ตอนที่ 1 ออกเดินทางสู่นิวยอร์ก
คุณเคยคิดไหมว่าคุณพิเศษรึเปล่าคุณหลายคนคงคิดว่าตัวเองนั้นช่างแสนพิเศษกว่าใคร ๆ ที่เข้าในชีวิตของตนเองแต่เด็กคนหนึ่งกลับไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็คนพิเศษกว่าใครเลยสักนิดจนกระทั่งเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับเธอเมื่อเด็กสาวได้ส่งชื่อของตนเองเพื่อชิงรางวัลไปเที่ยวเทศกาลวิทยาศาสตร์ระยะเวลาหกคืนเจ็ดวันมันคือความฝันของเหล่าผู้ชื่นชอบวิทยาศาสตร์แล้วงานนี้ถูกจัดขึ้นที่นิวยอร์กทำให้เหล่าวัยรุ่นนับพันทั่วโลก้าที่จะไปงานนี้พวกเขาไม่จำกัดว่าจะเป็คนมาจากประเทศไหนแค่พวกเขาส่งชื่อมาทางเว็บไซต์ของสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งการโฆษณาของสถาบันวิจัยนี้ขึ้นมาทุกช่องทางรวมไปถึงป้ายโบรชัวร์นั้นทำให้เด็กสาวที่ชื่นชอบเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์้าที่จะเป็หนึ่งในร้อยคนให้ได้
จนเวลาผ่านไปสองเดือนหลังจากส่งชื่อไป
พื้นสีดำที่เกิดจากการรางยางได้ไม่นานมีรถตู้คันใหญ่สองสามคันกำลังแล่นไปตามเส้นทางตรงดิ่งไปยังพื้นที่โดยรอบไม่มีอะไรนอกจากบ้านใหญ่อันโอ่อ่าทางเข้าบ้านก็เป็แบบออโต้ที่กำลังเปิดให้รถทั้งสามเข้าไปข้างในจอดเรียงกันหน้าประตูบ้านก็มีคนรับใช้พากันออกมาต้อนรับผู้คนที่กำลังเดินออกมาจากรถตู้ผู้ใหญ่บางคนกำลังออกมาแล้วช่วยประคองผู้สูงอายุสองสามคนที่กำลังลงมาร่วมถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังประคองผู้สูงอายุอันดับสูงของครอบครัวหนึ่งคนลงจากรถตู้
“คุณย่าเดินระวังนะคะ” เด็กสาวยิ้มให้แก่ผู้เป็ย่า
เด็กสาวที่รูปร่างอวบไม่อ้วนเกินไป ใบหน้ากลมน่ารักผิวสีแทนจากเชื้อเอเชีย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ากับแว่นตาวงกลมกรอบดำผมสีน้ำตาลมัดทรงสูงเป็หางม้า การแต่งกายสบาย ๆ แต่ดูทันสมัยไม่เฉยเกินไปทำให้เธอใส่แล้วดูน่ารักแบบคนอวบอ้วนคนหนึ่งเธอประคองหญิงชราไปขึ้นบันไดทางขึ้นเข้าหน้าบ้านอย่างช้า ๆทำเอาหญิงชราที่โดนเด็กน้อยเตือนรู้สึกเหนื่อยใจที่หลานสาวต้องมาตื่นเธอทุกครั้ง
“อะไรกัน หลานย่า ย่าก็ระวังอยู่นี้ไง” หญิงชราผู้มีร่างผอมบางสมส่วนกำลังยกมือตบมือหลานสาวเบาๆ
“ย่าบอกระวังแต่ก็เกิดเื่ตลอดนี่ค่ะเดียวหนูพาขึ้นห้องนอนแล้วพาอาบน้ำนะคะ”
“จ้า ๆ หลานย่านี้น่ารักจริง ๆ”
“มิรารีดูแลยายด้วยสิจ๊ะ” หญิงชราร่างท้วมพูดขึ้นเธอกำลังเดินอยู่ด้านหน้าทั้งสองคน
เด็กสาวผู้สวมแว่นหันหน้าไปตามต้นเสียงที่เรียกเธอ “เดียวหนูดูแลคุณย่าแล้วหนูจะไปหาค่ะคุณยาย”
“พวกคุณแม่นี่น่า หลานมีแค่คนเดียวหรือคะ? ลูกหลานคนอื่นก็มีนะ”
