หวังปิงปิงมีอาการตื่นเต้นเล็กน้อยกับการเข้าวังอย่างเป็นทางการในตำแหน่งสนมเอกขั้นหนึ่งของฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าเหล่าขุนนางในราชสำนักจะนั่งเรียงแถวยาว เรียบร้อย เหมือนในทีวีที่เคยดูมารึเปล่า นั่นคือเรื่องที่นางสนใจและต้องเรียนรู้เอาไว้ว่าเขาทำสิ่งใดกันบ้างเมื่ออยู่ในห้องประชุม การวางตัวคือสิ่งสำคัญบวกกับการเงียบคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนาง เพราะการเข้าวังมากับฝ่าบาทนี้มันคงมิใช่ครั้งสุดท้าย แต่นางยังต้องได้เข้ามาบ่อยๆ จวบจนสามีจะสละราชบัลลังก์นั่นล่ะ จะกี่ปีกี่เดือนนั้นมิรู้ได้ รู้แค่เพียงยามนี้นางคือสนมเอก ^^
“ถวายพระพรฝ่าบาท หวังกุ้ยเฟยขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” เสียงถวายพระพรดังแซ่ซ้องสองฝั่งฟาก มิมีผู้ใดแสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์ต่อสนมเอกผู้นี้ ด้วยเพราะเบื้องหลังของนางยังมีท่านแม่ทัพม่อและองครักษ์เงาคอยคุ้มกันอยู่ เรื่องในอดีตที่นางเคยลักลอบเข้าวังมาเพื่อพบฮ่องเต้ถูกลืมไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น ‘ซึ่งมันคือเรื่องส่วนพระองค์ที่มิมีผู้ใดหาญกล้าท้วงถาม’ อีกทั้งเรื่องวังหลังของฮ่องเต้คงมิได้สำคัญเท่าการปกครองแคว้นมู่ให้เจริญรุ่งเรืองและฝ่าบาททำมันได้ดีอย่างไร้ที่ติ
หวังปิงปิงในชุดสีขาวปักลายนกยูงหลากสีเดินตามการจับจูงของฮ่องเต้ในชุดสีขาวปักลวดลายมังกรทองไปยังแท่นสูงเพื่อว่าราชการ ที่นั่งประทับของนางถัดลงไปทางด้านซ้ายมือ อีกฝั่งทางด้านขวามือเป็นของรัชทายาทมู่หรงหลานที่มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ไม่นานนักการประชุมก็เริ่มขึ้น
หลังจากนั่งฟังข้อโต้เถียงเกี่ยวกับพื้นที่หลวง ที่มีชาวบ้านยากไร้ไปปลูกเรือนเพื่ออยู่อาศัยจบลง ฎีกาเรื่องอื่นก็ตามมา กุ้ยเฟยนั่งท้าวคางง่วงเหงาเบื่อหน่ายจนสามีของนางผู้นั่งอยู่บนแท่นสูง ก้มหน้าลงมาบอกให้นางไปนอนพักผ่อนทางด้านหลัง ซึ่งตัวนางนั้นมิได้เอ่ยขัดอะไรนอกจากลุกขึ้นแล้วเดินตามขันทีชราสี่สุ่ยไปทันที
หลังการสะสางงานที่คั่งค้างจบลง ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนนั่งเอนหลังพิงพนักพร้อมกับนวดตรงหัวไหล่เพื่อคลายความเมื่อยขบ บทบาทของรัชทายาทในวันนี้ไม่ได้แย่นัก เพียงแต่การตัดสินใจยังไม่เด็ดขาด อีกทั้งเหล่าขุนนางทั้งหลายยังเป็นพวกขุนนางรุ่นเก่าแก่ชราดื้อด้านมิค่อยยอมฟังข้อเสนอของคนรุ่นหลานเท่าใด จึงเป็นที่มาของฎีกามากกว่าสิบเรื่องที่รอสะสาง แต่แค่เขามานั่งร่วมฟังและแสดงความคิดเห็นตามที่รัชทายาทเสนอ ทุกอย่างกลับง่ายราวกับจับวางก็ไม่ปาน “หลังจากนี้ให้เจ้าตรวจทานทุกอย่างด้วยตนเอง ส่วนเรื่องออกว่าราชการ บิดาจะเป็นผู้ร่วมออกความเห็นให้เจ้า” สังเกตได้จากการแก้ปัญหาอย่างรัดกุมของบุตรชาย เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีความฉลาด รอบคอบไม่น้อย เพียงแต่ยังเยาว์วัยและเพิ่งเข้ามาอยู่ตรงจุดนี้ได้ไม่นาน ความเชื่อถือจากขุนนางหลายฝ่ายจึงยังไม่เต็มที่
“แต่ลูก”
“จงมั่นใจในสิ่งที่เจ้าไตร่ตรองและคิดว่าดีต่อทุกฝ่าย อย่าลังเลที่จะเสนอความเห็นของเจ้าแม้ไม่มีผู้เห็นด้วย ซึ่งบิดารู้ว่าเจ้าย่อมมีข้อโต้แย้งอยู่แล้วในใจ” มองท้องพระโรงที่ร้างไร้ผู้คนต่างกับก่อนหน้าและกล่าวต่อว่า “อย่ากลัวที่จะตัดสินใจเพราะทุกคนในที่นี้มิได้มีอำนาจไปมากกว่าเจ้าที่เป็นถึงรัชทายาท” นั่นคือความจริงที่สุดแล้ว ‘มีอำนาจอยู่ในมือ ก็จงใช้ให้คุ้ม’
