19:45 PM.
หลังจากที่พันเจียขับรถพาเธอออกจากห้างสรรพสินค้า แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังคงไปได้ไม่ถึงไหน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปสามทุ่มกว่า ๆ บวกกับวันนี้ที่เป็วันสุดท้ายของการทำงานใน่วันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้การจราจรค่อนข้างติดขัด!
ทว่าพันเจียกลับดูไม่ค่อยจะซีเรียสกับเื่นี้สักเท่าไหร่ เพราะเขาไม่มีทีท่าที่ร้อนรนเลยแม้แต่น้อย หรือเป็เพราะเขาชอบการขับรถอยู่แล้ว ทำให้คุ้นชินกับการนั่งอยู่ในรถ ผิดกับเธอที่ไม่ชอบการนั่งอยู่ในรถเป็เวลานาน ๆ นอกจากมันจะน่าเบื่อแล้ว ยังต้องทนกับการอั้นกระเพาะนาน ๆ อีกด้วย
ไวโอลินหันไปถามชายหนุ่มอีกครั้ง หลังจากที่รู้สึกว่ามันเนิ่นนานจนเกินไป แต่ทำไมกลับยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง แถมรถก็ยังติดขัดไม่รู้ว่าเขากำลังจะพาเธอไปที่ไหนกันแน่
"นี่นายจะพาฉันไปไหนเนี่ย" ไวโอลินถามด้วยอาการเซ็ง ๆ
“เดี๋ยวก็รู้เองน่า” เขาตอบ ไวโอลินย้อนถามกลับไปอีกครั้งด้วยอาการเบื่อหน่าย
"แต่นี่เราอยู่ในรถกันมาเกือบจะสองชั่วโมงแล้วนะ"
"อ้าวเหรอ! นี่ฉันไม่ได้สังเกตเลยนะ" พันเจียท่าทางไม่เป็เดือดเป็ร้อนอะไร ในขณะที่เธอนั่งจนเมื่อยแถมยังต้องทนอั้นปัสสาวะนาน ๆ อีกด้วย
สายตาคมกริบของเขาลอบมองสีหน้าท่าทางแบบนั้นของเธอที่ดูกระวนกระวายก็ตัดสินใจพาเธอแวะทานอาหารริมทางเพื่อเติมพลัง และ แวะให้เธอได้เข้าห้องน้ำห้องท่าก่อนจะเดินทางต่อ
จนกระทั่งเวลาต่อมา ไวโอลินเหลือบไปดูเวลาที่หน้ารถเป็เวลาสี่ทุ่มกว่า ๆ เธอนั่งกอดอกในขณะที่รถยังคงแล่นไปเรื่อย ๆ ก่อนจะถามออกมาอีกครั้ง
"ฉันถามนายจริง ๆ นะ ว่านายจะพาฉันไปกันแน่"
"...................." พันเจียหันมาสบตาเธอ แต่ไม่ยอมตอบ เขายังคงขับรถไปข้างหน้า ผ่านเส้นทางคู่ขนานบนทางด่วนออกมาเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าจะออกมาไกลจากตัวเมืองมากแล้ว
จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ ๆ จะห้าทุ่มเศษ พันเจียขับรถพาเธอออกจากตัวเมืองผ่านทางหลวงหมายเลข 34 มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้
ไวโอลินที่นั่งในรถเป็เวลานานรู้สึกง่วงนอนจึงเผลอหลับไป ก่อนที่รถสปอร์ตคันหรูของเขาจะเล่นผ่านเส้นทางมาเรื่อย ๆ จนถึงทางแยกตัดเข้าสู่ถนนหมายเลข 331 หลังจากนั้น รถสปอร์ตสีขาวของเขาก็แล่นมาจอด ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ก่อนที่มือคู่อุ่นของเขาจะเอื้อมมือไปสะกิดที่ไหล่ของเธอเบา ๆ