“ไม่เอา! มิรารีดูแลพวกแม่ดีกว่านี่น่า!” คุณย่ากล่าวก่อนจะหันไปมองลูกสาวของตนที่เป็แม่ของเด็กสาว
ผู้เป็ลูกได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ ที่ผู้เป็แม่ของตนเองนั้นเอาแต่ใจจริงๆ แต่เด็กสาวไม่ว่าอะไรที่ผู้เป็ยายสนใจให้เธอดูแลเธอพยุงผู้เป็ย่าขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านแล้วตรงดิ่งไปที่ห้องนอนของท่านแล้วดูแลทุกอย่างกระทั่งอาบน้ำ ทาครีมบำรุงทุกอย่างจนกระทั่งสวมใส่เสื้อผ้าให้ท่านทุกอย่างจนกระทั่งพาคุณย่านอนรวมไปถึงคุณยายกับคุณตาที่เด็กสาวจะเป็คนดูแลั้แ่สมัยเด็กที่เธอเห็นแม่จะต้องดูแลผู้ใหญ่ที่บ้านนั้นทำให้เธออยากช่วยและนั้นเป็กิจวัตรประจำวันของเธอไปนั้นจึงเป็เหตุผลที่ผู้ใหญ่ในบ้านเอ็นดูและรักเธอมาก ๆเธอเป็ลูกสาวคนที่สี่ของลูกชายคนรอง ชื่อของเธอคือ มิรารี เครือเพชร
“ขอบใจนะ มิรารี”
“หนูไปก่อนนะคะ”
“ฝันดีหลานรัก~” เสียงชายชรากล่าว
“ค่ะ คุณตา”
มิรารีกล่าวยิ้มอย่างชื่นใจเธอปิดประตูเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจเบา ๆวันหนึ่งที่เธอดูแลผู้ใหญ่เป็อะไรที่ไม่ยาก แต่เธอก็เต็มใจที่จะดูแลถ้ามันช่วยแบ่งเบาภาระให้แม่ได้มิรารีกำลังเดินขึ้นไปชั้นสองเพราะห้องของคุณตาคุณยายอยู่ชั้นล่างต่างจากคุณย่าที่ชอบนอนที่ชั้นสองจนน่าเป็ห่วงเวลาตอนที่ท่านตื่นขึ้นมาแล้วจะลงชั้นล่างมิรารีที่ห่วงคุณย่าก็จึงต้องตื่นแต่เช้าทุกครั้งระหว่างที่กำลังเดินขึ้นอยู่นั้นก็มีร่างหนึ่งกำลังออกมาจากห้องโถงใหญ่ที่อยู่ริมขวาของบ้านเขาเห็นหลานสาวกำลังขึ้นไปชั้นสอง เขาจึงเอ่ยพูดกับเธออย่างร่าเริง
"อ้าว หลานลุง จะไปนอนแล้วเหรอ? "
มิรารีได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยก็หันไปมองก็เห็นชายที่มีรูปร่างอันสูงใหญ่ไหล่กว้างผิวขาวต่างจากเธอที่เป็คนเอเชีย เธอเห็นเขาก็ได้แต่ยิ้มอย่างดีใจ
“อ๊ะ!! ลุงวอลเล็น!!”มิรารีเดินลงมาหาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าดีใจ “ไหนลุงบอกว่าตัวเองไม่สามารถมาได้ไงคะ?”
“ฮ่า ๆ ลุงแค่มาเยี่ยมนิดหน่อยนะหลานเถอะกำลังไปนอนงั้นเหรอ?”
“ค่ะ...ตอนนี้มันดึกแล้วนี่น่าและอีกอย่างหนูก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่ค่ะ”
“ฮ่า ๆ จริงด้วยนะ ดึกแล้วพักผ่อนเยอะ ๆ ล่ะ”วอลเล็นยกมือลูบหัวเด็กสาวเบา ๆ
“ค่า~” มิรารียิ้มอย่างชอบใจ เธอกำลังเดินหันกลับขึ้นข้างบน
วอลเล็นก็นึกบางอย่างได้ “จริงสิ!! มิรารี”
“ค่ะ...” มิรารีหันกลับมามองอีกฝ่ายอีกครั้ง
“อย่าลืมล่ะวันนี้วันอะไรนะ”
“วันอะไรเหรอคะ?”
“หลานขึ้นบนก็จำได้ล่ะ ลุงไปล่ะ” วอลเล็นกล่าวพร้อมกับเดินเข้าไปที่ห้องโถงอีกครั้ง
“???”
