หลินเสวี่ยจู๋เข้าไปในรถม้าแล้วค้นหากริชเล่มหนึ่งจากในมิติก่อนจะใช้กริชเหลาไม้ไผ่โดยเลียนแบบท่าทางของหยวนซิว เดิมทีนางคิดว่าเรื่องนี้จะยากสำหรับนางแต่ดูเหมือนพละกำลังของนางจะมีมากกว่าที่คิดเอาไว้
นี่คงจะเป็นเพราะสรรพคุณของน้ำพุจิตวิญญาณ
ไม่เพียงแต่ร่างกายของนางแข็งแรงขึ้นเท่านั้นแม้แต่หลินเจียย่วนที่ร่างกายอ่อนแอกับหลินอวี่เซวียนที่ยังเยาว์วัยตอนนี้ก็มีสุขภาพแข็งแรง
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
เมื่อนางทำจนเชี่ยวชาญแล้วการเหลาแท่งไม้ไผ่ก็เหมือนกับการปอกเปลือกหน่อไม้ก็ไม่ปาน แม้แต่หยวนซิวยังเอ่ยปากชม
ทั้งสองคนก้มหน้าก้มตาทำงานหนักตลอดทั้งบ่ายผลลัพธ์คือเหลาแท่งไม้ไผ่ได้สี่ตะกร้า ทำเอาเอาหลินเสวี่ยจู๋เหนื่อยแทบแย่แล้ว
เมื่อถึงเวลาตั้งค่ายพักแรมเหล่าผู้คุมก็รักษาสัญญาด้วยการแจกกริชให้กับทุกกลุ่ม กลุ่มละเล่ม ดังนั้นทุกกลุ่มจึงทิ้งบุรุษหนึ่งคนที่ร่างกายกำยำที่สุดไว้ที่ค่ายเพื่อเหลาแท่งไม้ไผ่
ส่วนคนอื่นๆบ้างก็ออกไปหาอาหารบริเวณใกล้เคียง บ้างก็ก่อไฟ บ้างก็ตามคู่สามีภรรยาหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงไปหาสมุนไพร
ทุกคนทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
บรรดาผู้คุมเห็นว่าทุกคนสงบนิ่งก็เริ่มวางใจ
หลินเสวี่ยจู๋ไปสำรวจลำธารใกล้ๆนางพบว่ากระแสน้ำค่อนข้างไหลเอื่อย อีกทั้งในน้ำยังมีปลาและกุ้งมากมายนางจึงนำตะกร้าดักปลาออกมาวางลงไปในน้ำ
การกระทำนี้ถูกสตรีหลายคนเห็นเข้าพวกนางจึงพากันหาหวายมาสานตะกร้าดักปลา
โชคดีที่พวกนางยังรู้ขอบเขตไม่กล้าหย่อนตะกร้าใกล้กับหลินเสวี่ยจู๋ ต่างเดินออกไปไกลแล้วแยกย้ายกันหย่อนตะกร้า
ระหว่างนั้นก็มีสตรีผู้หนึ่งพบเห็ดเป็นจำนวนมากนางกลับไม่ได้คิดที่จะเก็บงำเรื่องนี้ไว้คนเดียว ทว่ารีบวิ่งกลับมาบอกคนอื่นๆ
ทุกคนต่างจดจำบทเรียนจากการกินเห็ดพิษครั้งก่อนได้จึงไม่กล้าทำอะไรโดยพลการหลังจากหารือกันเล็กน้อยก็คัดเลือกคนจำนวนหนึ่งที่รู้จักเห็ดให้เป็นผู้นำแล้วจึงออกเดินทางเหวินซิ่วชิงกับลู่ซื่อก็ติดตามไปด้วย
เว่ยหงเอ๋อร์กับสตรีผู้นั้นที่มีบุตรสองคนเองก็เช่นกัน
เดิมทีหลินเสวี่ยหลานก็จะไปด้วยแต่กลับถูกฮูหยินผู้เฒ่ารั้งเอาไว้
ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองเว่ยหงเอ๋อร์แล้วส่งสัญญาณให้หลินเสวี่ยหลานนั่งลง
หลินเสวี่ยหลานเข้าใจความหมายนางจึงหยิบอาหารที่แลกจากผู้คุมก่อนหน้านี้มากินพร้อมกับครอบครัวอย่างสบายใจ
เมื่อโจวเซินอี้กลับมาก็เห็นว่าอาหารในตะกร้าเหลือน้อยเต็มทีเขาไม่ได้พูดอะไร รีบเอาอาหารเข้าปาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเขากินจนหมดก็เผยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างหาได้ยากแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “เสี่ยวโจวเอ๋ย คนอื่นเขาออกไปหาอาหารกันหมดแล้ว เจ้ารีบไปเถิด น่าจะยังตามพวกเขาทันนะ”
โจวเซินอี้หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยแต่ก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว “แม่นางหลิน พวกเราไปด้วยกันเถิด”