“นี่...ตื่นได้แล้วนะ” น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยกระซิบข้าง ๆ หู ก่อนที่ไวโอลินจะสะดุ้งตื่นลืมตาสะลึมสะลือขึ้นมาได้ยินเสียงแ่ ๆ ของลมที่ดังอยู่รอบ ๆ ภายนอกของรถ
ครืน! ครืน! ครืน! เสียงของเกรียวคลื่น ค่อย ๆ ซัดเข้าหาฝั่ง ไม่มีแสงสว่างรอบ ๆ จากภายนอก มีเพียงูเาไกลตา ต้นไม้ที่ไหวเอนและแสงสว่างของดวงดาว และดวงจันทร์ที่สองกระทบกับพื้นผิวของน้ำทะเลสีดำเข้มในยามค่ำคืนก็เท่านั้น
“ที่นี่ที่ไหน” ไวโอลินเอ่ยถาม ขณะที่รถของเขาจอดนิ่งอยู่ที่ถนนริมชายหาดแห่งหนึ่ง มือแกร่งเอื้อมไปกดปุ่ม เพื่อให้รถเปิดประทุนออก เผยให้เห็นบรรยากาศรอบนอกได้อย่างเต็ม ๆ ตา
“เธอก็ดูเองสิ” เขาบอก
'ว้าววว' ^////^
"นี่มัน ทะเลหนิ! " เธอเอ่ย ขณะที่สายลมค่อย ๆ โกรกเข้ามาปะทะกับใบหน้าของทั้งคู่จนเย็บเฉียบ ไวโอลินรวบผมที่ปลิวสยายเพราะแรงลมจากทะเลเบี่ยงไปด้านข้าง เธอเบิกตาให้กว้างขึ้นเพื่อมองดูวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนอย่างเต็มสองตา ั์ตาของเธอลุกวาวเป็ประกายระยิบระยับ เพราะแสงและเงาที่ตกกระทบกับผิวน้ำเข้ามาอยู่ในดวงตาคู่สวยของเธอหมดแล้ว
“........................” เรียวปากชมพูอ่อน ๆ ของพันเจียเผยรอยยิ้มออกมาเล็ก ๆ ขณะที่เขาหันไปเห็นใบหน้าสวยสดใสของเธอ ที่ถูกปัดด้วยเครื่องสำอางสีอ่อน ๆ ดูชมพูระเรื่อ ขณะที่แหงนหน้ารับลมเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ในระหว่างนั้น
“........................” ปอยผมบางเบาของเธอกำลังปลิวไสวในองศาที่พอเหมาะ มันถึงกับสะกดให้เขาต้องตกอยู่ในภวังค์ราวกับต้องมนตร์ของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พันเจียมองดูเธออย่างไม่ลดละ สายตาคู่นั้นของเขากำลังบ่งบอกถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างในลึก ๆ ว่าเขานั้น กำลังหลงเสน่ห์หญิงสาวตรงหน้าเข้าแล้วแบบเต็ม ๆ
“นายพาฉันมาที่นี่ทำไม” ไวโอลินหันมาสบตากับเขา พันเจียสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยที่เธอหันกลับมามอง เขาทำทีเป็กลบเกลื่อนด้วยการเปิดประตูแล้วเดินลงไปยืนรับลมแบบเต็ม ๆ ไวโอลินมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาออกไป ผมเส้นเล็กของพันเจียปลิวสลวยจนเธอสังเกตเห็น