มิรารีได้ฟังอีกฝ่ายพูดก็งุนงงว่าวันนี้วันอะไรจนเธอเดินขึ้นข้างบนไปอย่างไม่ใส่ใจจนกระทั่งมาถึงชั้นสองก็เดินไปยังประตูบานหนึ่งที่มีป้ายห้อยไว้ว่าห้องมิรารี มันเป็ห้องนอนของเธอนั้นเองก่อนที่เธอจะเปิดประตูเข้าไปเดินไปตามทางก่อนจะนั่งลงบนเตียงสีขาวนวลเธอรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งวันร่วมถึงร่างกายตลอดหลายวันที่ไปเที่ยวทั้งเดินขึ้นเนิน ไหว้พระประจำจังหวัดแต่ละที่ ไปเที่ยวทะเลเดินตามทางหาดภายในหนึ่งวันจากอาทิตย์หนึ่งที่ไปเที่ยวมันช่างเหนื่อยเกินกว่าเด็กสิบแปดอย่างเธอจะรู้สึกได้จริงๆ
“เที่ยวครั้งนี้ต่างจากไปเที่ยวต่างประเทศอีกนะ...” มิรารีบ่นก่อนจะนอนลงบนเตียงโดยยังไม่ได้อาบน้ำ
เธอมองเพดานอย่างครุ่นคิดการที่เธอเหนื่อยไม่ใช่แค่จากการเที่ยวอย่างเดียวแต่การดูแลผู้ใหญ่ก็ด้วยที่ทำให้เธอเหนื่อยแต่การเหนื่อยของเธอก็เคยเป็คำถามที่ญาติพี่น้องถามว่าทำไมเธอต้องทำหน้าที่นี่คนเดียวเธอก็ตอบไปเพียงแค่ว่าอยากช่วยแม่แบ่งเบาภาระแต่ที่จริงตัวเธอได้สัญญากับพ่อที่เสียไปว่าจะช่วยดูแลทุกคนภายในบ้านแต่คำสัญญานั้นคือมีพี่น้องของเธอเป็ผู้ให้คำมั่นด้วยเช่นกัน ใช่เธอมีพี่ชายอีกสามคนที่ตอนนี้โต ๆ กันหมดแล้วและพวกเขาเป็เสาหลักของบ้านที่ส่งเงินมาให้เสมอ นั้นเป็อะไรที่เธออยากทำมาก ๆเธอนอนเอามือปิดใบหน้าของตัวเองเบา ๆก่อนจะนึกคำพูดของลุงขึ้นมาว่าวันนี้วันอะไรจนเธอนึกมาได้ว่าวันนี้วันอะไร
“จริงด้วย!! วันนี้นี่น่า!!”
เด็กสาวรีบลุกขึ้นจากเตียงนอนตรงไปที่โต๊ะคอมพร้อมกับเปิดคอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าระหว่างรอเครื่องเปิดช่างเป็เวลาที่ยาวนานสุด ๆเธอนั่งมองจอคอมจนหัวใจของเธอกำลังสูบฉีดจนมันเต้นอย่างรวดเร็วมันเต้นแรงอย่างตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังเฝ้ารอจนกระทั่งหน้าจอคอมเปิดมายังหน้าแรกเรียบร้อยมิรารีเปิดไปที่แอปสำหรับเข้าอินเทอร์เน็ต เธอก็กดลิงก์ของเว็บไซต์สถาบันวิจัยมีหัวข้อหลักเป็การประกาศรายชื่อพอดีมิรารีก็กดเข้าไปทันทีแถมมีให้กรอกเลขที่เธอได้รับตอนหลังสมัครเสร็จเธอหอบหายใจอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะกรอกตัวเลขลงอย่างช้า ๆหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็จังหวะทำให้มือของเธอสั่นเทาไปหมดจนกระทั่งเลขตัวสุดท้ายเธอกำลังหายใจเข้าลึกขึ้นก่อนจะกดปุ่มที่เขียนว่าเอ็นเทอร์เพื่อป้อนตัวเลขนั้นเข้าไปหน้าต่างใหม่ขึ้นมาเป็เลขอันดับและชื่อของเธอพร้อมกับข้อความแสดงความยินดีนั้นทำให้เด็กสาวจ้องมองอยู่นานก่อนที่จะอ่านตัวหนังสือตรงหน้า
“อันดับ...ที่...96...มิรารี...เครือเพชร...”
มิรารีค่อย ๆลุกจากเก้าอี้อย่างไม่เชื่อสายตาใบหน้าของเธอรู้สึกชาไปหมดจนกระทั่งเธอได้สติกลับมาเธอตกใบหน้าตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนที่จะมองไปที่หน้าจออีกครั้งก่อนที่จะร้องเย้ออกมาดังลั่นทั้งบ้าน
“เยยยยยยยยยยยยยย้!! ชื่อฉันติดหนึ่งในร้อยแล้ว!!ได้ไปนิวยอร์กแล้ว!!!”
เสียงดีใจของเด็กสาวดังไปทั่วทั้งบ้านทำให้คนเป็แม่ที่อยู่ชั้นสองได้ยินเสียงลูกก็งุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นจนเดินตรงไปห้องลูกสาวทันทีก่อนจะเคาะประตูเบาๆ
“มิรา!! เสียงดังรบกวนย่า ๆ นะ เบาเสียงหน่อย!!”
เด็กสาวได้ยินคนเป็แม่ก็รีบพุ่งตัวไปที่ประตูแล้วเปิดออกจนเห็นใบหน้าเธอฉีกยิ้มอย่างดีใจ“แม่!! หนูติด 1 ใน 100 แล้ว!!”
“1 ใน 100 อะไรกัน?”
“งานวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดจะจัดทุก ๆ 1 ปีครั้งไง!! มีชื่อหนูด้วย!!”
“ตายจริงลูกแม่ ยินดีด้วยนะ!! โชคดีจริง ๆ”
“เย้!!! หนูจะเอาไปเล่าให้พี่ ๆ ฟัง!!”
