กลายเป็ขุนพลหนุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าั้แ่อายุยังน้อย
หลังบิดาตายตกด้วยความชราภาพ หยางเฉิงอี้ก็สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพจากบิดา และได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้อยู่มาก ด้วยสาเหตุนี้สกุลหยางจึงเลือกคบคน เพราะแต่ละฝ่ายที่เข้าหาล้วนแสวงผลประโยชน์ เว้นแต่ลู่ต้วนเชว่ ที่พบกันในค่ายทหาร เคยออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันหลายสมรภูมิ
นานวันเข้าก็ถักทอเป็สายใยที่ไม่อาจตัดขาด สาบานเป็พี่น้องร่วมตาย ใครจะไปคิดว่าพรข้อนั้นจะถูกอำนวยด้วยทวยเทพ พรากชีวิตลู่ต้วนเชว่ไปสู่สัมปรายภพไร้ซึ่งชีวาเหลือเพียงเถ้ากระดูกให้ดูต่างหน้า
หลังหารือหลายชั่วยาม ก็ได้ข้อสรุปว่า นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป หยางเฉิงอี้จำเป็ต้องรักษาระยะห่างจากภรรยา เพื่อลอบสังเกตการณ์ ว่าตกลงนางเป็ใครกันแน่ ทุกอย่างที่แสดงออกมาเกิดจากผลข้างเคียงของการจมน้ำ หรือว่าเป็ละครฉากใหญ่ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสร้างขึ้นมาเท่านั้น
...
“จะดีหรือขอรับท่านแม่ทัพ หากฮูหยินน้อยทราบภายหลังว่าไม่ไว้ใจนางขนาดนี้ เกรงว่าความสัมพันธ์ของพวกท่านจะยิ่งย่ำแย่นะขอรับ”
ซูเวยกล่าวเตือนด้วยความหวังดี บังอาจออกความคิดเห็นอย่างที่ไม่กลัวผู้เป็นายสั่งคาดโทษโบย
“หากว่านางไม่ใช่มี่เอ๋อร์ของข้าเล่า แล้วเ้ายังจะให้ข้านิ่งนอนใจ หลับหูหลับตากระดิกปลายเท้าสำราญอยู่กับท่าทีอันโอนอ่อนผ่อนตามของนางงั้นหรือ หากว่ามี่เอ๋อร์ของข้าถูกสลับตัว! แล้วระหว่างนี้มี่เอ๋อร์ตัวจริง นางต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอันใดบ้าง ใครหน้าไหนจะรู้!!”
คำพูดของท่านแม่ทัพช่างกว้างไกลและเฉียบแหลม แม้แต่ซูเวยยังมองโลกไม่ทั่วถึงได้เพียงนั้น ในเมื่อท่านแม่ทัพมีเหตุผลล้ำลึกเกินกว่าที่คนอย่างโต้วซูเวยจะตั้งข้อสงสัย องครักษ์หนุ่มก็ไม่มีท่าทีกังขา ได้แต่น้อมรับคำสั่งอย่างว่าง่าย ระหว่างนี้ก็ต้องคอยจับตาดูกิจวัตรประจำวันของฮูหยินน้อยอย่างเข้มงวด สลับกับสืบสาวราวเื่ เผื่อว่าจะพบเบาะแสเื่ลักพาตัวอะไรนั่น
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น
หยางเฉิงอี้ออกว่าราชการั้แ่เช้ามืด เกือบยามซื่อที่กลับถึงจวน พบว่าบ้านเรือนถูกจัดแจงใหม่หมด จนผิดหูผิดตาไปหลายส่วน อ่างปลาที่เคยวางอยู่ทางซ้ายก็ถูกย้ายไปทางขวา แม้แต่โต๊ะหัวกลมที่เคยตั้งอยู่ริมสระบัว ก็ถูกย้ายไปไว้ใต้ต้นหลิว
“นี่มันอะไรกัน?”
สาวใช้ในบ้านเหงื่อแตกพลั่ก มิกล้าพูดสิ่งที่ตนถูกไหว้วาน กลัวเหลือเกินว่าจะทำให้ท่านแม่ทัพไม่พอใจ จนพาลสั่งโบยพวกนางเข้า แม้รู้ดีว่านิสัยเดิมของท่านแม่ทัพมิใช่คนที่ชอบตีโพยตีพายพวกนั้น แต่ได้ขึ้นชื่อว่าความกลัวกับความโกรธ ใครหน้าไหนก็ไม่กล้าเอาชีวิตน้อย ๆ ของตัวเองไปล้อเล่น
“งั้นข้าเปลี่ยนคำถาม! ฮูหยินของพวกเ้าทำอะไร อยู่ที่ไหน?”