“นายพาฉันมาที่นี่ทำไม” ไวโอลินย้ำถาม ก่อนที่เธอจะเดินตามลงไป แล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็ม ๆ ปอดเช่นเดียวกับเขา ก่อนที่เธอจะนึกขึ้นมาได้ เอ่ยถามพันเจียด้วยสีหน้าที่วิตกกังวล
"แย่แล้ว!!! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย" ไวโอลินลุกลี้ลุกลนกลับไปคว้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมาดู แต่ปรากฎว่ามือถือของเธอดันดับสนิท! พันเจียมองตามขำ ๆ พลางยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาเล็ก ๆ แล้วบอกออกไปว่า
“ตอนนี้ห้าทุ่ม ห้าสิบห้านาที”
"นี่ฉันอยู่ที่นี่ ดึกขนาดนี้เชียวเหรอ" ไวโอลินร้อนรนสีหน้าเป็ทุกข์ เพราะเธอไม่ได้บอกกับป้าว่าเธอจะออกไปไหน กลัวว่าป้าจะเป็ห่วง ไวโอลินหันมาขอยืมโทรศัพท์มือถือของเขา พันเจียยื่นให้ง่าย ๆ อย่างรู้ทัน แล้วบอกออกไป
"ฉันโทรบอกป้าเธอให้แล้วนะ ว่าคืนนี้เธอจะไม่กลับบ้าน"
"ว่าไงนะ!! นายโทรไปแล้วเหรอ" ไวโอลินถามอย่างไม่เชื่อหู
"อื้อ!! บอกว่าวันนี้เธอขอนอนค้างบ้านเพื่อนสนิท!! " เขาตอบกลับมาอย่างคนเ้าเล่ห์
"เฮ้! นายว่าไงนะ พูดไปแบบนั้นเหรอ แล้วเพื่อนสนิทของฉันที่ว่านั่นเป็ใคร" ไวโอลินขมวดคิ้วถามขึ้นมาอย่างสงสัย
"ไม่รู้สิ! พูดแค่ว่าเพื่อนสนิทป้าเธอก็อนุญาต" พันเจียตอบออกมาอย่างหน้าตาเฉย
"เพื่อนสนิทของฉัน ก็มีแต่ยัยบราวนี่" ไวโอลินโวยวายออกมาเสียยกใหญ่ ว่าทำไมเขาถึงไม่ถามเธอก่อน แล้วเพราะอะไรถึงต้องอ้างว่าเธอจะไม่กลับบ้าน
"ทำไมนายถึงไม่บอกฉัน! " ไวโอลินถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดปนความไม่ชอบใจ
"แล้วทำไมต้องบอกด้วยล่ะ" พันเจียพูดพลางหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ
"แล้วแบบนี้ ฉันจะกลับบ้านยังไง ป้าต้องเป็ห่วงแน่" ไวโอลินยีหัวตัวเองเบา ๆ พร้อมกับเดินวนกลับไปที่รถ ร่างสูงของพันเจียเดินตามด้วยท่าทางที่ตรงกันข้าม มือบางยกขึ้นมากอดอกก่อนจะวางแผ่นหลังบางพิงไปกับประตูฝั่งคนขับ แล้วทำหน้ามุ่ยคิ้วขมวด พันเจียเห็นแล้วก็อดจะหัวเราะขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้
“นี่เธอจะซีเรียสไปทำไม ป้าของเธอก็ดูท่าทางจะใจดี แถมยังบอกอีกด้วยว่า (แสร้งทำเสียงเป็ป้า) ฮอร์น...ป้าฝากน้องด้วยนะลูก นี่ป้ากำลังจะบินไปสิงคโปร์ยังไงก็ดูแลน้องดี ๆ ด้วยนะ” ท่าทางร้ายกาจของพันเจีย ทำให้ไวโอลินถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ!
