“ ต้องเปิดปากแผลแล้วทำการหยุดเืก่อน มิเช่นนั้น คนเจ็บเสียเืขนาดนี้คงไม่รอดแน่” อัสนีสวมถุงมือแล้วใช้มีดคัตเตอร์ในร้านสะดวกซื้อ ล้างด้วยแอลกอฮอล์ แล้วผ่าเปิดาแให้กว้างพอเห็นภายใน ก็ใช้นิ้วัักับเส้นเืใหญ่แล้วใช้พลังปราณบริสุทธิ์เชื่อมต่อเส้นเืใหญ่แม้นไม่สามารถเชื่อมต่อเหมือนเดิมได้ แต่ก็ช่วยสมานรอยฉีกขาดได้ 20% ทำให้เืไม่ไหลออกมาอีกจากนั้นก็ตรวจดูชิ้นเนื้อตับที่มีรูะุปืนก็รีบใช้พลังปราณบริสุทธิ์สมานรอยะุจนแผลที่เป็รูนั้น สมานกลับมาได้ระดับหนึ่ง แม้นจะไม่สมบูรณ์
แต่ก็ไม่เกิดอันตรายแล้วอัสนีสก๊อตเทปปิดาแชั่วคราว แล้วเขียนว่าเขาได้ทำการรักษาอะไรไปบ้างพอดีรถพยาบาลเข้ามาก็มอบกระดาษที่เขียนรายละเอียดการรักษาเบื้องต้นให้กับเ้าหน้าที่ไป
“ คุณหมอถูกยิงด้านหลังไม่ใช่หรือครับ ให้พวกเราช่วยดูแผลให้ก่อนดีไหมครับ”
เ้าหน้าที่รีบเอ่ยถามเพราะมีพนักงานแจ้งว่า เขาถูกยิง
“ ผมไม่เป็ไระุแค่เฉี่ยวไปเท่านั้น ไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน”
อัสนีออกไปจากร้านแล้วพนักงานก็เอ่ยว่า
“ หนูเห็นจริงๆ นะคะระยะใกล้แค่นี้ นี่ไงหัวะุยังตกอยู่นี่เลย”
พนักงานเอ่ยอย่างตื่นเต้นเ้าหน้าที่กู้ภัยมองะุปืนที่ย่นเหลือครึ่งเดียวก็ขมวดคิ้วพอดีตำรวจเข้ามาพอดี ก็นำะุและหัวะุทั้งหมด เก็บใส่ถุงไป
“เปิดกล้องวงจรปิดให้ผมดูหน่อย”
ตำรวจเริ่มตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดภายในร้านทันที
อัสนีรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วก็เดินทางเข้าไปในสนามบินสุวรรณภูมิต่อทันที กว่าจะหาที่จอดรถได้ใช้เวลาไปอีกเป็ชั่วโมง พอเขาไปถึงก็พบว่า คุณหนูมินตรานั่นได้มายืนรออยู่ก่อนแล้ว ด้านหลังของเธอมี บอดี้การ์ดอีกสี่คน พร้อมกับชายชราชุดขาว มีหนวดเครายาว ราวกับนักพรตยืนรออยู่
“ ปล่อยให้คุณหนูรอครึ่งชั่วโมงไล่มันกลับไปเลยไหมครับ”
บอดี้การ์ดคนหนึ่งรีบเอ่ยแทนคุณหนูมินตรา
“ผมติดธุระด่วนจริงๆ” อัสนีเอ่ยไปตามตรงไม่กลัวว่าหากไล่ออก เขาก็แค่กลับบ้านเท่านั้น เสียดายก็แค่ วิชาท่าเท้าเหินเวหาเท่านั้นเอง
แต่การที่เขาช่วยชีวิตสตรีที่ถูกยิงในร้านเขาก็ยังได้รับรางวัล คือ เวทย์มัจจุราชปราบปีศาจ 1 บทซึ่งเขาเองยังสงสัยอยู่ว่าจะให้เขามาเพื่ออะไรกันแน่?
