หลินอวิ๋นมีสีหน้าจนปัญญาเล็กน้อยภายใต้แสงจันทร์
ซูจื่อเหยาจะไปเขาคงห้ามไม่ได้จริง ๆ อีกฝ่ายไม่บอกความกังวลในใจ เขาก็ยากจะรู้ได้เช่นกัน
ระหว่างสองคนเคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ มันกวนใจหลินอวิ๋นมานานมากแล้ว
แต่ดูจากสีหน้าซูจื่อเหยา นางน่าจะไม่มีปัญหาอะไรมาก
เขาชำเลืองตามองไปก่อนจะพบว่าบนพื้นมีตัวอักษรเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
‘ระวังหวังหนิง ไว้เจอกันใหม่’
หลินอวิ๋นเหมือนมีความคิดบางอย่าง ซูจื่อเหยาน่าจะใช้อานุภาพกระบี่ที่เกิดขึ้นตอนประมือกันเขียนมันขึ้นมา ซูจื่อเหยาแข็งแกร่งเพียงใด เป็นเหมือนปริศนาจริง ๆ
ระวังหวังหนิง?
หวังหนิงมีอะไรให้ระวัง ก็แค่หมาเลียขาซูจื่อเหยา เขาไม่เคยสนใจอีกฝ่ายจริง ๆ เลย
แต่ประโยคที่บอกว่าไว้เจอกันใหม่นี่ทำให้หลินอวิ๋นใจหยุดชะงักไปอย่างน่าประหลาด
ซูจื่อเหยาจะไปแล้วหรือ?
ไม่รู้เพราะเหตุใด ตอนที่เห็นสี่คำนั้น ภายในใจเขาเกิดคลื่นไม่ใหญ่มาก เหมือนว่าในก้นบึ้งหัวใจเขา คนอย่างซูจื่อเหยาไม่ใช่คนของที่นี่อยู่แล้ว
นางแค่กลับไปในที่ที่นางควรไป
ทว่าจะได้เจอกันอีกจริง ๆ หรือ?
ณ สำนักชิงอวิ๋น โรงชะล้างกระบี่ มีร่างเงาหนึ่งหายไปเงียบ ๆ ใต้แสงยามราตรี ผู้อาสุโสหงเดินออกมาจากในหอช้า ๆ
ชายชราคนที่เคยให้ม้วนภาพวาดกับหลินอวิ๋นเห็นคนมาก็ไม่แปลกใจแม้แต่นิด ก่อนจะพูดเสียงหนักแน่น “ผ่านคืนนี้ไป พิษเหมันต์ในกายเจ้าน่าจะถูกสกัดออกไปหมดแล้ว ถึงเวลาต้องไปแล้วล่ะ”
เจ้าของร่างนั้นก็คือซูจื่อเหยาที่เพิ่งประมือกับหลินอวิ๋น
นางพยักหน้าเล็กน้อย ไม่พูดไม่จา แต่เดินตรงไปทางโรงชะล้างกระบี่
“ผู้ฝึกคัมภีร์จิตจักรพรรดินีแค่มีความรักก็บาดเจ็บแล้ว ยิ่งรักมากก็ยิ่งบาดเจ็บหนัก ดูท่าข่าวลือคงไม่ใช่เรื่องเท็จ”
ผู้อาวุโสหงมองแผ่นหลังของซูจื่อเหยาพลางพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
ซูจื่อเหยาได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนพูดพึมพำ “ใต้หล้าไม่มีปราการใดที่สายลมไม่ลอดผ่าน ของที่ท่านนำกลับมาจากวังจักรพรรดิในตอนนั้น อย่าคิดว่าซ่อนไว้ที่นี่แล้วจะไม่มีใครรู้ รีบไปได้ก็รีบไปเถอะ”
“เหอะ ๆ ตาแก่อย่างข้ามองความเป็นตายเป็นเรื่องเฉยชานานแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า” ผู้อาวุโสหงหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย แต่กลับยิ้มบาง ๆ พลางพูดเสียงเบา
ปึง!