มิรารีะโโลดเต้นจนคนเป็แม่ต้องห้ามและไล่ลูกสาวไปอาบน้ำเธอไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ลูกมุ่งหวังมาเดือนสองเดือนจะได้ผลแบบนี้เธอขอให้ลูกได้ทำสิ่งที่อยากทำเป็ดีที่สุดมิรารีเข้าไปอาบน้ำอย่างดีใจไม่กี่วันหลังจากนี้เธอต้องเตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินทางสู่โลกใหม่ที่จะได้เจอ
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
สถานที่ที่มีผู้คนต่างรอการออกเดินทางไปยังต่างประเทศหรือที่ไหน ๆก็ตามที่พวกเขาอยากจะไปกัน ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาตามจุดต่าง ๆ ในสนามบินในหมู่ผู้คนมากมายนั้นมิรารีกำลังนั่งรอคนที่จะมารับเธอตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในอีเมลและเว็บไซต์ที่แจ้งเข้ามาว่าต้องรอที่ไหนแล้วจะมีคนมารับแต่เธอมองซ้ายมองขวาว่ามีใครที่เหมือนเธอไหมที่เป็ผู้โชคดีแต่ก็ไร้วี่แววคนที่จะมายืนในจุดเดียวกับเธอนอกจากเธอและครอบครัวที่มารอเป็เพื่อนแต่มีคนหนึ่งคนที่กังวลมากกว่ามิรารีคือแม่ผู้ที่กำลังที่กำลังจะเห็นลูกสาวกำลังออกเดินทางไปยังที่ไกลๆ เธอเดินมาลูกสาวเพื่อจัดเสื้อและถามสิ่งต่าง ๆ กับลูกสาว
“ลูกไม่ลืมอะไรแน่นะ พาสปอร์ต ของใช้ส่วนตัว ยาสีฟันสบู่ ยาโรคหอบของลูกอีกล่ะ!”
“หนูเอามาครบทุกอย่างที่แม่ถามทุก ๆ 2 นาทีแล้วค่ะ!” มิรารีเน้นย้ำคำตอบเดิมที่ผู้เป็แม่จะถามทุกวิ
“เฮ้อ...แม่ห่วง ลูกนะรู้ไหม!ลูกไม่เคยออกจากอกแม่มานาน นี่ลูกจะไปอยู่ต่างที่ต่างแดนเชียวนะ!”
“หนูรู้แม่” เด็กสาวกอดผู้เป็แม่พร้อมหอมแก้ม “ไม่ต้องห่วงหนูมากหรอกหนูไปแค่หนึ่งอาทิตย์เดียวก็กลับมาแล้วนะคะ”
ได้ยินคำพูดของลูกสาว คนเป็แม่กอดลูกสาวอย่างแแ่ “แม่คงคิดถึงลูกใจจะขาดไปแค่หนึ่งอาทิตย์ เหมือนลูกหายเป็ปี”
“โธ่! แม่” เด็กสาวส่ายหน้าเปล่า ๆ “หนูไม่หายไปเป็ปีแน่ ๆ ค่ะ”
“จ๊ะ แล้วพวกของมีค่าเก็บดีแล้วนะ”
“ค่ะเก็บไว้หมดใกล้ตัวและที่ซ่อนเร้นจากตาผู้คนด้วยค่ะ”
“ดีแล้ว แล้วเงินที่พวกคุณย่าให้เอาไปด้วยใช่ไหม?”
“ค่ะ เงินทั้งหมดอยู่ในธนาคารแล้วค่ะ”
“ดีจ้ะ”
ผู้เป็แม่ลูบใบหน้าของลูกสาวอย่างเอ็นดูยิ่งเป็เด็กน่ารักเธอยิ่งไม่อยากให้ลูกสาวจากไปไหนเธอนึกถึงสมัยก่อนที่ลูกสาวยังเป็แค่เด็กตัวน้อยที่ยังช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ต้องมีเธออยู่ข้างๆ แต่ตอนนี้ลูกสาวคนนั้นกลับโตเป็สาวพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วนั้นทำให้น้ำตาของคนเป็แม่ไหลซึมออกมามิรารีเห็นก็ได้แต่เช็ดน้ำตาแม่ออกจากใบหน้าอันสดใสนั้นก่อนที่จะมีชายแปลกหน้าสวมชุดสูทเดินมาอยู่ด้านหน้าของมิรารีพร้อมกับกล่าวทักทายเป็ภาษาอังกฤษกับเธอ
“Excuse me. Are you Miss Mirari? (ขอโทษครับคุณคือคุณมิรารีใช่ไหม?) ”
“อ๊ะ...Yeah! (ใช่ค่ะ!) ”มิรารีเอ่ยตอบก่อนจะหันไปมองคนตรงหน้าของเธอที่เอ่ยถามชื่อเธอ
