บทที่ 4 แย่กว่าเล็กน้อย
ในบ้านพักพนักงานแห่งเดียวกัน ทำงานในโรงงานเดียวกัน ใครบ้างจะไม่รู้จักนิสัยใจคอกัน ไหลเยี่ยนหลิง ตัวคนเดียวต้องเลี้ยงลูกถึงสามคน มักจะถูกกลุ่มแม่บ้านปากหอยปากปูพวกนั้นคอยจิกกัดอยู่เสมอ
นิสัยเห็นแก่ตัวของหลินเสี่ยวเวยเคยทำให้เยี่ยนหลิงถูกหัวเราะเยาะมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ตอนนี้ลูกสาวตัวจริงกลับมาแล้ว แถมยังฉลาดปราดเปรื่องกู้หน้าคืนให้เธอได้อย่างสง่างาม เยี่ยนหลิงจึงรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอยืดอกเดินอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้าคู่ปรับทั้งหลาย พลางลอบมองใบหน้าของ ซ่งซิงเย่ ที่ถอดแบบมาจากซ่งหยวนโจวด้วยความปลาบปลื้ม
[สมกับที่เป็ลูกสาวของฉันกับหยวนโจวจริงๆ!] เยี่ยนหลิงคิดในใจอย่างภาคภูมิใจ พลางกระชับมือที่กุมซิงเย่ไว้แน่นขึ้น
[ลูกสาวฉันสวยเหลือเกิน ไม่เสียแรงที่เป็ลูกในไส้! อายุแค่ 18 ก็จบมหาวิทยาลัยแล้ว ฉลาดหลักแหลมเหมือนพ่อเขาไม่มีผิด!]
เยี่ยนหลิงเดินไปพลางพึมพำในใจไปพลางไม่หยุดหย่อน
ซิงเย่ที่เดินตามหลังมาและได้ยินทุกถ้อยคำลอบอมยิ้มบางๆ พลังอ่านใจของเธอยังคงทำงานได้ดีกับแม่แท้ๆ เธอไม่คิดว่าการกลับมาของเธอจะทำให้เยี่ยนหลิงมีความสุขได้ขนาดนี้ ทั้งที่เธอยังไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแค่พูดความจริงออกไปเท่านั้น
ทว่าเมื่อใกล้จะถึงตัวอาคารที่พัก ฝีเท้าของเยี่ยนหลิงก็ค่อยๆ ช้าลง
[ซิงเย่ไม่ควรกลับมาลำบากกับแม่เลยจริงๆ...]
ซิงเย่สังเกตเห็นความลังเลนั้น และทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงในใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เธอนึกถึงคำพูดของเสี่ยวเวยที่เคยเยาะเย้ยว่า “อยู่บ้านซ่งต้องนอนเบียดกันในห้องแคบๆ ห้องเดียว”
สำหรับการเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ ซิงเย่เตรียมใจไว้แล้ว ต่อให้ลำบากแค่ไหนเธอก็ยอมรับได้ เพราะนี่คือ "บ้าน" ที่แท้จริงของเธอ
เยี่ยนหลิงเห็นซิงเย่เงียบไปตลอดทาง ก็ทึกทักเอาเองว่าลูกสาวคงจะไม่พอใจสภาพแวดล้อมที่แออัดของโรงงานทอผ้า เธออ้าปากกำลังจะเอ่ยคำขอโทษ แต่กลับถูกน้ำเสียงเย็นใสของซิงเย่ขัดขึ้นเสียก่อน
“แม่คะ ทำไมหยุดเดินล่ะ?”
