“การวัดระดับพลังปราณจบลงเพียงเท่านี้ ขอให้ผู้ฝึกพลังปราณทุกท่านเชิญไปพักผ่อนชมงานก่อนได้ แต่ขออย่าไปไหนไกลและรอฟังเสียงระฆังให้ดี เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น จะเป็การเริ่มการประลองในรอบถัดไป”
เมื่อการวัดระดับพลังสิ้นสุดลง เหล่าผู้ฝึกพลังปราณต่างๆ ก็เดินแยกย้ายไปพักผ่อนตามจุดต่างๆ หรือแม้กระทั่งเดินไปหาของกินที่ถูกวางขายอยู่ล้อมรอบสถานที่จัดงาน
แต่จุดที่ผู้คนเข้าไปกรูกันมากที่สุดนั้น กลับเป็สถานที่รับพนันที่ได้ขึ้นป้ายอัตราต่อรองทันทีที่การวัดระดับพลังปราณแต่ละคนสิ้นสุดลง จนเหล่านักพนันรีบมาลงทุนกับผู้ชนะที่พวกเขาเลือก และหวังจะได้กำไรตอบแทนกลับมา จนเต็มพื้นที่ไปหมด รวมถึงฮ่าฮ่าที่เดินโบกสะพัดตั๋วพนันที่เขาใช้เงินทั้งหมดแทงไป อย่างร่าเริง
“ก็ฉันบอกว่าฉันหิวไงทำไมนายเอาเงินทั้งหมดไปพนันหมดเลยล่ะ… แล้วฉันจะกินอะไร”
“นายน้อยอดทนหน่อยสิครับ เราเดินกินของชิมฟรีประทังชีวิตไปก่อนก็ได้ครับนายน้อย อัตราต่อรองของคนที่ชื่อขังนั้นตั้งร้อยเท่าเลยนะครับ เราลงไปพันห้าเราก็จะได้แสนห้า…แสนห้าาาเลยนะครับนายน้อย”
“มันก็จริงแหละที่ชายคนนั้นมีระดับพลังปราณมากที่สุด แต่ว่านายไปยุ่งกับการวัดระดับพลังปราณแบบนั้นเพื่อให้อัตราต่อรองที่สูงขึ้น มันจะไม่เป็การโกงหรอ”
“โกง!....ใช่ครับ นายน้อยอย่าเอาเป็เยี่ยงอย่างนะครับ นายน้อยสามารถโยนความผิดมาที่ผมทั้งหมดได้เลย เพราะหลังจากนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดละก็ ถึงแม้จะเป็สำนักชื่อดังที่สุด อย่างสำนักสอนเซียน ก็มีค่าสมัครเข้าอยู่ที่ห้าหมื่นเท่านั้น ผมยังเหลือเงินอีกแสนนึงไว้ซื้อสมาร์ทโฟน เต็นท์นอนป่า และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายไว้ใช้แก้เบื่อระหว่างนายน้อยฝึกฝน และเมื่อถึงตอนนั้นล่ะก็ ถ้านายน้อยมาออดอ้อนอ้อนวอนผม เช่น “ฉันขอร้องล่ะฮ่าฮ่า นายช่วยแบ่งอาหารหรูหราในกระป๋องที่นายใช้เงินจากการพนันถูกกฎหมายซื้อมา ให้ฉันหน่อยได้ไหม จะให้ฉันทำอะไรฉันก็ยอม” และหลังจากนั้น ผมก็อาจจะเมตตาพิจารณาช่วยเหลือนายน้อยก็ได้นะครับ ฮ่าๆๆๆ”
ในขณะที่เสียงหัวเราะของฮ่าฮ่ากำลังดังออกมาให้กับนายน้อยของเขา โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีเด็กสาวตัวเล็กรุ่นราวคราวเดียวกับนายน้อยของเขาที่แต่งเครื่องแต่งกายด้วยสีดำทั้งตัว กำลังรวมพลังปราณไปที่มือของตน และเดินเข้าไปหาฮ่าฮ่าท่ามกลางฝูงคนที่เดินจับจ่ายซื้อของอยู่
“เพี๊ยะ”
“โอ้ยยยยย”
เมื่ออยู่ๆ ก็ได้รับการกระแทกที่ใบหน้าอย่างไม่รู้สึกตัว มันก็ทำให้ฮ่าฮ่าล้มลงไปตามแรงกระแทกที่ได้รับ ก่อนที่เขาจะรีบลุกขึ้นมามองรอบตัวของตนเองด้วยความใ พร้อมกับมือที่จับไปที่แก้มของเขาด้วยความเ็ป
แต่เมื่อมองไปโดยรอบนั้นเขากลับไม่เจอตัวคนร้ายเลย เขาเห็นเพียงแต่นายน้อยของตัวเองที่อยู่อยู่ก็มีกล่องข้าวและขนมอยู่ในมือของเขาเต็มไปหมด
“นะ…นายน้อย”
“ฉันไม่เกี่ยวนะ…อยู่ดีๆ ฟางเซียนก็ะโตบนาย แล้วเธอก็เดินหายไปเลย ทิ้งไว้แค่อาหารและขนมพวกนี้”
“ฟางเซียน!”