ดูไปแล้วเหมือนกับบุรุษผู้โง่งมที่ต้องการอยู่กับหญิงอันเป็นที่รักก็ไม่ปาน
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยท่าทีสงบนิ่ง“หลานเอ๋อร์เดินมาทั้งวัน เท้าพองหมดแล้ว เสี่ยวโจวเอ๋ย เจ้าเป็นบุรุษควรรับผิดชอบให้มากหน่อย”
“ขอรับ” โจวเซินอี้ลุกขึ้นยืนแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “คนอื่นไปทางไหนกันหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นมือออกไปชี้ทางให้เขา
โจวเซินอี้พยักหน้าเล็กน้อยเขากวาดตามองหลินเฉิงคุนที่นอนหลับเหมือนหมูตายกับหลินเสวี่ยหลานที่นั่งเฉยๆ
เมื่อเขาหมุนตัวรอยยิ้มบนใบหน้าก็จางหายไป
ช่างเป็นครอบครัวที่ไร้ยางอายสิ้นดีกินอาหารที่แลกมาด้วยเงินของเขา แต่ไม่กล่าวขอบคุณสักคำ ทั้งยังให้เขาออกไปหาอาหารคอยปรนนิบัติรับใช้พวกเขาทั้งครอบครัวอีก!
ดวงตาของโจวเซินอี้เผยความโหดเหี้ยมร่างกายผอมบางเดินเข้าไปในพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามคนที่ออกไปเก็บเห็ดก็ทยอยกลับมา หลายคนที่เป็นผู้นำกลุ่มสีหน้าไม่ค่อยดีนัก พวกเขาบ่นกระปอดประแปดไปตลอดทาง
“โชคร้ายเสียจริง เหตุใดนางคนนั้นถึงต้องตามพวกเราไปด้วย? ตนเองเก็บเองไม่ได้ก็ไปขโมยของคนอื่น สันดานไม่เปลี่ยน!”
“ใช่แล้ว นางอ้างว่ามีลูกต้องเลี้ยงดู แล้วพวกเราไม่มีหรืออย่างไร? จริงอยู่ที่นางน่าสงสารที่สุด แต่ทุกคนจำเป็นต้องยอมให้นางหรือ?”
“แค่เก็บเห็ดยังต้องระวังคนมาขโมย คิดว่าพวกเราจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้จริงๆน่ะหรือ!”
ไม่ต้องเอ่ยชื่อหลินเสวี่ยจู๋ก็รู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงผู้ใด นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินก่อนจะหันหน้าหนีเงียบๆ
ครู่ต่อมาเหวินซิ่วชิงกับลู่ซื่อก็กลับมาพวกนางหิ้วตะกร้าที่เต็มไปด้วยเห็ดมาถึงสองตะกร้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
“ลูกสาว ดูสิว่าแม่กับน้าของเจ้าเก่งกาจหรือไม่?” เหวินซิ่วชิงวางตะกร้าลงบนพื้นอย่างภาคภูมิใจก่อนจะยิ้มจนดวงตาหยีโค้ง
หลินเสวี่ยจู๋ยกนิ้วโป้งอย่างให้ความร่วมมือแล้วเอ่ยปากชม “เก่งกาจยิ่งนักเจ้าค่ะ”
นางไม่ได้พูดอย่างขอไปทีแต่พูดออกมาจากใจจริง
ก่อนที่จะถูกเนรเทศไม่ว่าจะเป็นมารดาของนางหรือว่าลู่ซื่อต่างก็เป็นสตรีชนชั้นสูงที่เคยชินกับการถูกปรนนิบัติรับใช้ไม่จำเป็นต้องซักผ้าเอง แต่ตอนนี้เวลาผ่านไปไม่นาน ทั้งสองคนก็ได้เรียนรู้ทักษะมากมายทั้งยังลงมือทำงานโดยไม่เกี่ยงงอนเลยแม้แต่น้อย
นับว่ายอดเยี่ยมมากจริงๆ
ลู่ซื่อเอ่ย“โชคดีที่ครอบครัวเรามีชื่อเสียง เหล่าสตรีที่แยกแยะเห็ดเป็นจึงรีบสอนข้ากับมารดาเจ้าก่อนเพียงแต่พวกเราก็เพิ่งจะเรียนรู้ ต้องให้เจินเหนียงตรวจสอบอีกที ขอเพียงอย่ากินเข้าไปแล้วเกิดปัญหาก็พอ”
“เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวตอนที่ล้างเห็ดก็ให้เจินเหนียงช่วยตรวจสอบอีกทีนะเจ้าคะ”หลินเสวี่ยจู๋ตอบ
ตอนนั้นเองเหยียนต้าก็เดินเข้ามาในมือถือแท่งไม้ไผ่ที่มัดรวมกันไว้
“คุณหนูเสวี่ยจู๋ พวกเราทำแคร่เสร็จแล้วขอรับ ท่านอยากให้ติดบนรถม้าคันไหนก่อน?”