ซิงเย่รู้ดีว่าแม่จะพูดอะไร เธอจึงชิงขัดจังหวะเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องเอ่ยคำตัดพ้อตัวเอง การเกิดมาในครอบครัวแบบไหนไม่ใช่สิ่งที่เลือกได้ แต่พ่อแม่ได้มอบสมองที่เฉลียวฉลาดมาให้เธอแล้ว เพียงเท่านี้เธอก็ซาบซึ้งใจมากพอ
เธอไม่ได้รู้สึกเสียดายชีวิตที่ร่ำรวยในบ้านหลินเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เธอเป็ผู้ใหญ่แล้ว อนาคตจะเป็อย่างไรขึ้นอยู่กับสองมือของเธอเอง
“ไปจ้ะ ไปเดี๋ยวนี้แหละ!” เยี่ยนหลิงถูกขัดจังหวะ เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ดูเหมือนจะมองทะลุถึงหัวใจคนได้ของลูกสาว เธอก็พูดอะไรไม่ออกอีก
ตลอดทางเยี่ยนหลิงดูท่าทางกระสับกระส่าย ลอบมองซิงเย่เป็พักๆ จนซิงเย่เริ่มสงสัยพยายามจะเงี่ยหูฟังว่าแม่คิดอะไรอยู่ แต่คราวนี้กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หรือจะเป็วัยทอง? ซิงเย่วินิจฉัยตามหลักการแพทย์ในใจ เมื่อคำนวณจากอายุของเยี่ยนหลิงก็ดูจะมีความเป็ไปได้ เธอแอบจดบันทึกไว้ในใจว่าวันหลังจะไปหาหมออายุรกรรมเพื่อขอยาบำรุงมาให้แม่ทาน
เยี่ยนหลิงไม่มีวันรู้เลยว่า อารมณ์ที่แปรปรวนเพราะความกังวลของเธอ ทำให้ลูกสาวคิดไปไกลถึงขั้นว่าเธอเข้าสู่วัยทองเสียแล้ว
เมื่อมั่นใจว่าลูกสาวไม่มีท่าทีรังเกียจบ้าน เยี่ยนหลิงก็กลับมายิ้มแย้มและจูงมือซิงเย่เดินต่อไป
“ตึกข้างหน้านั่นแหละจ้ะบ้านเรา อยู่ชั้นสี่ ห้องสุดท้ายสองห้องทางซ้ายมือคือห้องของเราเอง” เยี่ยนหลิงชี้ไปยังตึกที่อยู่เกือบสุดท้ายของแถว
น้ำเสียงของเธอยังแฝงไปด้วยความกังวลลึกๆ กลัวว่าซิงเย่จะหันหลังเดินกลับไปทันทีที่เห็นสภาพตึก
ทางเดินดูเหมือนใกล้แต่ต้องเดินวนไปมาอยู่หลายนาที อาคารพักอาศัยของโรงงานทอผ้าถูกสร้างขึ้นอย่างแออัดเพื่อรองรับคนงานจำนวนมาก แต่ละชั้นมีห้องเรียงกันนับสิบ ห้องของบ้านซ่งมีสองห้อง แต่ละห้องมีพื้นที่เพียง 10 ตารางเมตรเศษๆ การทำอาหารต้องทำที่ระเบียง และใช้ห้องน้ำรวมของชั้น
ในสายตาคนนอก การมีห้องถึงสองห้องถือว่ากว้างขวางมากแล้ว เพราะบางครอบครัวนับสิบชีวิตยังต้องเบียดกันอยู่ในห้องเดียว แต่ด้วยความที่ซ่งหยวนโจวเคยทำงานมีตำแหน่ง เงินเดือนของทั้งคู่รวมกันในตอนนั้นจึงพอจะซื้อสิทธิ์ในห้องที่สองเพิ่มได้
ซิงเย่สังเกตเห็นว่าสภาพแวดล้อมที่นี่ทรุดโทรมกว่าโรงงานเหล็กมาก ทางเดินเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ ผู้คนคุยกันจอกแจกจอแจ บ้างก็ะโเถียงกันเื่คิวทำอาหารที่ระเบียง แม้บ้านพักโรงงานเหล็กจะมีสภาพแบบนี้บ้าง แต่ก็ไม่หนาแน่นเท่าที่นี่
ถึงกระนั้นเธอก็ไม่เสียใจ หลินเจิ้นหนานเป็ถึงผู้อำนวยการโรงงานเหล็ก ย่อมได้รับจัดสรรบ้านพักที่ดีที่สุด มีลานกว้างเป็ส่วนตัว มีห้องนอนแยกให้ทุกคน และแม่หลินยังปลูกดอกไม้ไว้ประดับบารมี แทนการปลูกผักสวนครัวเหมือนบ้านอื่นๆ
เมื่อสองแม่ลูกเดินมาถึงหน้าห้อง เพื่อนบ้านละแวกนั้นต่างชะเง้อมองด้วยความอยากรู้ เยี่ยนหลิงเดินยิ้มกริ่มพลางแนะนำลูกสาวให้ทุกคนรู้จักอย่างภาคภูมิใจ
“ลูกสาวแท้ๆ ของฉันกลับมาแล้วจ้ะ!” “พวกเธอที่เป็อาเป็น้า ต่อไปก็ฝากเอ็นดูยัยหนูด้วยนะ”