“อย่าให้มีเื่เช่นนี้อีก” คุณหนูมินตราเอ่ยแค่นี้ แล้วก็เดินนำหน้าทุกๆ คนเข้าไปในสนามบิน
บนเครื่องบินอัสนีนั่งรวมกลุ่มกับ บอดี้การ์ดอีกสี่คน โดยเป็ที่นั่งโดยสารธรรมดาส่วนชายชรากับ คุณหนูมินตรานั่งอยู่ในชั้นเฟิร์สคลาส
“ฉันขอเตือนแกด้วยความหวังดีนะน้องชาย คุณหนูมินตราไม่ชอบคนที่ไม่ตรงเวลาหากมีเื่เช่นนี้อีก ระวังจะถูกไล่ออก”
“ ใช่ไม่มีที่ไหนจ้างบอดี้การ์ดคนละแสนต่อเดือนอีกแล้ว งานที่ทำก็ง่ายๆ เดือนหนึ่งทำงานแค่ไม่มีวันเท่านั้น” บอดี้การ์ดอีกคนเอ่ยออกมา ทำให้อัสนีที่ได้ฟังก็ไม่อยากพูดอะไรอีก เพราะเขาถูกจ้างมาทำงานในครั้งนี้สองแสนบาท ถือว่าสูงกว่าพวกบอดี้การ์ดเหล่านี้เสียอีก
“งานนี้คุณหนูไปเชียงใหม่ทำอะไร?”
อัสนีเอ่ยอย่างสงสัย
“ แกนี่รับงานอย่างไรกันไม่รู้เื่อะไรเลย คุณหนูมินตราพาซินแสข่วง ไปรักษาเ้าหาญศึก คุณปู่ของเธอที่คุ้มเวียง์”
“ทำไมไม่พาไปที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ”
“ไปมาแล้วหลายโรงพยาบาล ทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็รักษาไม่หาย เลยต้องเชิญซินแสข่วงมาจากไต้หวัน เพื่อมารักษาโดยเฉพาะ”
พอมาถึงสนามบินเชียงใหม่ก็มีรถตู้มารับสองคัน โดยที่คันแรกมีคุณหนูมินตรานั่งไปกับซินแสข่วง ส่วนบอดีการ์ดก็ได้แต่นั่งรถอีกคันตามหลังไป
การเดินทางไปที่คุ้มเวียง์นั้นต้องขึ้นดอยค้ำฟ้าซึ่งมีระยะทางอีก 8 กิโลเมตร ถึงจะเข้าไปที่คุ้มเ้าหาญศึกได้ บรรยากาศรอบๆ นั้นมีแต่ความเงียบสงบ แม้นว่า ที่ถนนที่ผ่านมา จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมดอยค้ำฟ้ากันอย่างหนาตาพอสมควร
พอผ่านเข้ามาในคุ้มเวียง์ก็เห็นคนประมาณสามสิบคนแต่ละคนมีอาวุธปืนกลติดตัว ยืนรอต้อนรับ คุณหนูมินตรา ราวกับเ้าหญิงแต่ััของอัสนีนั้นแปลกไป เขารู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองมาที่เขาขณะที่เขามองท้องฟ้าก็รู้สึกไม่ธรรมดา มันมีเงามืดสีดำ ปกคลุมอยู่เต็มไปหมดแต่หามีใครมองเห็นมันไม่
“นี่มันอะไรกัน” อัสนีสงสัยยิ่งนัก
“ทุกคนไปพักผ่อนกันตามสบาย ฉันจะพาซินแสข่วงไปพบกับคุณปู่ ส่วนนายอัสนี หากเสื้อผ้าไม่พอก็ออกไปซื้อที่ร้านค้าชุมชนด้านนอกได้ เพราะพวกเราคงต้องอยู่ที่นี่กันอีกหลายวัน”คุณหนูมินตรามองเป้ที่เล็กนิดเดียวของเขา แล้วก็ส่ายหัว เพราะบอดี้การ์ดคนอื่นๆล้วนแต่นำกระเป๋าใบใหญ่ เพื่อเตรียมมาอยู่ที่นี่กันถึง 7 วัน