‘ก็จริง เขามีอำนาจเป็นรองเพียงฮ่องเต้ ใยต้องลังเลอีก’ และยิ่งเขาไม่มั่นใจ เหล่าขุนนางวัยชราอาจจะใช้โอกาสนี้กดข่มเขาจนต้องกลายเป็นรัชทายาทไร้ค่าที่มีเพียงตำแหน่งก็เป็นได้ “พะยะค่ะ”
“แต่จงจำเอาไว้ ให้มองความสุขของประชาชนมากกว่าความสุขของตนเอง” ซึ่งบิดาอย่างเขาก็คอยย้ำอยู่ทุกครั้ง “ยังมีอีกเรื่อง”
“_”
“เยี่ยนมิ่งลี่”
“_” มองบน ‘เดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้’
“บิดาจะยังไม่สั่งให้เจ้ารับนางเข้าวังตามที่กุ้ยเฟยขอ แต่อยากให้เจ้าคิดว่าครั้งหนึ่งเจ้าเคยกล่าวออกไปว่าชมชอบนาง แล้วจะปล่อยให้นางรอ? มันก็แล้วแต่เจ้า” ปั่บๆ ตบไหล่บุตรชายของตนเองก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องพักผ่อนหลังฉากกั้นที่มีกุ้ยเฟยนอนพักอยู่
มู่หรงหลานลอบถอนหายใจ ‘มิใช่ว่าอยากจะปล่อยให้นางรอนาน เพียงแต่เขาในยามนี้ยังคงวุ่นวายกับงานราชการแทนเสด็จพ่อ’ หากจะให้ขอสมรสพระราชทานในยามนี้แล้วฉลองงานมงคลอีกสามวันสามคืน...ฎีกาจะมิกองสุมหัวเขามากมายหรอกรึ? ในเมื่อเสด็จพ่อก็เพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ว่าให้เขาดูแลแทนทั้งหมด ‘เฮ่ออ’ “ไปแจ้งกับมิ่งลี่ว่าข้าติดภารกิจและมิสามารถจะไปพบนางได้ ไม่มีกำหนด” ‘หากนางรัก นางต้องรอ’ เขารู้ว่ามิ่งลี่เข้าใจ
“พะยะค่ะ” เวินไห่ องครักษ์คนสนิทรับคำสั่งแล้วเดินจากไป
นั่งมองท้องพระโรงหลายร้อยที่นั่งด้วยสายตาว่างเปล่า ‘วังวนของฮ่องเต้ เป็นเขาที่รับช่วงต่อโดยมิอาจหลีกเลี่ยง’ “เฮ้อ”
๑------------------๑
สี่เดือนต่อมา
“แล้วกุ้ยเฟยไปที่ใดอีกบ้าง” ผู้กล่าวนั่งอยู่ในห้องทรงงานสอนรัชทายาทตรวจฎีกา กองไหนเห็นควรลงตราประทับหรือกองไหนต้องส่งคืนล้วนต้องแยกไว้ ยามนี้รัชทายาทมีตราประทับเป็นของตนเองแล้ว และห้องทำงานนี้ทุกอย่างถูกโอนถ่ายต่อให้อีกฝ่ายเกือบทั้งหมด คงเหลือเพียงตำหนักที่ต้องรอพิธีแต่งตั้งฮ่องเต้จึงจะสามารถโยกย้ายได้ ซึ่งมู่เจี้ยนเทียนคิดเอาไว้ว่าคงอีกไม่นานแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดในขณะที่สอนงานรัชทายาทคือเขายังต้องรู้ทุกเรื่องของหวังปิงปิงฮูหยินรัก
“พระสนมไปยังคลังสินค้าต่อพะยะค่ะ”
“กลับไปบอกนางว่าให้รอเราอยู่ที่นั่น”
“พะยะค่ะ” ต้าล่อผู้ส่งสารพริ้วกายจากไป
รัชทายาทมู่หรงหลานมองบิดาเหมือนไม่เคยเห็น แต่เดิมนั้นแม้เสด็จพ่อจะมีสตรีข้างกายอยู่ถึงสี่นาง แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่พระองค์จะแสดงท่าทางห่วงใย คลั่งรักสตรีออกมาได้ขนาดนี้ จะกล่าวว่าหลงใหลหวังปิงปิงจนไม่ลืมหูลืมตาก็คงไม่ผิดนัก “เสด็จพ่อ อาการหนักเกินไปแล้วพะยะค่ะ”
“นางกำลังตั้งครรภ์ ซ้ำยังซุกซนราวกับเด็กน้อย ไม่ห่วงย่อมไม่ได้” ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่ทราบว่านางตั้งครรภ์ ความดีใจฉายชัดบนใบหน้าฮ่องเต้เช่นเขาจนปิดไม่มิด ครานั้นทุกคนในจวนสกุลหวังต่างร้องเฮลั่น ดีใจกันถ้วนหน้าเพราะพวกเขานั้นจะมีหลานเป็นคนแรก ความสุขนอกวังหลวงที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทำให้มู่เจี้ยนเทียนแทบจะตัดสินใจสละราชบัลลังก์ไปเสียยามนั้น ติดอยู่ก็เพียงแต่รัชทายาทมู่หรงหลานผู้เป็นบุตรชายขอเอาไว้
เรื่องกุ้ยเฟยตั้งครรภ์และซุกซนนั้นรัชทายาทไม่เถียงเพราะนางก็เป็นดังเช่นที่เสด็จพ่อว่าไว้จริงๆ “สมัยก่อน ตอนที่ลูกยังอยู่ในครรภ์ของเสด็จแม่ เสด็จพ่อห่วงเช่นนี้หรือไม่” มู่หรงหลานเข้าใจดีว่าเสด็จพ่อหาได้รักใคร่เสด็จแม่ ความห่วงย่อมน้อยกว่าตอนนี้ ‘นึกแล้วช่างน่าเศร้าใจ’