ซิงเย่ยืนนิ่งอย่างสำรวม พลางโปรยยิ้มบางๆ ให้ตามมารยาท เธอััได้ว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ดูเป็มิตรและเป็กันเองมากกว่าพวกที่ป้อมยามหน้าโรงงาน
ห้องของพวกเขาอยู่ริมสุด เยี่ยมหลิงเปิดประตูบานเหล็กเล็กๆ ที่ซ่งหยวนโจวเคยทำกั้นไว้เป็พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่หน้าห้องถูกจัดสรรเป็ห้องครัวขนาดจิ๋ว มีเตารังผึ้งและอุปกรณ์ทำครัววางไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย เมื่อล็อกประตูเหล็กนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่ต้องวุ่นวายใช้พื้นที่ร่วมกับใคร ยกเว้นเพียงห้องน้ำเท่านั้น
ภายในห้องถูกแบ่งเป็สองฝั่ง ห้องแรกเป็ห้องอเนกประสงค์สำหรับกินข้าวและมีเตียงนอนตั้งอยู่หนึ่งหลัง มีเสื้อผ้าเด็กผู้ชายวางอยู่ ซิงเย่เดาว่านี่คงเป็ที่นอนของน้องชาย
“ซิงเย่ ตอนน้องชายเรายังเล็ก แม่ให้นอนห้องนี้กับแม่จ้ะ แต่ตอนนี้เขาอายุ 13 แล้ว เลยให้แยกมานอนคนเดียว” เยี่ยนหลิงอธิบาย
“ส่วนห้องข้างในกว้างกว่า เตียงก็ใหญ่กว่าจ้ะ ปกติแม่กับน้องสาวเรานอนด้วยกัน ถ้าลูกไม่ชิน แม่จะไปเสริมเตียงข้างๆ ห้องน้องชายให้ ลูกกับน้องสาวจะได้นอนสบายขึ้นหน่อย”
“ไม่เป็ไรค่ะแม่ เตียงใหญ่ขนาดนั้นนอนสามคนได้สบายๆ อีกอย่าง น้องชายอายุ 13 แล้ว เขาเป็ผู้ชายควรมีพื้นที่ส่วนตัว จะมานอนเบียดกับแม่และพี่สาวในห้องเดียวกันมันไม่เหมาะค่ะ”
ซิงเย่สำรวจห้องข้างในแล้วพบว่ากว้างพอสำหรับสามคน เธอไม่อยากทำตัวมีปัญหาให้ที่บ้านต้องลำบากไปมากกว่านี้ หากนอนไม่หลับจริงๆ เธอค่อยหาทางขอย้ายไปหอพักโรงพยาบาลในภายหลัง
เยี่ยนหลิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดในใจ โถ ลูกแม่... เป็เพราะแม่ไม่มีปัญญาแท้ๆ
“งั้นเอาตามที่ลูกว่าก่อนนะ ถ้าคืนไหนนอนไม่หลับต้องบอกแม่นะจ้ะ เดี๋ยวแม่จะหาทางแก้ให้เอง” เยี่ยนหลิงลูบหัวลูกสาวเบาๆ
“ลูกพักผ่อนนั่งเล่นไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวให้กิน น้องชายกับน้องสาวเราก็น่าจะใกล้เลิกเรียนแล้ว”
ขณะที่เยี่ยนหลิงง่วนอยู่กับการทำกับข้าว ซิงเย่ก็เริ่มจัดข้าวของของเธอ ซึ่งความจริงมีเพียงเสื้อผ้าเก่าไม่กี่ชุดเท่านั้น เธอจงใจไม่หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ราคาแพงจากบ้านหลินมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
“แม่คะ! วันนี้ทำอะไรกินน่ะ กลิ่นหอมจังเลย!” เสียงใสๆ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดังมาจากหน้าห้อง ซ่งหรูอวิ๋น (น้องสาว) วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหวังจะเอากระเป๋าไปเก็บแล้วมาช่วยแม่ทำงาน
แต่ฝีเท้าของเธอต้องชะงักลงเมื่อเห็นร่างของใครบางคนในห้อง หรูอวิ๋นมองหญิงสาวสวยสง่าที่มีเค้าหน้าคล้ายพ่อของเธออย่างมาก เธอก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือใคร
หรูอวิ๋นเชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วมองซิงเย่อย่างไม่เป็มิตร
“เหอะ! ไม่ใช่ว่ารังเกียจบ้านเราว่าจนหรอกเหรอ? กลับมาทำไมล่ะ?”
ภายนอกหรูอวิ๋นทำท่าทางเหมือนไม่ต้อนรับ แต่ในใจกลับะโก้อง...
[โอ้โห! พี่สาวฉันสวยจังเลย สมกับที่เป็พี่สาวแท้ๆ ของฉันจริงๆ ดูดีกว่ายัยเสี่ยวเวยตัวแสบนั่นตั้งเยอะ!]