“Could you follow me, please? (เชิญตามผมมาเลยครับ) “
“Yeah… (ค่ะ...) " มิรารีตอบรับทันที
**ถ้าภาษาอังกฤษของเราผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะคะ
เราไม่ค่อยเก่งเท่าไรนะคะ**
มิรารีรู้เลยว่าชายตรงหน้าที่เชิญเธอตามไปเป็คนจากสถาบันวิจัยเพราะตรงแขนเสื้อของเขามีผ้าที่ติดโลโก้ของสถาบันวิจัยอยู่ตอนแรกเธอจับจ้องและวิจัยอยู่ถึงเนื้อผ้าและการปักว่าไม่ใช่คนทำแป๊บเดียวน่าจะทำมานานแล้วก่อนที่เธอจะหันไปหาแม่และโอบกอดท่านก่อนจะจากลา ผู้เป็แม่ได้แต่กอดและบอกว่าจะบอกพี่ชายทั้งสามให้ว่าเธอกำลังเดินทางไปนิวยอร์กดีที่พี่ของเธอทั้งสามอยู่ที่นั่นพอดีก่อนที่เธอจะตรงดิ่งเดินตามชายในชุดสูทไปในทันใดชายชุดสูทนำทางเธอไปตามทางจนออกนอกตัวสนามบินมิรารีมองอย่างสงสัยว่าออกไปไหนกันจนมาถึงลานกว้างใหญ่ที่สำหรับเครื่องบินลงจอดแต่ตรงหน้าเธอไม่มีเครื่องบินสักลำ
“เอ่อ...คือ...” เธออยากจะถามชายชุดสูทก่อนจะมีรถกอล์ฟมาจอด
“เชิญขึ้นมาเลยครับ”
คนขับรถกอล์ฟกล่าวออกมาเป็ภาษาไทยก่อนที่ชายชุดสูทจะให้เธอเข้าไปนั่งมิรารีจ้องมองก่อนที่คนขับจะมาหยิบกระเป๋าเธอไว้ด้านหลังรถเธอก็ยอมขึ้นไปนั่งอย่างเงียบ ๆ ชายชุดสูทก็เดินขึ้นไปนั่งข้าง ๆเธอแล้วคนขับก็กล่าวบางอย่างก่อนออกตัว
“ไปแล้วนะครับ!!”
รถกอล์ฟเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าทันทีมิรารีสงสัยเลยว่ารถกอล์ฟนี้จะพาเธอไปส่งที่ไหนเมื่อรถกอล์ฟออกมาจากบริเวณสนามบินสู่ลานกว้างของสนามบินมิรารีก็เห็นทางข้างหน้าที่มีเครื่องบินลำเล็กจอดอยู่แต่เครื่องบินที่เห็นขนาดไม่ให้เล็กกว่าเครื่องบินปกติเลยมันใหญ่พอตัวสำหรับคนคนเดียวขึ้นจนเธอคิดว่าอาจจะมีคนมาก่อนเธอแล้วก็ได้เธอหันไปหาคนที่อยู่ข้าง ๆ แล้วกล่าวถามทันที
“ขอโทษนะคะ!” เด็กสาวพูดเป็ภาษาอังกฤษเพื่อเรียกชายต่าง ๆ
“ว่าไงครับ!?”
“นอกจากหนูแล้วมีคนอื่นอีกไหมคะ!?”
“ไม่มีครับ!คุณเป็คนเดียวในประเทศนี้ที่เป็ผู้โชคดีครับ!”
“ว้าว...”
มิรารีถึงกับร้องว้าวออกมาอย่างอ้ำอึ้งเธอไม่คิดเลยว่าตนเองจะเป็ผู้โชคดีขนาดนี้ที่ได้เป็ในหนึ่งผู้เข้าร่วมงานเทศกาลวิทยาศาสตร์คนเดียวในประเทศแถมตอนนี้เธอได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวที่ทางสถาบันวิจัยจัดอีกโคตรดีสุดๆ สำหรับมิรารี เมื่อรถกอล์ฟจอดลงด้านข้างเครื่องบินมิรารีก็ลงจากรถกอล์ฟก็มีพนักงานมาต้อนรับเธอก่อนที่เธอจะขึ้นไปข้างในอย่างรวดเร็วชายชุดสูทลงจากรถพร้อมกับให้ทิปคนขับแล้วเดินขึ้นบันไดตามไปด้วยมิรารีที่รีบขึ้นมาพร้อมกับยกกระเป๋าเดินทางมาด้วยก็ได้การต้อนรับจากข้างในอีก
“ยินดีต้อนรับค่ะ ท่านมิรารี ผู้โชคดีติดอันดับ 1ใน 100 คนค่ะ!”
มิรารีถึงกับยืนอึ้งอยู่สักระยะก่อนที่จะมีแอร์โฮสเตสเข้ามาหยิบกระเป๋าของเธอ
“ขอนำกระเป๋าไปไว้ในห้องนอนนะคะ”
“ค่ะ...” มิรารีส่งกระเป๋าให้แอร์โฮสเตสก่อนจะนึกคำพูดเมื่อกี้ของแอร์โฮสเตสคนนั้น “ห้องนอนเหรอ?”