“นี่นายสวมรอยเป็ฮอร์นงั้นเหรอ”
“เปล๊า! (เสียงสูง) ป้าเธอเองต่างหากล่ะ ที่คิดว่าฉันเป็ฮอร์น” ไวโอลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกหงุดหงิด แต่ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะถ้าเขาบอกไปแบบนั้น แล้วป้าอนุญาต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ติดแค่ว่าคืนนี้ เธอจะไปนอนที่ไหนก็เท่านั้น
“เอาน่า! ป้าเธอไม่อยู่บ้าน จะกลับเร็วกลับช้า ป้าเธอก็ไม่รู้อยู่ดี” พันเจียพูดออกมาง่าย ๆ ขณะที่ยืนกอดอกเพ่งสายตามองไวโอลินที่เริ่มคลายความกังวลลงไปบ้างแล้ว เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา ดวงตาคมกริบจ้องมองเข้ามาที่ตาคู่สวยของเธอ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ ๆ
"นี่ก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ฉันว่าเรากลับกันเถอะนะ" ไวโอลินบอก แต่แล้วจู่ ๆ พันเจียเข้ามาประชิดร่างของเธอ หญิงสาวเห็นแล้วรีบขยับหนีจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดไปกับฝาประตูรถ
“นะ...นายจะทำอะไร” ไวโอลินขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางถามด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น พันเจียไม่ยอมตอบเอื้อมมือไปจับปอยผมเส้นเล็กที่กำลังปลิวไสวของเธอขึ้นมาทัดหู จนไวโอลินรู้สึกประหลาดใจเพราะไม่เคยเห็นมุมที่อ่อนโยนแบบนี้ของเขาเลยั้แ่ที่ได้รู้จักกัน
“เลิกขมวดคิ้วได้แล้ว หัดยิ้มเยอะ ๆ โลกของเธอมันจะได้สดใสขึ้นมาบ้าง” พันเจียบอกกับเธอ ก่อนที่ทั้งคู่จะสบตากัน ไวโอลินกัดริมฝีปากล่างบางของเธอเบา ๆ ด้วยความรู้สึกเขินอายเล็ก ๆ แล้วจู่ ๆ พันเจียก็เอ่ยบางอย่างขึ้นมาเบา ๆ ที่ข้างใบหูของเธอ
“โก๊ะ ご (ห้า) ...โย่ง よん (สี่) ...ซาน さん (สาม) ...นิ に (สอง) ...อิจิ いち (หนึ่ง!) ” สิ้นสุดคำพูดของเขา ท้องฟ้าก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากพลุที่กำลังถูกจุดขึ้นนับสิบ ๆ ลูก ไวโอลินเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสันสวยงามตระการตาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจ
“นะ...นาย” เธอเอ่ยออกมาเบา ๆ ขณะที่แววตาคู่นั้นของเธอกำลังจับจ้องไปยังแสงไฟที่เปล่งประกายวิบวับอยู่บนท้องฟ้า ขณะที่พันเจียเองนั้นกำลังเฝ้ามองปฏิกิริยาของเธอเมื่อได้เห็นสิ่งต่าง ๆ เ่าั้
ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาดังขึ้นแ่เบาที่ข้างใบหูของเธอราวกับเสียงกระซิบ! แต่เป็เสียงกระซิบที่ชัดเจนมาก จนเธอต้องเหลียวกลับมามอง (^o^) /
"お誕生日おめでとう!” (ทันโจบิ โอะเมเดโต!) พันเจียพูดเป็ภาษาญี่ปุ่นซึ่งแปลว่า ‘แฮปปี้เบิร์ดเดย์!’ ในภาษาอังกฤษ และสุขสันต์วันเกิดในภาษาไทย ก่อนที่ดวงตาคมกล้าของเขาจะประสานมองไปยังดวงตาคู่สวยที่หันกลับมามองเขาด้วยหยดน้ำตาเอ่อล้น ก่อนมันจะค่อย ๆ ร่วงหล่นปลิวไปตามแรงลมแรงจัดสลายไปในพริบตา
“ทำไมนายถึงรู้ ว่าวันนี้เป็วันเกิดของฉัน” เธอเอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเครือ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ พันเจียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ เอื้อมมือที่แสนอบอุ่นของเขาขึ้นมาซับน้ำตาให้กับเธออย่างทะนุถนอม ระหว่างที่เสียงพลุยังคงดังขึ้นฟ้านับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะกระจายตัวเปล่งแสงอย่างสวยงามสว่างไสวทั่วทั้งบริเวณสาดสองเข้ากับใบหน้าอันสวยงามผุดผ่องที่อาบไปด้วยคราบน้ำตา
“เธอชอบหรือเปล่า” เขาถาม แต่ไม่ทันที่จะได้คำตอบหยดน้ำตาของไวโอลินก็ไหลบ่าลงมาอีกครั้งอย่างไม่ขาดสาย รู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังถูกทำเซอร์ไพรส์ ในวันเกิดอายุครบสิบแปดปีเต็มของเธอจากผู้ชายที่สุดแสนจะร้ายกาจอย่างเขา ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้มีโมเมนต์อะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ เธอเองก็ไม่อาจจะที่จะคาดเดา
“ขะ...ขอบ!” (>///