ทันทีที่ประตูใหญ่โรงชะล้างกระบี่ปิดลง ซูจื่อเหยาถอดอาภรณ์ออกทีละชิ้นก่อนเดินเข้าไปกลางสระเย็นของโรงชะล้างกระบี่
ซูจื่อเหยาเปลือยเปล่าร่างอรชรผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่กลางน้ำเย็น นางหลับตาลง คัมภีร์จิตจักรพรรดินีโคจรช้า ๆ
ฟุบ!
ผืนฟ้ากระจ่างดาวกว้างใหญ่เหนือเก้าชั้นฟ้า
ดาวสีแดงสดดวงหนึ่งตรงกลางเหนือโรงชะล้างกระบี่เหมือนจะถูกเหนี่ยวนำด้วยอะไรบางอย่าง แสงดาราลอยล่องส่องผ่านยอดหอเป็นเครื่องประดับแกะสลักฟ้า จุดประกายไฟตกลงมาเข้าไปในกายซูจื่อเหยา
ฉื่อ ๆ!
พลันเกิดไอหนาวแผ่กระจายไปรอบ ๆ สระน้ำ เย็นเยือกเข้ากระดูก ไอหนาวแผ่ซ่านไปทั่วผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ไอหนาวในสระที่หลินอวิ๋นเคยประหลาดใจอย่างยิ่ง ที่แท้ก็มีที่มาเช่นนี้เอง
นอกโรงชะล้างกระบี่
ผู้อาวุโสหงมองผืนฟ้ากระจ่างดาวพลางหัวเราะแห้ง ๆ เสียงเบา “ชนรุ่นหลังจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ดันมีความรู้สึกเยื่อใยเพราะทาสกระบี่ตัวจ้อย คำว่ารักเข้าใจยากจริง ๆ เพียงแต่เจ้าเด็กโง่นี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ว่าเป็นวาสนาหรือเคราะห์ภัยกันแน่…”
กลางดึกชั่วยามที่สาม
ซูจื่อเหยากลางโรงชะล้างกระบี่พุ่งทะยานขึ้นฟ้ามาลงนอกเรือนไม้ของหลินอวิ๋น มองผ่านหน้าต่างไปเห็นหลินอวิ๋นหลับสนิท
นางดึงเส้นผมดำออกมาเส้นหนึ่งก่อนจะงอนิ้วดีดออกไป
เส้นผมดำเปล่งแสงอ่อนจาง ๆ เข้าไปในบ้านไม้อย่างเงียบเชียบ พันที่นิ้วก้อยมือขวาหลินอวิ๋น
พรึ่บ!
ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ซูจื่อเหยาไม่มีความอาลัยอาวรณ์ใด ๆ อีก แต่หมุนตัวล่องลอยจากไป
นางออกจากสำนักชิงอวิ๋นคนเดียวกลางยามราตรี
วันต่อมา
หลินอวิ๋นลืมตารับแสงตะวันแสบตา
เขารู้สึกกำลังวังชาเต็มเปี่ยม กลางหน้าผากซ่อนประกายคมกริบเอาไว้
เมื่อคืนวานประมือกับซูจื่อเหยาไม่ใช่แค่ทำให้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวของเขาบรรลุขอบเขตสมบูรณ์ที่คนอื่นยากจะจินตนาการได้เท่านั้น แต่ความเข้าใจในวิถีกระบี่ยังก้าวไปสู่ขั้นใหม่ด้วย
เมื่อหยัดกายขึ้น เขาสังเกตเห็นความแปลกไปที่นิ้วก้อย มีเส้นผมดำเส้นหนึ่งรวมเป็นแหวน
“นางฝากไว้ให้หรือ?”