“จะไปซื้ออะไรก็บอกนะ ผมจะขับรถไปส่ง” ลุงคำ คนขับรถเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับจ้องหน้าของอัสนี ด้วยความสงสัยอัสนีได้แต่เอ่ยขอบคุณ
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าขอรับ” ลุงคำเข้ามาใกล้ แล้วยังถามคำถามแปลกๆอีก
“ผมเพิ่งมาเชียงใหม่ครั้งแรก คงไม่ได้เจอกันมาก่อนอย่างแน่นอน”
ลุงคำได้แต่เกาหัวของตัวเอง
อัสนีเองก็ไม่สนใจมองไปที่กองกำลังส่วนตัวของเ้าหาญศึก ที่ดูเข้มแข็ง เป็ระเบียบก็อดเอ่ยถามหัวหน้าการ์ดที่ชื่อโชติไม่ได้
“มีกองกำลังส่วนตัวเยอะขนาดนี้ แล้วจะจ้างพวกเรามาทำไมกัน”
“ นี่เป็ลูกหลานของกองพลหาญศึกในอดีตพวกเขาย้ายถิ่นฐานจากพม่ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มาหลายสิบปีแล้ว อาวุธที่มีก็ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมายแต่ไม่สามารถนำออกไปใช้ข้างนอกได้ พวกเขาคอยคุ้มครองความปลอดภัยให้กับเ้าหาญศึกส่วนพวกเราก็คอยคุ้มกันคุณหนูมินตราเท่านั้น”
อัสนียังคงสงสัยต่อ
“ เ้าหาญศึกนี่เป็โรคอะไร ทำไมต้องรักษาถึง 7 วันด้วย”
“พวกเราเป็แค่บอดี้การ์ด รายละเอียดแบบนั้น พวกเราไม่รู้หรอกเตรียมตัวลาดตระเวณรอบๆ คุ้ม กับองครักษ์เ้าหาญศึก หากมีอะไรผิดปกติ ให้รีบรายงาน”
ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นสตรีแต่งกายด้วยชุดแปลกสวมผ้าซิ่นดิ้นทองดูสวยงาม เสื้อก็เป็ผ้าไหมปักลวดลายดอกบัว ป้ายไปด้านข้างคล้ายกับเ้านางเชียงตุงประมาณนั้นศรีษะของนางมีผ้าสีชมพูพันรอบคล้ายกับพวกแขกซิกค์ เธอสวยงามมาก ส่งยิ้มน้อยๆมาให้กับเขา
“ นั่นใครครับพี่” อัสนีเอ่ยพร้อมกับมองไปที่ เรือนไม้หลังเล็กๆที่มีต้นไม้ปกคลุมโดยรอบๆ
“ ใครกัน ฉันไม่เห็นมีใครเลย”
พี่โชติเอ่ยอย่างสงสัยอัสนีหันกลับมามองหน้าพี่โชติแล้วส่ายหัว และจะชี้ไปทางเรือนไม้หลังเล็กก็ไม่เห็นนางผู้นั้นแล้ว
“ หายไปแล้วสงสัยเธอคงกลับเข้าไปในเรือนแล้ว”
โชติกับบอดี้การ์ดอีกสามคนหันมามองหน้าเขา โดยมีลุงคำที่ยังยืนอยู่ด้วย ถึงกับปิดปากตัวเอง
“ เรือนเ้านางน้อยไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่มาหลายสิบปีแล้ว” หัวหน้าโชติเอ่ยเสียงเครียดกับอัสนี
“ หรือว่าที่ผมเห็นจะไม่ใช่คน” อัสนีเอ่ยไปตามตรง
“ อย่าพูดอีกเื่นี้ต่อให้เห็นจริง ๆ ก็อย่าได้พูดออกมา เ้าหาญศึกได้กำชับเอาไว้ ห้ามพูดถึงเ้านางน้อยอีกเป็อันขาด” ลุงคำเอ่ยเตือนอัสนี
“ ทำไม?”