เมื่อฮ่าฮ่าได้ยินชื่อคนร้ายออกมาจากปากนายน้อยของตน เขาก็รีบหยิบสมุดจดเล็กๆ ออกมาทั้งใบหน้าที่มึนงงของเขา และจดการกระทำของฟางเซียนลงไป ด้วยมือที่สั่นเพราะความโกรธแค้น ก่อนที่หลังจากนั้น เขาจะกินขนมและอาหารเ่าั้ของฟางเซียนร่วมกับเ้าจนเสี่ยงระฆังดังขึ้น
“การประลองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในรอบนี้ จะเป็การประลองที่ให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านทั้งพันคนที่รวมกันอยู่ตรงนี้ ต่อสู้กันเองจนเหลือคนที่ยืนได้เพียงหนึ่งร้อยคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะได้เข้ารอบต่อไป”
หลังจากที่พวกผู้ฝึกพลังปราณมารวมกันหลังจากหมดเวลาพักผ่อน ท่าทีเป็มิตรและบทสนทนาที่คุยกันเยี่ยงคนรู้จักก่อนหน้านี้ ก็หมดไปทันทีเมื่อกติกาถูกประกาศขึ้นมา
พวกเขาแต่ละคนต่างะโถอยหลังแยกจากกันด้วยความหวาดระแวง จะมีก็เพียงแต่รอบตัวของชายในชุดผ้าคลุมเท่านั้น ที่ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนจงใจหันหน้าเข้าไปหาเขา เพื่อให้เป็เหยื่อรายแรกของการประลอง โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่า ท่าทีของพวกเขามันได้สร้างความโกรธเคืองให้กับชายในชุดคลุมคนนั้นมากขนาดไหน
เมื่อเห็นท่าทีของผู้ฝึกพลังปราณหลายคนที่มีต่อชายในชุดผ้าคลุม มันกลับไปสร้างเสียงหัวเราะเยาะให้กับเาาวบ้านที่ชมการประลองอยู่ บ้างก็เวทนาถึงชะตาที่ชายในชุดคลุมนั้นจะได้พบเจอ บ้างก็สะใจที่คาดหวังจะได้เห็นเขาพ่ายแพ้
แต่เมื่อเ้ามองไปที่หญิงสาวที่เคยอยู่ข้างตัวของชายในผ้าคลุมนั้นที่ ปัจจุบันมายืนรวมอยู่กับ เหล่าชาวบ้านเพื่อชมการประลอง เขากลับเห็นเพียงแต่รอยยิ้มที่โผล่มาจากสาวๆ เ่าั้
“สงสัยเราจะได้เงินเร็วกว่าที่คิดนะครับนายน้อย”
“ทำไมล่ะ”
“ผมว่าผู้ชนะ น่าจะถูกตัดสินในรอบนี้รอบเดียวเลยหรอครับ”
“เหล่าผู้ร่วมการประลองทุกท่านโปรดเตรียมพร้อม”
เมื่อเสียงที่เต็มไปด้วยพลังปราณของเซียนพิธีกรดังขึ้น มันก็สร้างความตื่นตัวให้กับผู้ฝึกพลังปราณทั้งหลายทันที จนพวกเขารีบเตรียมใช้พลังปราณของตัวเอง และรอเพียงแค่การประกาศเริ่มกลับมาลองของเสียงพิธีกรก็เท่านั้น
“การประลองเริ่มได้”
“อ้ากกกกก”
ทันทีที่เสียงประกาศเริ่มการประลองดังขึ้น เพียงการขยับแขนออกทั้งสองข้างของชายในชุดผ้าคลุม มันก็ทำให้พลังปราณสีดำของเขาถูกปล่อยออกมาจนกระจายไปทั่วลานประลองทันที จนทำให้ผู้ฝึกยุทธ์หลายร้อยคนต่างค่อยๆ ล้มลงหมดสติไป เมื่อโดนพลังปราณสีดำพัดผ่านพวกเขา