“หลังเรือนขอรับ”
บ่าวคนหนึ่งใจกล้าไม่เบา อาสาก้าวออกมาตอบคำถามผู้เป็นายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เฉิงอี้เดินไปหลังเรือนพร้อมด้วยสีหน้าไม่ค่อยไว้วางใจ ตลอดเส้นทางที่ก้าวเท้าช้า ๆ ต่างครุ่นคิดถึงแผนการอันสุดซับซ้อนของพวกไม่ประสงค์ดี จู่ ๆ ฮูหยินที่เกียจคร้านเหมือนหมูเน้นแต่งโฉมให้งดงามไปวัน ๆ เหตุไฉนลุกขึ้นมาสั่งย้ายข้าวของ หากไม่ใช่ว่านี่คือ ‘ค่ายกล’
“ไม่งาม…ขีดเช่นนี้ถึงจะถูก”
เสียงเด็กชายดังลัดเลาะมาแตะใบหูบิดาบุญธรรม เฟิงเหยากำลังสอนน้องสาวคัดตำรา วัน ๆ หลบเลี่ยงเสียยิ่งกว่าอะไร จู่ ๆ วันนี้เฟิงเหยากลับเป็ฝ่ายสอนหลิงเอ๋อร์คัดตำราด้วยตัวเอง ตกลงว่าเซียวมี่ผู้เป็มารดาเลี้ยง ที่ไม่ค่อยใส่ใจเด็ก ๆ นึกอยากจะทำอะไรกันแน่
นางจะมาไม้ไหน หรือว่านี่จะเป็แผนที่ทำให้เหยื่อตายใจแล้วค่อยลงมือภายหลัง
หยางเฉิงอี้ได้แต่คิดแล้วก็หรี่เปลือกตาแคบอย่างไม่ไว้วางใจ เรียกได้ว่าทุกฝีก้าวล้วนพินิจตรึกตรองอย่างล้ำลึก
จู่ ๆ เสียงกู่เจิงดังแว่วมากลบเสียงพูดของเฟิงเหยา นั่นทำให้ผู้ฟังถึงขั้นต้องหยุดเท้ากะทันหัน แน่ชัดแล้วว่าภรรยาที่แต่งเข้าบ้าน ไม่ใช่ลู่เซียวมี่ตัวจริง เพราะลู่เซียวมี่ไม่เคยฝึกบรรเลงสังคีตมาก่อน กู่ ฉิน พิณ ขลุ่ย นางล้วนไม่ชอบฝึกฝน
แล้วบัดนี้เป็ลู่เซียวมี่กระนั้นหรือ ที่เล่นกู่เจิงเคล้าคลอขณะลูกน้อยตั้งใจเขียนตำรา นางไม่เหมือนแม่เลี้ยงที่ดูแลบุตรแบบส่งเดช ต่างกับเมื่อก่อนลิบลับ จะว่าไป...นางนั้นสามารถรับมือกับเด็กสองคนได้อยู่หมัด ราวกับว่าเคยเป็มารดามาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งชาติ
เอ๊ะ! นั่นนางยิ้มงั้นหรือ
???
ั้แ่แต่งเข้าจวนสกุลหยาง ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าจำใจ ลู่เซียวมี่ไม่เคยมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้ามานานแล้ว หลังจากแต่งงานนี่ถือเป็รอยยิ้มแรกของนาง พออยากโกรธก็โกรธไม่ลงแล้ว แต่พอเฉิงอี้เดินไพล่มือไปใกล้ เสียงสังคีตที่แสนไพเราะก็สิ้นสุดลงทันที
ลำนำกู่เจิงเปลี่ยนเป็เสียงพูดที่แสนสดใส
“ให้มารดาของพวกเ้าดูได้หรือไม่ ว่าคัดอักษรแข่งกันได้งามเพียงใด”
เด็กทั้งสองวิ่งวุ่นเพื่อแย่งกันนั่งตักท่านแม่ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหลิงเอ๋อร์บันดาลโทสะผลักพี่ชายจนล้มหน้าคะมำ ฝ่ายเฟิงเหยาก็ใช่ว่ายอมอ่อนให้ ทั้งที่ตนเป็ชายทั้งแท่ง ไยกล้าเดินไปหยิกแขนน้องสาว จนเด็กอ้วนจอมพลังแผดเสียงร้องไห้จ้าขอความเป็ธรรม
“ท่านแม่…ท่านแม่จ๋า หลิงเอ๋อร์ของท่านถูกรังแกแล้ว”
นิ้วมือชี้ไปที่พี่ชาย ส่วนแขนอีกข้างยกขึ้นเช็ดเปลือกตา นั่นมันท่าทีของเด็กขี้แย ด้วยความเคยชิน เซียวมี่ต้องสะบัดก้นหนี ปล่อยให้เด็กทั้งคู่ร้องขอความเป็ธรรมแต่ไม่แยแสอย่างแน่นอน
แต่แล้วสิ่งที่เซียวมี่ทำ ดันผิดไปจากที่ผู้เป็สามีคาดคิด
นางเมินเฉยต่อลูกทั้งสองั้แ่เมื่อไหร่?
แล้วจงดูให้ดี ว่ามารดาอย่างนาง จะสั่งสอนเ้าจอมวายร้ายสองพี่น้องด้วยวิธีใด
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า