1
คุณหนูสกุลหวัง
“ลูกรัก... ยามนี้สกุลหวังขวางทางคนจำนวนมาก บิดาเ้าโดดเด่นเกินไป พี่ชายเ้าจึงไม่ควรก้าวหน้า ผู้คนที่ผิดหวังย่อมริษยา หากอิ่งเอ๋อร์ได้รับชัยชนะคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่ชายแดน”
“โหดร้ายเพียงนั้น...” หวังกุ้ยฮวาเปรยแ่ เผลอกัดปากจนเืซิบ นางประคองมารดาเข้าไปนั่งในเรือนแล้วจึงค่อยสั่นกระดิ่งเรียกสาวใช้มาปรนนิบัติ
แม้จะเป็สกุลใหญ่แต่สกุลหวังก็ค่อนข้างมัธยัตถ์ พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวคหบดีที่มีเงินถุงเงินถัง เบี้ยที่จับจ่ายล้วนมาจากหวังหยวนเป็สำคัญ
โชคดีที่แม้จะเป็เสนาบดีแต่บิดาก็ไม่ได้เลี้ยงดูสตรีมากเท่าไร นอกจากเผิงอิงหลานที่เป็ฮูหยินเอก ยังมีฮูหยินรองจากสกุลจีและอนุสกุลหลิวอีกสองนาง
“าโหดร้ายนัก ดังนั้นยามออกเรือนเ้าต้องเลือกให้ดี เลือกคนที่สนับสนุนสกุลหวังมิใช่ปองร้าย ไม่เช่นนั้นเ้าอาจจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งในจวนของผู้อื่น”
ฟังถึงตรงนี้หวังกุ้ยฮวาก็น้ำตาซึม ชาติที่แล้วนางอาจจะสนิทกับมารดา แต่ไม่เคยฟังคำเตือนใดสักเท่าไร ความสามารถที่โดดเด่นเกินกว่าคุณหนูผู้อื่นในเมืองหลวงทำให้นางโอหัง ทะนงตนไม่สนคำเตือนใคร คิดแต่เพียงว่าทางที่เลือกเหมาะสมและคู่ควร
...เหมาะสมเสียจนสิ้นสกุล
“ถ้าหาก... ข้าไม่อาจเลือกเล่าเ้าคะ”
“ไม่อาจเลือก... ลูกหมายถึง--” เผิงอิงหลานผินหน้ามองบุตรสาว มือลูบแก้มนวลแ่เบาก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากอย่างปลอบประโลมเมื่อทราบความนัยชัดเจน “ไม่เป็ไรฮวาเอ๋อร์... ไม่เป็ไร ถ้าเ้าไม่้า แม่จะช่วยเ้าเอง”
นางจะไม่ทราบได้อย่างไรว่ามีใครบ้างที่หมายตาบุตรสาวตน แต่คนส่วนใหญ่ยังเกรงใจหวังหยวนจึงไม่ข่มเหงต่อหน้า ทว่าหากคนพวกนั้นเข้าทางหวังกุ้ยฮวาเล่า... บุตรสาวผู้บริสุทธิ์ของนางจะเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมได้อย่างไร
“ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรองขอพบเ้าค่ะ” บ่าวที่คอยเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนรายงาน สองแม่ลูกจึงผละออกจากกันชั่วคราว หวังกุ้ยฮวาขยับตัวไปนั่งบนตั่งอีกฟากหนึ่ง รอคอยให้นักแสดงปรากฏกาย
“ให้นางเข้ามา”
ชาติแล้วก็เริ่มจากวันนี้...