“ เื่ของเ้านายเขาพวกเราขี้ข้าอย่าไปยุ่งดีกว่า”” ลุงคำเอ่ยเตือน
“ ว่าแต่เ้านางน้อยเป็ใครครับ” อัสนีสงสัย
“ เ้านางน้อยเป็บุตรสาวคนเล็กของ เ้าหาญศึก แต่เ้านางวาสนาน้อยสมชื่อ อายุได้เพียง 18 ปีก็มีอาการเจ็บป่วยแล้วเสียชีวิตไป หลังจากนั้นเ้าหาญศึกก็เริ่มป่วย”
“ ป่วย ป่วยเป็อะไร”อัสนียังคงสงสัย
ไม่ทันที่ลุงคำจะพูดอะไรก็มีองครักษ์ของเ้าหาญศึกเดินปรี่เข้ามาในกลุ่ม จ้องมองลุงคำอย่างไม่พอใจ
“ ลุงคำของที่เ้านายสั่งเรียบร้อย รีบไปที่ร้านเก้าบูชา ไปเอาของกลับมาได้แล้ว”
“ ขอรับ”ลุงคำรับคำแล้วเดินรี่ไปที่รถทันที
“ คุณโชติต่อไปช่วยเตือนคนของคุณด้วยเื่ราวภายในคุ้มเ้าหาญศึกห้ามไม่ให้เปิดเผยออกไปสู่บุคคลภายนอกในสัญญาจ้างของคุณหนูมินตรา เชื่อว่า ทุกๆ คนคงได้อ่านอย่างละเอียดแล้ว มิเช่นนั้นจะต้องถูกยึดเงินและถูกปรับอีกสิบเท่าของค่าจ้าง”
“ ท่านผาอิน โปรดวางใจผมจะกำชับเื่นี้กับทุกคนอีกครั้ง ไม่ให้มีปัญหาอีกแน่นอน” หัวหน้าโชติคำนับหัวหน้าองครักษ์ผาอินอย่างนอบน้อม
โดยที่สายตาของหัวหน้าองครักษ์ผาอินยังคงมองหน้าของอัสนีอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก
“ ทุกคนได้ยินแล้วใช่ไหมสัญญาก็เขียนเอาไว้ชัดเจน อย่าไปอยากรู้เื่ภายในคุ้ม ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอเอาละ เอาของไปเก็บที่ห้องพักของตัวเอง แล้วก็สำรวจรอบๆ แล้วมาประชุมกันเวลา 1ทุ่มตรง” หัวหน้าโชติเอ่ยพร้อมกับ มอบกุญแจห้องให้กับ ทุกๆ คน ซึ่งทั้งหมดได้ห้องนอนรวมกันสองคน ส่วนตัวเขามาทีหลังจึงได้ห้องพักแยกคนเดียว
อัสนีถูกพามาที่ห้องพักซึ่งเป็เหมือนกับเรือนหลังเล็กๆ ราวกับรีสอร์ต ที่มีอยู่นับสิบๆ หลังเรียงกันห่างกันพอประมาณ
เขาวางเป้เล็กๆแล้วเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า แต่เขารู้สึกว่า ยังคงมีคนจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลาแต่มองดูรอบๆ ก็หาได้เจอผู้ใดไม่ อัสนีเช็ดหน้าแล้วก็เดินออกมาจากที่พักเพื่อเดินสำรวจรอบๆ โดยมีหัวหน้าบอดี้การ์ดโชติ และองครักษ์เ้าหาญศึกอีกสี่คนเป็ผู้นำทางซึ่งการสำรวจครั้งนี้ ได้ใช้รถไฟฟ้า ขับไปรอบๆ เพราะคุ้มเ้าหาญศึกนั้นกว้างใหญ่มากๆ หากเดินไปคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามวัน กว่าจะสำรวจเสร็จ
ระหว่างทางองครักษ์ก็ได้แต่บอกสถานที่ต้องห้ามของ คุ้มเ้าหาญศึก ไม่ให้เข้าไปทั้งเรือนเ้านางน้อย เรือนของเ้าหาญศึก และ ยังมีสุสานของตระกูลเ้าหาญศึก
“เ้าหาญศึกมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า” จู่ๆ อัสนีก็เอ่ยออกมา เพราะเขารู้สึกว่ามีอันตรายบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา
“ ก็มีพวกเ้าเสือฟ้า”
“ เ้าเสือฟ้า?”
อัสนีทวนคำ เพราะเขาจำได้ว่าในระหว่างที่เขาถูกขังคุก มีข่าวของเ้าเสือฟ้า ได้บุกเข้าปล้นคุ้มของเ้าอาณาจักรเหนือผู้หนึ่ง แต่ไม่มีการเปิดเผย สุดท้ายเ้าเสือฟ้ากลับถูกฆ่าตายพร้อมกับลูกน้องอีก100 คน ทุก ๆ คนต่างสงสัยกันยิ่งนักเพราะเ้าเสือฟ้า เป็บุคคลที่ทางการไทย้าตัวในฐานะาายาเสพติดแต่ทำไมถึงต้องข้ามแดนมาปล้นคุ้มเ้าแดนเหนือด้วย ที่น่าผิดปกติคือเ้าเสือฟ้ากับลูกน้องทั้ง100 คน ล้วนถูกฆ่าตายโดยสัตว์ป่าขนาดใหญ่ร่างกายทุกคนล้วนมีแต่รอยเล็บ รอยคมเขี้ยว ร่างกายฉีกขาดแทบไม่เหลือร่างที่สมบูรณ์สักคน ที่เขารู้เพราะชาติก่อน อัสนีได้ถูกส่งไปช่วยกันชันสูตรหาสาเหตุการตายของคนร้าย ทั้ง100 คนนั้นด้วย..........