หลินอวิ๋นพูดเสียงเบา ดูท่านางคงไปแล้วจริง ๆ ภายในใจรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ครู่ต่อมาเขาส่ายหน้า ไม่คิดถึงเรื่องนี้อีก ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่ตอบตกลงกับจางหานไว้จึงมุ่งหน้าไปยังโถงใหญ่ของสำนัก
สี่สำนักใหญ่ในแคว้นเทียนสุ่ย หนึ่งฝ่ายสามสำนัก
หนึ่งฝ่ายในนั้นคือฝ่ายขวงเตา อีกสามสำนักคือสำนักชิงอวิ๋น สำนักจื่อเหยียนและสำนักเสวียนหยาง
สี่สำนักใหญ่ควบคุมแคว้นเทียนสุ่ย พละกำลังในการรบสูสีกัน ช่วงหลายปีมานี้สำนักชิงอวิ๋นเหนือกว่าเล็กน้อย แต่สำนักจื่อเหยียนก็ตามมาติด ๆ ฝ่ายขวงเตาซ่อนศักยภาพเอาไว้ลึกซึ้งเช่นกัน มีเพียงสำนักเสวียนหยางที่ค่อนข้างอยู่เงียบเชียบ
หลินอวิ๋นเองก็ค่อนข้างแปลกใจกับศักยภาพของศิษย์รุ่นเดียวกันของฝ่ายขวงเตาเช่นกัน วันนี้คุณชายน้อยของฝ่ายขวงเตาจะต้องพาหัวกะทิฝ่ายในมาอย่างแน่นอน จะได้ศึกษาพอดี
จนเมื่อหลินอวิ๋นมาถึงโถงใหญ่ของสำนัก ศิษย์ฝ่ายในส่วนใหญ่มากันครบแล้ว
แต่ที่น่าแปลกใจนิด ๆ คือไม่เห็นหูจื่อเฟิงกับหวังหนิง
หลินอวิ๋นเดินเข้าไปป้องมือกล่าว “ขอคารวะคุณชายน้อย”
ไป๋อวี่ฝานยิ้ม “ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ฝ่ายในแล้ว ไม่ต้องพิธีรีตองมากหรอก”
กล่าวจบ หลินอวิ๋นก็เดินไปอยู่กับศิษย์ฝ่ายในคนอื่น ๆ ยืนข้างหลังไป๋อวี่ฝาน
ส่วนศิษย์ฝ่ายในที่นี่เห็นหลินอวิ๋นแล้วจะมองมาอีกหลายครั้ง หลินอวิ๋นเองก็สังเกตศิษย์ฝ่ายในพวกนี้ด้วยเหตุผลในใจเช่นกัน ก่อนจะต้องแอบตกใจ คนที่นี่ล้วนเป็นศิษย์ฝ่ายในอาวุโส
นอกจากเขา คนอื่น ๆ ต้องเข้าฝ่ายในมาอย่างน้อยสองถึงสามปี เขตแดนพลังลึกล้ำ มีแต่วิถียุทธ์ขั้นแปด พลังกักเก็บอยู่ในทั่วร่าง มองแทบไม่ออกเลยว่าตื้นลึกเท่าใด
‘ดูท่าคุณชายน้อยคงจะจริงจังกับการมาเยือนของฝ่ายขวงเตามาก’ หลินอวิ๋นคิดในใจ ไม่อย่างนั้นไม่เข้มงวดถึงเพียงนี้
นอกจากหูจื่อเฟิงแล้ว ยอดฝีมือสิบอันดับแรกของศิษย์ฝ่ายในแทบทุกคนมากันครบ
ไม่นานก็เห็นผู้อาวุโสสำนักนำหมู่คณะหนึ่งเดินเข้ามาในโถงใหญ่ของสำนัก
คนที่เดินนำหน้ามาสง่าผึ่งผาย หน้าตาหล่อเหลาไม่ธรรมดา ขณะเดินเหินสุขุมสง่างาม บนตัวมีดาบกล้าคมกริบเล่มหนึ่ง หน้าตายิ้มแย้ม
ดูแล้วน่าจะเป็นหลัวซิงคุณชายน้อยของฝ่ายขวงเตา
การมาเยือนครั้งนี้เป็นแค่การประลองของรุ่นเดียวกัน ผู้อาวุโสสำนักพาคนมาแล้วก็ออกไปเลย
คุณชายน้อยไป๋อวี่ฝานยืนขึ้นพูดต้อนรับ “สหายหลัวมาจากแดนไกล ต้องลำบากแล้ว”
“ไม่หรอก”
หลัวซิงพูดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ขณะเดียวกันยังกวาดสายตาเรียบ ๆ มองศิษย์ฝ่ายในจำนวนมากข้างหลังไป๋อวี่ฝาน
“นั่ง”
หลัวซิงนั่งลงแล้วก็มีข้ารับใช้ยกชาเข้ามา
หลิวซิงจิบชาเบา ๆ อึกหนึ่งแล้ววางถ้วยชาลง “ไป๋อวี่ฝาน เจ้าคงรู้ว่าข้ามาครั้งนี้เพื่ออะไร”