เริ่มจากการตอบรับไปงานชมบุปผาอันน่าเบื่อหน่าย
ฮูหยินรองจีซือเจียงแต่งให้กับหวังหยวนหลังจากเผิงอิงหลานสามปี แต่กลับให้กำเนิดบุตรสาวก่อนฮูหยินใหญ่ ดังนั้นหวังกุ้ยผิงจึงมีอายุมากกว่าหวังกุ้ยฮวาหนึ่งปี อายุในยามนี้เหมาะสมจะออกเรือนพอดิบพอดี
หวังกุ้ยผิงผู้นี้จะว่าชะตาอาภัพก็ใช่ ผิดเพราะเกิดก่อนหวังกุ้ยฮวาจึงยังไม่มีแม่สื่อทาบทาม สกุลใหญ่ที่ไหนไม่ออกเรือนเพื่อผลประโยชน์ แค่เทียบระหว่างบุตรสาวฮูหยินใหญ่กับฮูหยินรองพวกเขาก็รู้แล้วว่าควรเร่งรัดหรือเฝ้ารอ
ระยะห่างหนึ่งปีนี้เปรียบดังยาพิษ การรอคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สูงสุดคือสิ่งสมควร อย่างไรเสียต่อให้หวังกุ้ยฮวาออกเรือนไปแล้วค่อยสู่ขอหวังกุ้ยผิงก็ไม่นับว่าผิดที่ใด สตรีอายุสิบเจ็ดยังไม่ออกเรือนไม่นับว่าทึนทึก
แต่จีซือเจียงไม่ยินยอมถึงได้เฝ้าตื๊อให้เผิงอิงหลานพาบุตรสาวตนไปร่วมงานเลี้ยงที่ฮูหยินสกุลต่างๆ จัดขึ้น
“เ้าคงไม่ได้มาพูดเื่เดิมอีกกระมัง”
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นเผิงอิงหลานก็วางตัวสมกับเป็ฮูหยินเอกของเสนาบดี นางเชิดศีรษะขึ้น ปล่อยให้บ่าวบีบนวดเนื้อตัวขณะสายตามองจ้องสองแม่ลูกที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ราวกับพญาหงส์ที่ไม่ยอมให้ผู้ใดบุกรุกเข้าอาณาเขตตน
“เกรงว่าจะเป็เื่เดิมเ้าค่ะ” จีซือเจียงยิ้มอย่างอ่อนหวาน ดูราวกับบุปผาบอบบางที่ถูกหยาดน้ำค้างกลั่นแกล้ง หวังกุ้ยฮวาเคยโง่งมหลงสงสารตามท่าทางนั้น ทว่ายามนี้สีหน้าของนางกลับนิ่งเฉยราวกับไม่เกี่ยวข้องกับตน
หน้ากากของแม่รองผู้นี้เป็เช่นไร นางลิ้มรสชาติเพียงพอแล้ว
“ข้าไม่ใช่บอกไปแล้วหรือว่ายามนี้สุขภาพข้าไม่สู้ดี ไม่คิดจะออกไปร่วมงานเลี้ยงใด”
“ได้โปรดเถิดเ้าค่ะฮูหยินใหญ่ ข้าขอร้องท่านก็ได้ ช่วยส่งเสริมผิงเอ๋อร์ที”
“แม่ใหญ่... ผิงเอ๋อร์ก็ขอร้องด้วยเ้าค่ะ”
หวังกุ้ยผิงไม่ได้งดงามล่มเมือง แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มไม่เป็รองใคร แม้อยู่ท่ามกลางคุณหนูทั้งหลายจะดูธรรมดา ทว่ากิริยามารยาทละมุนสายตานัก เพราะไม่อาจต่อสู้ด้วยรูปลักษณ์ พี่สาวของนางผู้นี้จึงเรียนรู้ที่จะแข่งขันด้วยท่าทีที่แตกต่างไปจากที่หวังกุ้ยฮวาเป็
หากหวังกุ้ยฮวาเป็เปลวเพลิงร้อนแรง หวังกุ้ยผิงก็จะเป็สายธารไหลระเรื่อย
“ฮวาเอ๋อร์... เ้าจะร่วมงานชมบุปผาหรือไม่”
หวังกุ้ยฮวามองเห็นความหวังในดวงตาของมารดารอง อดีตนางตอบรับด้วยความไม่รู้ แต่ยามนี้นางมองเห็นคำปฏิเสธในดวงตาของเผิงอิงหลานชัดเจน
หญิงสาวส่ายหน้า จิบน้ำชาอย่างแช่มช้า “ไม่ดีกว่าเ้าค่ะ ปีนี้ข้าเข้าร่วมงานเลี้ยงไปมากแล้ว พักผ่อนอยู่บ้านบ้างดีกว่า”
ความสัมพันธ์ในจวนสกุลหวังไม่ได้กลมเกลียวแต่สงบร่มเย็นเพราะการคัดคานอำนาจอย่างเหมาะสม ชาติก่อนหวังกุ้ยฮวารู้สึกว่ามารดาใจร้ายกับผู้อื่นเกินไป จนกระทั่งเห็นสีหน้าแท้จริงของสองแม่ลูกจึงค่อยทราบความ
ตอนที่นางแต่งเข้าเป็ชายาเอกของหลี่เยียน พี่สาวผู้นี้ก็ขอติดตามไปเป็สาวใช้ ตอนหลังได้ปีนเตียงจนกลายเป็อนุ แต่นางจำไม่ได้แล้วว่าหวังกุ้ยผิงมีจุดจบเช่นไร
ไม่น่ามีคนสกุลหวังผู้ใดอยู่รอด เพราะทุกคนต่างกลายเป็บันไดให้จีอิ๋งเฟยเหยียบย่ำ