“ที่นี่มีห้องนอนสำหรับผู้โชคดีไว้พัก่รอเวลากว่าจะถึงนิวยอร์กนะคะ”แอร์โฮสเตสอีกคนออกมากล่าวพูด
“แบบนี้เอง...” มิรารีพยักหน้าเข้าใจทันที
มิรารีคาดไม่คิดว่าเป็อย่างที่ชายชุดสูทกล่าวว่าเธอนั้นคือคนเดียวที่อยู่ในเครื่องเธอค่อย ๆ เดินไปนั่งบนเก้าอี้นุ่ม พอเธอนั่งลงไปก็รู้สึกสบายตัวยิ่งกว่าอะไรเธอไม่เคยได้นั่งอะไรที่สบายแบบนี้จนอยากหลับ เธอมองรอบ ๆอย่างสนใจถึงจะเคยขึ้นเครื่องบินมาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยชินกับเครื่องบินดี ๆแบบนี้สักครั้งก่อนที่เธอมองรอบตัวที่มีั้แ่ทีวี เครื่องเล่นวิดีโอเกมขนมขบเคี้ยวมากมายให้ทาน มิรารีคิดเลยว่านี้ช่างเป็การเดินทางที่สะดวกสบายมาก ๆระหว่างที่รอเครื่องขึ้นอยู่นั้น ชายชุดสูทก็เดินเข้ามาหาเธอ
“จะขึ้นเครื่องเลยไหมครับ?”
มิรารีหันไปมองชายชุดสูทที่กล่าวคำถามกับเธอนั้นทำให้เธอครุ่นคิดว่ามีเธอคนเดียวก็ขึ้นเครื่องเลยดีกว่า
“เอ่อ...จะออกเลยก็ได้ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วนะคะ”
ชายชุดสูทได้รับคำตอบ เขาหันไปพยักหน้าให้แอร์โฮสเตสเธอก็ยกหูโทรศัพท์เพื่อแจ้งกัปตันและอีกคนก็ยกหูโทรศัพท์เพื่อบอกกล่าวบางอย่างผ่านลำโพงในเครื่องบิน
“ขอให้ท่านโดยสารทุกท่านโปรดนั่งกับที่ของท่านแล้วรัดเข็มขัดเพื่อความปลอดภัยของท่าน เรากำลังจะออกเดินทางจากกรุงเทพไปยังนิวยอร์กในไม่ช้าระหว่างรอโปรดอ่านคู่มือความปลอดภัยระหว่างการเดินทางด้วยนะคะ”
เมื่อแอร์โฮสเตสกล่าวจบมิรารีฟังทุกประโยคที่แอร์โฮสเตสกล่าวเสียงของแอร์โฮสเตสช่างน่าฟังกว่าเ้าหน้าที่ตามเครื่องบินทั่วไปเสียอีกถึงจะกล่าวแบบยื้อยาวจนน่าเบื่อเธอก็ต้องรับฟังเพราะพวกเขาคือเ้าหน้าที่
แอร์โฮสเตสคนหนึ่งเดินมาเด็กสาวก่อนจะโค้งตัวถามบางอย่าง “ท่านมิรารีอยากได้อะไรหลังขึ้นเครื่องไหมคะ?”
มิรารีมองแอร์โฮสเตสตรงหน้าที่เอ่ยเรียกเธอว่าท่านทำเอาเขิน ๆ ชอบกลก่อนที่เธอจะอ้ำอึ้งว่าตัวเองจะพูดยังไงดีจนเผลอถามอะไรที่มันดูน่าอายออกไป
“ต้องจ่ายเงินด้วยไหมคะ?”
ในความคิดของมิรารีนั้นตอนนี้โคตรอายกับคำถามของตนเองมาก ๆแอร์โฮสเตสยิ้มออกไปแล้วตอบคำถามของเด็กสาว
“ไม่ต้องค่ะ นี่เป็บรรณาการสำหรับผู้โชคดีนะคะ”
“คะ...ค่ะ” มิรารีหันไปหยิบเมนูเธอจ้องมองเมนูมากมายก่อนจะสั่งอาหารที่้า “เอ่อ...หนูขอเบอร์เกอร์ หอมใหญ่ทอด โคล่าค่ะ”
“รับทราบค่ะ รอเครื่องขึ้นแล้วดิฉันจะนำมาเสิร์ฟค่ะ” พนักงานรับเมนูแล้วเดินออกจากตรงนั้น
“ค่ะ...”
มิรารีหันกลับมานั่งปกติเธอรู้สึกเขินอยากมุดดินหนีสุด ๆระหว่างนั้นเองเธอก็รู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังปะทุขึ้นข้างในก่อนจะมองซ้ายมองขวาจนกระทั่งแอร์โฮสเตสอีกคนเดินทางมา
“ขอโทษนะคะ!”
“ค่ะ ท่านมิรารี มีอะไรให้ช่วยหรือคะ?”