ไป๋อวี่ฝานยังคงหน้าเดิม “รู้สิ”
หลัวซิงพูดเสียงหนักแน่น “ถ้าอย่างนั้นข้าจะไม่พูดมาก อีกครึ่งเดือน การประลองใหญ่สี่สำนักจะจัดในเมืองไป๋สุ่ย ไม่รู้ว่าสำนักชิงอวิ๋นจะรักษาชื่อเสียงสำนักอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเทียนสุ่ยได้หรือไม่”
ไป๋อวี่ฝานยิ้ม “เจ้าลองดูได้เต็มที่เลย”
หลินอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็เข้าใจแล้ว ที่แท้คุณชายน้อยฝ่ายขวงเตาจะมาหยั่งเชิงศักยภาพของสำนักชิงอวิ๋นก่อนการประลองใหญ่สี่สำนักนี่เอง
จนเมื่อสิ้นคำพูดไป๋อวี่ฝาน ก็มีคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างหลังเขา ป้องมือกล่าวว่า “จางเย่แห่งฝ่ายขวงเตา ได้ยินชื่อเสียงของอัจฉริยะหูจื่อเฟิงของสำนักท่านมานานแล้ว วันนี้อยากจะมาขอคำชี้แนะเป็นพิเศษ”
จางเย่?
ชื่อคุ้นมาก หลินอวิ๋นนึกย้อนไปเล็กน้อยก็จำได้ทันที
วันนั้นตอนที่ทำภารกิจศิลาวิญญาณ เขาได้ยินผู้ฝึกยุทธ์พเนจรหลายคนในโรงเตี๊ยมเมืองไป๋สุ่ยเอ่ยถึงคนนี้
จางเย่เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของฝ่ายขวงเตา เติบโตเร็วยิ่ง มหาโจรหลายคนตายตกในมือเขา
มิน่าเขาถึงเอ่ยชื่อแซ่ อยากจะท้าประลองหูจื่อเฟิงนี่เอง
หูจื่อเฟิงกับเขาถือว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในแคว้นเทียนสุ่ย สองคนต่างมีศักยภาพขึ้นเป็นสี่สุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งแคว้นเทียนสุ่ย
ไป๋อวี่ฝานมีสีหน้าปั้นยากขึ้นมา ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “ขออภัย หลายวันมานี้ศิษย์น้องหูปิดด่านบำเพ็ญ เกรงว่าคงจะมาไม่ได้”
จางเย่กลับไม่คิดเช่นนั้น เขามองไป๋อวี่ฝานแล้วกล่าว “อย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ เชิญคุณชายน้อยมาประลองเองเลยแล้วกัน ได้ยินว่าเมื่อสองเดือนก่อนคุณชายน้อยแพ้หลิ่วอวิ๋นเฟยไม่ถึงสิบกระบวนท่าด้วยซ้ำ ข้าว่าฉายาสี่สุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งแคว้นเทียนสุ่ยอาจจะไม่ใช่ของจริงก็ได้กระมัง”
ฮือฮา!
เมื่อสิ้นเสียงพลันเกิดเสียงดังเกรียวกราว ศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นต่างมีสีหน้าโมโห
รุ่นเยาว์อวดดีคนเดียวกลับไม่เห็นไป๋อวี่ฝานอยู่ในสายตาเลย
คุณชายน้อยฝ่ายขวงเตามีสีหน้าครุ่นคิด ไม่มีท่าทีจะห้ามปรามการยั่วยุของจางเย่เลย ดูแล้วเขาคงจะอยากรู้เหมือนกันว่ากำลังรบของไป๋อวี่ฝานอยู่ในระดับใดแล้ว
หากลดลงไปมากจริง ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับฝ่ายขวงเตา
“โอหัง จะให้คุณชายน้อยเราลงมือ เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติมากพอ!”
คนหนึ่งในศิษย์ฝ่ายในสำนักชิงอวิ๋นคุมความโกรธไม่ไหว จึงเดินหน้าเข้ามา
-โปรดติดตามตอนต่อไป-