จีอิ๋งเฟยผู้นั้นก็เป็คนที่จีซือเจียงดึงตัวมาช่วยเหลือบุตรสาว แต่ไม่รู้ว่าสิ่งใดผิดพลาดผู้อื่นถึงจับขาทองคำมั่นเสียยิ่งกว่าบุตรสาวตน
“ฮวาเอ๋อร์ เหตุใดถึงตัดรอนเช่นนี้เล่า เ้ามิใช่ชมชอบงานเลี้ยงนักหรือ” จีซือเจียงหน้าเสีย นางรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเผิงอิงหลานย่อมไม่อนุญาต แต่หวังกุ้ยฮวาเป็คนใจอ่อน ไม่คาดว่าครั้งนี้กลับไม่ไหลตามน้ำเสียได้
“แม่รอง ข้าชมชอบงานเลี้ยงเ้าค่ะ แต่ว่างานชมบุปผาคนมาก สหายหลายคนก็เลือกไม่ร่วมเพราะไม่ได้จำกัดแค่บุตรสาวฮูหยินเอก” รอยยิ้มของหวังกุ้ยฮวาประหนึ่งธนู ปักลงกลางใจของหวังกุ้ยผิงที่ทำได้เพียงจิกมือลงบนหน้าขาของตนเงียบๆ
เผิงอิงหลานเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของบุตรสาวก็รู้สึกแปลกใจ แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
“พูดอะไรเช่นนั้น งานนี้เหอกุ้ยเฟยเป็แม่งาน ฮวาเอ๋อร์น่าจะลองไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย”
เหอกุ้ยเฟยเป็น้องสาวของเหอฮองเฮาซึ่งสกุลเหอส่งไปคานอำนาจแทน เหอซูเมิ่งผู้นี้แตกต่างจากเหอซูเป่าผู้เป็พี่ ไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เท่าไรแต่เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยแรงสนับสนุนของสกุลขุนนางทั้งหลาย
การจัดงานชมบุปผานี้ก็เป็เครื่องมือหนึ่งที่บรรดาฮูหยินซึ่งแย้มหน้าไปต้องติดค้างเพิ่มหนึ่งส่วน บางคนกล่าวว่าเป็โอกาสอันดีที่จะทำให้ได้แสดงความสามารถต่อคุณชายผู้สูงศักดิ์ แต่ทุกคนที่เข้าร่วมย่อมจะกลายเป็หมากสำคัญที่ถูกหยิบใช้ในภายหลัง
คุณหนูทั้งหลายกล่าวว่าไปชมคุณชายรูปงาม เหอกุ้ยเฟยเองก็กำลังหาเบี้ยมาลงกระดานเช่นกัน
ชาติก่อนหวังกุ้ยฮวาเป็หนึ่งในผู้ที่ได้รับเลือก ชื่อเสียงของนางทะยานจนผู้คนลือว่าเป็คุณหนูอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิ้น ยิ่งใหญ่กว่าสมญาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงที่นางอยู่ในยามนี้
ทว่าชาตินี้...
นางขอเป็เพียงฝุ่นละอองในเมืองหลวงก็พอ
“พี่รองอยากไปงานชมบุปผาหรือเ้าคะ”
หญิงสาวเลิกสนใจจีซือเจียง เลือกส่งยิ้มเป็ปริศนาให้กับพี่สาวที่คอยแทงข้างหลังตนตลอดเวลา
หวังกุ้ยผิงเงยหน้ามองน้องสาวที่ยามนี้ดูไม่เหมือนคนเดิม หวังกุ้ยฮวาดูมีความมั่นใจมากขึ้น ทั้งยังเปี่ยมด้วยอำนาจที่ยากพรรณา นางไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร แต่ก็กลืนความริษยาลงท้องแล้วเอ่ย
“นับแต่ปักปิ่นพี่ก็ยังไม่เคยได้ออกไปงานเลี้ยงใดเลยเพราะทุกที่ล้วนจำกัดแค่บุตรสาวฮูหยินเอก แต่ถ้าฮวาเอ๋อร์ไม่อยากไปก็ไม่เป็อะไร” รอยยิ้มของหวังกุ้ยผิงหมองเศร้า ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่พร้อมจะแตกร้าวได้ทุกเมื่อ
หวังกุ้ยฮวามองมารดาที่ยิ้มให้น้อยๆ พรูลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“เอาเถิด เช่นนั้นพี่ก็เตรียมตัวให้พร้อม วันงานไปกับข้าก็แล้วกัน”
นางไม่อยากจะหวนคืนสู่วังวนเก่า...
แต่ถ้าหากมีเื่น่าสนุกให้ชมใช่ว่าจะฝืนทนไม่ได้
เมื่อไม่มีนางขวางทางแล้ว... อยากรู้นักว่าหวังกุ้ยผิงจะแสดงความสามารถโดดเด่นเช่นไร