“คือ...จะเข้าห้องน้ำนะคะ”
“อ๋อ...ห้องน้ำอยู่ทางนั้นค่ะ แต่โปรดรอสักครู่นะคะเครื่องจะขึ้นแล้ว รอเครื่องขึ้นแล้วค่อยเข้านะคะ”
มิรารีถึงกับหน้าซีดทันใด เนื่องจากตอนนี้ข้าศึกกำลังบุกเข้ามาเรื่อยๆ จนเธอเริ่มทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เสียงเครื่องยนต์เริ่มทำงานเครื่องบินกำลังเคลื่อนตัวออกจากที่เดิมอย่างช้า ๆจนกระทั่งเครื่องบินออกตัวทะยานสู่ฟากฟ้า พอเครื่องทรงตัวเรียบร้อยมิรารีก็รีบลุกออกจากที่นั่งแล้วตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำไม่กี่นาทีเธอก็ออกมาพร้อมใบหน้าสบายใจที่ปลดปล่อยทุกข์เบาไปแล้วเธอก็เดินกลับมานั่งที่อาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟทันทีอาหารที่เธอสั่งนั้นออกมาน่าทานมาก ๆ ทำเอาน้ำลายไหลออกมาจากปากเลยจริง ๆมิรารีรีบเช็ดน้ำลายก่อนจะรับประทานอาหารตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์มือทั้งสองข้างกำลังหยิบเบอร์เกอร์ก้อนใหญ่ขึ้นมาเธออ้าปากกัดเข้าไปคำใหญ่รสชาติของเนื้อฉ่ำไปทั้งอนุยิ่งรสชาติของผักและซอสเข้ากับเนื้อยิ่งกว่าอะไรความเค็มความหวานจากซอสช่างละมุมยิ่งกินกับหอมทอดที่จิ้มกับซอสที่เข้าคู่ยิ่งทำให้มิรารีมีความสุขสุด ๆ เสียงกัดอาหารและเสียงดูดน้ำทำเอาชายชุดสูทมองเด็กสาวที่กินอย่างอร่อยจนเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีอาหารบนโต๊ะก็หมดไปมิรารีอิ่มจนเริ่มง่วงนอนจนอ้าปากห้าวซะกว้างจนรถสามารถผ่านเข้าไปได้เลย
ชายชุดสูทเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็กล่าวบางอย่างออกมา “ถ้าจะนอนก็สามารถนอนได้เลยนะครับอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงนิวยอร์ก”
“คะ...ค่ะ”
หลังจากชายชุดสูทพูดจบทางแอร์โฮสเตสก็เป็งานมาก ๆพวกเธอพามิรารีไปยังห้องที่อยู่ภายในเครื่องบินพอเปิดประตูเข้ามาเห็นภายในห้องที่มีเตียงใหญ่และทีวีเล็กๆ ให้นอนดูแถมปลายเท้ามีที่วางให้เดินผ่านตรงนั้นเลยมีกระเป๋าของเธออยู่นั้นทำให้ชอบใจมากๆ ก่อนจะวิ่งลงไปนอนบนเตียงอย่างชอบใจ
“อ๊ายยยยย สบายจังเลย ช่างเหมือนฝันที่ดีจริง ๆ”
มิรารีเงยหน้ามองเพดานเครื่องบินก่อนจะจ้องมองไม่นานนักดวงตาที่เปิดกว้างก็ค่อยๆ หุบลงอย่างเหนื่อยล้าไปอย่างง่ายดาย
เมื่อเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราอย่างเงียบสงบจนลึกเข้าสู่ความฝันมิรารีกำลังมีความสุขกับครอบครัวภายในสถานที่ที่หนึ่งจนกระทั่งพวกเขาทุกคนทำหน้านิ่งจนเธอมองอย่างแปลกใจก่อนที่พวกเขาจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากจุดที่เธออยู่มิรารีจ้องมองอย่างงุนงงเธอรู้สึกถึงความผิดปกติก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งตามพวกเขาทุกคนเธอพยายามจะเอื้อมมือไปหาทุกคนแต่ก็ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้จนกระทั่งมือของเธอเปลี่ยนเป็สีขาวซีดตอนนั้นความรู้สึกหวาดกลัวครอบงำจนเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันนั้นทำให้เธอหอบหายใจอยู่สักระยะ ใบหน้าของเธอมีเหงื่อชุ่มไปหมดจนเธอรู้สึกแปลก ๆกับความฝันนั้นว่าทำไมทุกคนถึงเดินจากไปและมือของเธอกำลังกลายเป็สีขาวมันหมายความว่าไง
“เป็ฝัน...บอกเหตุที่ไม่ดีเอาซะเลย...”