“ฮ่าฮ่า เมื่อกี้เขาใช้วิชาโดยที่ไม่ได้ะโชื่อวิชาเลยใช่ไหม”
“เปล่าครับนายน้อย เขาไม่ได้ใช้วิชาอะไรเลยต่างหาก เขาเพียงแค่ปล่อยพลังปราณออกมาก็เท่านั้น”
“ไม่ได้ใช้วิชาเลยอย่างนั้นเหรอ”
เมื่อเห็นความสามารถของชายในชุดผ้าคลุมที่ยิ่งกว่าต้อนเอาชนะช่างวิเศษไร้หูมันก็ยิ่งสร้างความใในระดับพลังขั้นปีศาจให้กับเ้าเป็อย่างมาก ก่อนที่ผู้ฝึกพลังปราณทั้งสนามประลองจะมองไปที่ชายในผ้าคลุมนั้นเป็สายตาเดียวกัน
“พะ…พลังมาร”
“พลังมารจริงๆ ด้วย”
“พวกเรา กำจัดมันก่อน”
ภายใต้เสียงพูดคุยที่ตกตะลึงเพราะพลังมารที่พวกเขาได้พอเจอ กลับมีเสียงของไคชายหนุ่มขวัญใจชาวบ้าน ะโออกมาเพื่อแนะนำให้จัดการชายในชุดคลุมก่อน
“ัปราณน้ำแข็ง”
ไค ที่เห็นว่าผู้ฝึกพลังปราณคนอื่นยังตกตะลึงกันอยู่ และไม่ได้สนใจคำพูดของเขาเลย เขาก็ตัดสินใจใช่ความเป็ผู้นำของตัวเองเริ่มโจมตี พร้อมกับพลังปราณของเขาที่ก่อตัวเป็ัน้ำแข็งตัวยาว ที่เลื้อยไปมาอยู่บนอากาศพร้อมกับ ไอเย็นรอบตัวของมัน
เมื่อัปราณน้ำแข็ง พุ่งเข้าไปหาชายในชุดคลุมอย่างน่ากลัวและรวดเร็ว ก่อนที่มันจะปะทะเข้ากับร่างของชายในชุดคลุม และได้สร้างเกล็ดน้ำแข็งและหิมะมากมายให้กระจายออกมาจากจุดที่มันเข้าปะทะ
แต่ถึงแม้ัปราณน้ำแข็งจะดูแข็งแกร่งขนาดไหนก็ตาม แต่เมื่อปรากฏภาพของชายในชุดคลุมะโขึ้นบนฟ้าไปท่ามกลางเกล็ดน้ำแข็งเ่าั้ ก็แสดงว่ามันไม่อาจทำอะไรเขาได้
“โซ่ทมิฬ”
ทันทีที่ชายในชุดผ้าคลุมใช้วิชาออกมา โซ่สีดำก็ถูกปล่อยออกมาจากฝ่ามือของเขา ก่อนที่มันจะถักทอกันไปมาจนเกิดเสียงของเหล็กกระทบกันดูน่ากลัว อยู่บนอากาศในขณะที่พุ่งเข้าหาไค ที่พึ่งโจมตีเขา
ไคไม่สามารถมองตามความเร็วและคาดการการโจมตีของโซ่มันได้เลย เพราะการถักทอของตัวมันเอง ที่พุ่งไปมาตามมุมต่างๆ มันก็ทำให้เขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าโซ่นั้นจะพุ่งเข้ามาหาเข้าทางไหน
แต่ก็เป็โชคดีของเขา เมื่อโซ่พุ่งมาปะทะถึงตัวเขาเอง ก็ได้มีขวานขนาดใหญ่ ของชายที่มีหนวดเคราดกดำ เข้ามาป้องกันและช่วยชีวิตเขาไว้
“ขอบคุณมากครับ”
“ไม่เป็ไร นายอ้อมไปโจมตีทางซ้ายนะฉันจะโจมตีทางขวาเอง”
แม้ไม่เคยรู้จักกัน แต่เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากชายแปลกหน้า ไคก็พร้อมที่จะทำตามคำแนะนำของเขา และได้อ้อมวิ่งไปทางซ้าย เพื่อหวังจะล้อมโจมตีชาย ในชุดผ้าคลุมที่กำลังลงมาที่พื้นหลังจากใช้วิชาไป