หลินเสวี่ยจู๋ชี้ไปที่รถม้าของบรรดาญาติผู้หญิง“คันนั้นก่อนเจ้าค่ะ ติดเสร็จแล้วทุกคนจะได้ทำงานสะดวก”
พูดจบนางก็ลุกขึ้นเดินไปที่รถม้าแล้วเรียกพวกแม่นมหม่าลงมา
แม่นมหม่าจึงพาชุ่ยเอ๋อร์กับกู้เจินเหนียงไปจัดการกับเห็ด
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋พาเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูไปจัดข้าวของบนรถม้าทั้งสองคันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางของส่วนใหญ่จึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนวางไว้บนรถม้าคนละคัน
หลังจากจัดของเสร็จเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูก็เริ่มติดแคร่
เวลานี้เองก็มีเสียงร้องไห้ของสตรีดังแว่วมาจากไกลๆ
หลินเสวี่ยจู๋หันหน้าไปมองเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็คิ้วกระตุก
ไอ๊หยาคนคุ้นเคยนี่นา
ตอนที่ชายหนุ่มผู้นั้นกินเห็ดพิษเข้าไปก็ระบายโทสะกับภรรยาของตนเองนางยังเคยลงมือสั่งสอนไปแล้วรอบหนึ่ง
ตอนนี้นางได้ยินเสียงชายหนุ่มผู้นั้นด่าทอ“สตรีน่าตาย พอเห็นเห็ดก็ไม่เก็บมาเยอะๆ ยังมีหน้าไปบอกคนอื่นอีก ดูเจ้าสิคนอื่นเก็บได้ตั้งหลายตะกร้า แต่เจ้ากลับเก็บมาได้น้อยนิด ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง!”
ขณะที่ด่าก็ยื่นมือออกไปผลักภรรยาของตนเองด้วย
สตรีผู้หนึ่งทนดูต่อไปไม่ได้จึงเอ่ยปาก“พี่สะใภ้หลิวจิตใจดี พวกเราทุกคนต่างก็จดจำน้ำใจของนางเอาไว้ ครอบครัวเจ้าเก็บเห็ดได้น้อย ทว่าข้าเก็บได้มาก ย่อมแบ่งให้พวกเจ้าได้พวกเจ้าสองคนไม่เห็นต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องแค่นี้เลย”
พูดจบก็หยิบเห็ดกำใหญ่จากตะกร้าของครอบครัวตนเองใส่ลงไปในตะกร้าของพี่สะใภ้หลิวต่อมาสตรีอีกหลายคนก็พากันนำเห็ดของครอบครัวตนเองไปมอบให้พี่สะใภ้หลิว
สามีของพี่สะใภ้หลิวเห็นดังนั้นจึงเงียบปากลง
เมื่อเห็นว่าสามีของตนหยุดโวยวายแล้วพี่สะใภ้หลิวจึงเช็ดน้ำตาแล้วไปทำงานกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม
ส่วนสามีของนางก็เอนหลังพิงต้นไม้พลางเคี้ยวหญ้าด้วยท่าทางไม่เอาอ่าว
หลินเสวี่ยจู๋เงยหน้ามองท้องฟ้าแววตาเจือความเศร้าโศก
น่าเสียดายที่สตรีส่วนใหญ่ในยุคนี้ยังไม่อาจทำใจให้เลิกพึ่งพาบุรุษได้
น่าสงสารแต่นางกลับจนปัญญาที่จะช่วยเหลือ
.............................