มิรารีส่ายหน้าเบา ๆ เธอไม่ชอบฝันอะไรทำนองนี้จริง ๆก่อนที่จะลุกขึ้นออกจากเตียงแล้วออกมาห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาเธอมองตัวเองในกระจกที่สะท้อนใบหน้าของตนที่มีลักษณะอันกลมกลิ้งผิวสีน้ำตาลอ่อน ๆถึงเธอเป็ชาวเอเชีย แต่เธอก็เป็ลูกครึ่งที่มีใบหน้าสวยพอตัวถ้าเธอไม่อ้วนและยิ่งเธอเป็ลูกเสี้ยวของเสี้ยวอีกทำให้เธอมีเชื้อสายที่หลากหลายเช่นไทย จีน ลาวยุโรป อเมริกัน นี่คงเป็ผลทำให้เธอมีผิวสีเหมือนแม่มากกว่าพ่อที่เป็ชาวต่างชาติแต่เธอก็ไม่สนใจเท่าไหร่ว่าตนเองจะมีหน้าตายังไงหรือสีผิวที่ต่างจากใครเธอส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินออกมาไปหยิบมือถือที่อยู่ภายในห้องนอนเธอมองมือถือว่าตอนนี้เวลาเท่าไหร่เมื่อหน้าจอเปิดแสงสว่างขึ้นมาทำให้เธอเห็นว่าตอนนี้เวลาสองทุ่มเวลาผ่านมาหลายชั่วโมงหลังจากออกจากสนามบินั้แ่สิบโมงห้านาทีไม่คิดเลยว่าตัวเองจะหลับไปนานแบบนี้ เป็ครั้งแรกที่เธอได้หลับสบายโดยไม่มีคนมากวนใจเธอเดินออกมาจากห้องก็เห็นเหล่าแอร์โฮสเตสกำลังพักพวกเธอก็ลุกขึ้นเมื่อเห็นเธอออกมาจากห้อง
“สายัณห์สวัสดิ์ยามเย็นค่ะ” เหล่าแอร์โฮสเตสกล่าวทักทายขึ้นมา
มิรารีที่ได้ยินก็ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา “สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ...”
“ท่านมิรารีอยากรับประทานอาหารเลยไหมคะ?” แอร์โฮสเตสคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
มิรารีจ้องมองสักพักก่อนที่เธอรู้สึกหิวเพราะเธอยังไม่ได้ทานอาหารกลางวันแต่เธอก็ทานอาหารข้ามเกี้ยวข้าวเช้ากับข้าวกลางวันมาแล้วด้วย
“ทานค่ะ ฝากด้วยนะคะ” มิรารีพูดจบก็เดินมานั่งเก้าอี้ที่ตัวเองต้องนั่ง
“รับทราบค่ะ!”
แอร์โฮสเตสเดินตรงไปยังโซนปฏิบัติงานของตนเองกันทันทีมิรารีมานั่งก็เห็นชายชุดสูทนอนหลับอยู่ที่เก้าอี้ทำให้เธอพยายามทำอะไรให้เบาที่สุดเธอมองออกไปนอกหน้าตาที่มืดสนิทเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังบินที่ไหนเวลาผ่านไปสิบชั่วโมงยังเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงนิวยอร์กเธอขอให้ได้ไปถึงเร็วๆ ถึงจะเซ็งกับการเดินทางระยะยาว เธอคงต้องหาอะไรทำระหว่างนี้ไม่นานนักแอร์โฮสเตสก็นำอาหารมาเสิร์ฟให้มิรารีเห็นอาหารตรงหน้าก็ทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาทันทีกลิ่นหอมของเครื่องเทศกระจายออกมาก่อนที่จะเปิดฝากล่องข้าวออกมา เครื่องแกงมัสมั่นช่างหอมตลบไปทั้งห้องถูกเสิร์ฟมาพร้อมกับแป้งโรตีที่มีเสียงกรอบของแป้งที่ได้รับความร้อนทำเอามิรารีรู้สึกถึงความอยากมาก ๆไม่รอช้ามิรารีตักคำแรงกลิ่นของเครื่องเทศกำลังไหลออกมาทั่วทั้งปากรสของแป้งที่กำลังชุ่มน้ำซอสของแกงทั้งละมุมยิ่งกว่าอะไร ช้อนที่กำลังตักมันฝรั่งที่แค่ใช้ช้อนตักก็ขาดทันทียิ่งเอาเข้าไปภายในปากมันเหมือนกำลังละลายไปทั่วทั้งปากกินแต่ละคำทำเอามิรารีรู้สึกถึงความอร่อยของมือนี้พอ ๆ กับเบอร์เกอร์ไม่มีผิด ไม่นานนักมิรารีก็อิ่มสุขกับอาหารมื้อนี้มาก ๆก่อนที่จะหาอะไรทำ พอเดินกลับห้องนอน ชายชุดสูทก็ลุกขึ้นมาพร้อมกับขอให้แอร์โฮสเตสเสิร์ฟอาหารแบบนี้กับเด็กสาวเธอกินอาหารอย่างน่าอร่อยทำเอาเขาหิวขึ้นมาเมื่อตอนที่กินเบอร์เกอร์ไม่มีผิด
จบตอนทา 1 โปรดติดตามต่อตอนที่ 2ต่อไป
ข้อความจากนักเขียน
สวัสดีคนอ่านที่ติดตามมาตลอด ตอนนี้กลับมารีไรท์เื่นี้ใหม่นะคะ ขอให้ทุกคนรอกันเลยนะคะจาก YukiCoCo