แต่พวกเขาทั้งสองคนที่ร่วมมือกันนั้นไม่ได้คิดเลยว่า เพราะความกล้าหาญของ ไค ก็ทำให้ผู้ฝึกพลังปราณคนอื่นๆ ต่างตื่นจากความตื่นตระหนกของเขา และวิ่งกรูกันเข้าไปหาชายในชุดผ้าคลุม เพื่อช่วยเหลือพวกเขาทั้งสองคนด้วย
“ทัณฑสถานแห่งโซ่”
ไม่ทันที่ชายในชุดผ้าคลุม ที่ดีดตัวขึ้นไปบนฟ้าจะลงถึงพื้นดี เมื่อเห็นว่าผู้ฝึกพลังปราณทั้งหมด เล็งการโจมตีมาที่เขา เขาก็ได้ใช้วิชาของเขาออกมาก่อน พร้อมกับใช้มือที่เต็มไปด้วยพลังปราณแตะลงไปที่พื้นทันทีที่ตัวเข้าถึงพื้น
เมื่อฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังปราณสีดำ ประทับลงกับพื้น โซ่มากมายก็ได้วิ่งออกมาจากฝ่ามือของเขา และเลื้อยไปทั่วพื้นบริเวณแถวนั้น ก่อนจะแตกตัวออกไปเรื่อยๆ เป็สิบ เป็ร้อย เป็พันเส้น พร้อมกับวิ่งรัดพันไปกับทุกสิ่งที่มันัั จนทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์อีกเป็หลายร้อยคนที่ะโหลบไม่ทัน ถูกโซ่พวกนั้นวิ่งเลื้อยพันไปตามตัว จนพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้ และนอนทิ้งตัวลงไปพร้อมกับโซ่เ่าั้
“ัปราณน้ำแข็ง”
“ปฐีฟาดลง”
ไคและชายหนวดเคราดกดำ ที่สามารถะโหลบวิชาโซ่เ่าั้ได้ทัน พวกเขาทั้งสองก็ได้ใช้วิชาของตัวเอง ในขณะที่ลอยอยู่บนอากาศอยู่ จนทำให้ัปราณน้ำแข็ง และพลังปราณที่เปลี่ยนตัวเองเป็ดินแข็งรูปทรงขวานขนาดใหญ่ ฟาดลงมาใส่ชายในชุดคลุมพร้อมกัน
แต่เมื่อผู้ฝึกพลังปราณ ทั้งหมดเล็งไปที่เป้าหมายเดียวกันแล้ว มันก็ยังมีอีกหลายร้อยคน ที่สามารถหลบวิชาโซ่ของชายในชุดคลุมได้ทัน และพร้อมใจกันใช้วิชาของตนเอง พุ่งไปหาชายในชุดคลุมอย่างพร้อมเพรียงกันจามทั้งสองคนไป
เป็อีกครั้งที่ชายในชุดคลุม รวบรวมพลังปราณที่ดูน่ากลัวของเขาไว้ ก่อนที่จะกางแขนของตนเองสะบัดไปด้านข้างอีกครั้ง เพื่อปลดปล่อยพลังปราณสีดำเ่าั้ ให้เข้าไปสลายพลังปราณของเหล่าผู้ฝึกพลังปราณทั้งหมด
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เช่นเดียวกับพลังปราณ เมื่อปราณสีดำของชายในผ้าคลุมมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเขา เมื่อไปชนกับพลังปราณของผู้ฝึกพลังปราณคนอื่นๆ มันก็ข่มพลังปราณเ่าั้จนสลายหายไปในอากาศ
ทั้งคลื่นพลังปราณที่ซัดวิชาของผู้ฝึกพลังปราณจนหายไป และยังคลื่นพลังปราณที่เล็ดลอดจากวิชาต่างๆ ที่พุ่งเข้าหาตัวพวกเขา มันก็ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์หลายต่อหลายคนไม่สามารถรับแรงปะทะจากพลังปราณที่มากกว่าครั้งแรกได้ และสลบไปอีกหลายร้อยคน ก่อนจะเหลือแค่ร้อยกว่าคนสุดท้ายเท่านั้นที่ยังยืนอยู่
เมื่อพวกเขาเห็นระดับพลังปราณที่ต่างกันเกินไปและจำนวนผู้เข้าร่วมที่เหลือน้อยใกล้ถึงเกณฑ์เข้ารอบเต็มที พวกเขาก็พร้อมใจกันล้มเลิกความคิดที่จะเอาชนะชายในชุดผ้าคลุมไป แล้วมองไปที่ผู้ฝึกพลังปราณข้างกายของตน เพื่อหาผู้โชคร้าย ที่จะตกรอบและเป็ใบผ่านทางให้พวกเขาได้เข้ารอบต่อไปแทน
แต่ในเมื่อพวกเขายังไม่ได้ขออนุญาตชายในชุดคลุมที่พวกเขาเคยหัวเราะเยาะเย้ยไป มีเหรอที่เขาจะยอมให้มันเป็ไปอย่างนั้น
ไม่ทันที่พวกเขาจะได้หาผู้โชคร้ายในการตกรอบเจอ พลังปราณมากมายมหาศาลสีดำก็ถูกปล่อยออกมาจากชายในชุดคลุมนั้น จนพวกเขาเห็นพลังปราณที่พุ่งสูงขึ้นไปของชายในชุดคุมนั้นได้อย่างชัดเจน
“ทัณฑ์เทพมาร”
เสียงวิชาสุดท้ายที่จะได้ยินจากปากของชายในชุดคลุม ที่ดังออกมาให้พวกเขาได้ยิน พลังปราณของพวกเขาทั้งหมดที่อยู่ในลานกว้างรวมถึงเซียนพิธีกรก็ถูกก้อนทรงกลมสีดำบางอย่างที่ปรากฏออกมาดูดพวกมันไป
เมื่อต้องเจอกับวิชาประหลาดที่สามารถดูดพลังปราณของพวกเขาได้ ที่พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน พวกเขาก็ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะคิดแก้วิชาของชายในชุดคลุมได้เลย
พลังปราณของพวกเขาต่างถูกดูดออกไปอย่างรวดเร็ว และรวมเร็วมากจนบางคนร้อนรนเลือกที่จะพุ่งเข้าไปหาชายในชุดคลุมเพื่อหยุดวิชาของเขา แต่พลังปราณของเขาก็เหลือน้อยนิดเกินที่จะใช้วิชาอะไรออกมาได้
บางคนก็เลือกที่จะตัดสิทธิ์ตัวเองและรีบวิ่งออกจากลานจัดงานประลองไป เพื่อให้หลุดพ้นจากอาณาเขต ที่ลูกบอลทรงกลมสีดำจะดูดพลังปราณของเขา
ส่วนคนที่ไม่รู้ตัวว่าจะทำยังไงต่อไปดี ก็ยืนรับชะตากรรมของตนเองและปล่อยพลังปราณที่ถูกดูดหมดไป ก่อนที่ร่างกายของเขาจะหมดแรงลง
“พอได้แล้วววว”
เมื่อเซียนพิธีกรเห็นว่ามีเพียงแต่ชายในชุดคลุมเท่านั้น ที่ยังยืนอยู่ ก็ได้ะโหยุดการประลองขึ้นมา และให้เขาหยุดใช้วิชาของตนเอง
แต่เมื่อลูกบอลสีดำที่ลอยอยู่บนอากาศหายไปเพราะชายหนุ่มได้เลิกใช้วิชาของเขา และที่ลานกว้างจัดงานก็เหลือผู้ชนะเพียงคนเดียวอย่างชายในผ้าคลุมที่ยื่นอยู่ เสียงประกาศชัยชนะก็หาได้ดังขึ้นมาไม่
มีเพียงแต่เเหล่าเซียนที่อยู่ในจุดต่างๆ ที่ต่างพร้อมใจกันลอยมายืน ล้อมรอบชายหนุ่มในผ้าคลุม อยู่พร้อมกับตั้งท่าประหนึ่งเขาเป็ศัตรูที่ต้องกำจัด
ทำให้ชายในชุดผ้าคลุมที่กำลังใกับท่าทีของเหล่าเซียนพยายามที่จะใช้วิชาเพื่อป้องกันตัวของเขา พร้อมกับเหล่าหญิงสาวที่เคยอยู่ข้างกายเขาก่อนหน้านี้ก็พยายามที่จะวิ่งไปช่วยเขาด้วย…แค่เพราะเสียงะโที่ดังขึ้นมาทำให้ชายในชุดผ้าคลุมหยุดมือของเขาไว้ก่อน
“ทำไมไม่ประกาศผู้ชนะสักทีล่ะ…หรือว่า ท่านอดุลไม่ยินยอมที่จะ พูดคุยกับ ประชาชนของตัวเอง เพียงเพราะแค่เขาฝึกวิชามารอย่างงั้นหรอ”
“ใครพูดวะ”
อยู่ดีๆ ท่ามกลางเสียงะโ ที่ออกมาจากเหล่าชาวบ้านที่มาดูการประลองอยู่ ก็ได้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มเซียนที่ล้อมรอบชายในชุดคลุมอยู่อย่างมากเพราะชื่อกษัตริย์ของพวกเขาที่ถูกพาดพิง จนเขาต้องรีบถามหาผู้ที่ะโออกมา
แต่สิ่งที่เซียนที่ะโออกมาได้รับนั้นกลับเป็ท่าทีของเหล่าชาวบ้าน ที่มองหาเ้าของเสียงอย่างอุตลุด เพราะพวกเขาก็ไม่ทราบว่าใครเป็ผู้ที่ะโออกไป แต่ความวุ่นวายนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่ออยู่ดีๆ หนึ่งในเสารับรอง ที่เป็ที่นั่งดูของตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่ง ก็ได้ปล่อยพลังปราณสีดำขึ้นฟ้าไป เพื่อเรียกความสนใจจาก ทุกคน
“จะใคระโก็ช่าง แต่มันผิดรึไง! ท่านอดุลได้คลี่คลายความขัดแย้งระหว่างผู้ฝึกพลังปราณกับหลังมารไปแล้ว มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปล้อมเด็กที่ฝึกพลังมารนั้นด้วย หรือว่าไม่เห็นหัวตระกูลพยัคฆ์ทมิฬ ที่นั่งหัวโด่อยู่ที่นี่แล้วอย่างงั้นหรอ”
เมื่อการออกโรงของหนึ่งในตระกูลขุนนาง ที่ส่งเสียงที่น่ากลัวของเขาออกมาในขณะที่นั่งอยู่ ถึงแม้จะไม่ได้มีใครเห็นหน้าตาของเขาเพราะความสูงของเสารับรอง แต่เพียงแค่เสียงที่เขาส่งออกมา มันก็บ่งบอกได้ว่าเขาจริงจังกับการกระทำของเหล่าเซียนที่ล้อมชายหนุ่มอยู่ขนาดไหน
เซียนพิธีกร ที่เริ่มเห็นสถานการณ์ตึงเครียดและไม่กล้าตัดสินใจอะไรออกมา เขาก็ยกการตัดสินใจนั้นไปให้กับกษัตริย์ของตนด้วยการลอยตัวขึ้นไปถามเขา จนทำให้เหล่าชาวบ้านผู้ฝึกยุทธ์และตระกูลต่างๆ ที่เห็นท่าทีเซียนพิธีกรที่ลอยขึ้นไปยังเสารับรองสีทองงดงาม ก็ต่างจับจ้องรอคำตัดสินของอดุลอย่างพร้อมเพรียงกัน
ถึงแม้ว่าจะเป็เวลาไม่นานที่เซียนพิธีกรลอยขึ้นไป แต่มันกลับสร้างความ อึดอัดให้กับเหล่าผู้ที่รอคำตัดสินอยู่ จนบรรยากาศที่ไม่มีใครส่งเสียงออกมา มันช่างดูยาวนานเหลือเกิน
แต่เมื่อเซียนพิธีกรลอยลงมา สายตาทุกคู่ก็ได้จับจ้องมองไปที่เขาเพียงคนเดียว ก่อนที่เสียงประกาศสั้นๆ ของเขาเมื่อถึงพื้นจะได้คลี่คลายความกดดันทั้งหมดที่มีไป
“ผู้ชนะการประลองประจำปีของผู้ที่อายุน้อยกว่า21ปี คือ ขัง”