ปังๆๆๆๆ!!!! เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วทุ่งโล่งแห่งหนึ่งนอกเมืองเวสต์มินตัน ประเทศเบอร์แฮม
ที่มุมหนึ่งของทุ่งกว้างมีชายสองคนยืนอยู่ด้วยกัน ครูซ เบเกอร์ เด็กหนุ่มอายุสิบแปดปี ผมสีน้ำตาลทองบนศีรษะของเด็กหนุ่มพริ้วไปกับสายลม ดวงตาสีฟ้าสดใสแต่ไร้ประกายกำลังจ้องมองไปยังเป้าปืนด้านหน้า ร่างกายที่สมส่วนดูแข็งแรงเหมือนนักกีฬาอยู่ในท่ายิงปืนที่ถูกต้องตามหลักการทุกกระเบียดนิ้ว ปืนพกCZ75B สีเงินขนาด9ม.ม.ในมือของเด็กหนุ่มยังมีควันจางๆ ลอยออกมาจากปลายกระบอกปืน สีหน้าที่เฉยชาของเขาบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาไม่ได้ดีใจกับผลลัพธ์ที่ออกมาสักเท่าไร
"เฮ้ๆ ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิ ระยะห้าสิบเมตรยิงเข้าตรงกลางเป้าทุกนัดนี่มันสุดยอดเลยนะ สมัยพ่ออายุเท่าแกยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย" อีธาน เบเกอร์ ผู้เป็พ่อพูดขึ้นหลังจากเห็นสีหน้าของลูกชาย ร่างกายที่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามถึงแม้ว่าอายุจะปาเข้าไปสี่สิบแปดปีแล้วก็ตามอยู่ในท่ายืนกอดอกดูน่าเกรงขาม เป็เพราะอาชีพทหารประจำหน่วยรบพิเศษของเขาเลยทำให้ต้องฟิตร่างกายอยู่เป็ประจำ "เป็วัยรุ่นก็ต้องรู้จักยินดีแล้วก็สนุกกับชีวิตซะบ้างสิ" ประโยคที่พ่อมักจะพูดออกมาทุกครั้งที่เห็นสีหน้าซังกะตายของเขา สมัยก่อนครูซเคยนับเล่นๆ ว่าพ่อพูดประโยคนี้ออกมาบ่อยแค่ไหนจนถึงตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าพ่อพูดแบบนี้กับเขาเป็ครั้งที่เท่าไรแล้ว
ครูซถอนหายใจพร้อมกับค่อยๆ ลดปืนลง ที่จริงสมัยก่อนเขาก็มีชีวิตเหมือนกับเด็กปกติทั่วไป กิจกรรมครอบครัวคือการออกไปกินข้าวพร้อมหน้ากันนอกบ้านและเล่นโบว์ลิ่ง หรือออกไปดูหนังและจบด้วยการกินไอศครีมที่ร้านแมรี่ แต่หลังจากที่เสียแม่ไปบางอย่างในชีวิตเขาก็เริ่มเปลี่ยน เขาต้องตื่นแต่เช้าทุกวันเพื่อออกกำลังกาย เมื่อมีเวลาพ่อมักจะพาเขามาฝึกยิงปืน การต่อสู้ด้วยมือเปล่าและการใช้มีด ตามแบบที่ทหารในกองทัพฝึกกัน
เขายังจำวันนั้นได้ดี วันที่เขาออกไปซื้อของกับแม่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต วันนั้นเขาควรจะได้กลับบ้านไปกินมื้อเย็นของโปรดฝีมือแม่ที่บ้าน แต่กลับมีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นตรงเข้ามา ในมือขวาของเขากำมีดไว้แน่น ตำรวจร่างอ้วนฉุในชุดเครื่องแบบรัดติ้วที่วิ่งตามหลังมาพยายามะโบอกให้พวกเขาหลบไปด้วยน้ำเสียงหอบหนัก ชายคนนั้นพุ่งมาหาครูซในวัยเจ็ดขวบหมายจะจับเขาเป็ตัวประกัน แต่แม่ของเขาเอาตัวเข้ามาขวางไว้ทำให้โดนแทงเข้าที่ท้อง แม่ของเขาพยายามจับแขนคนร้ายไว้ไม่ให้หนีเลยโดนแทงซ้ำอีกทีนึงก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ่เวลานั้นเขาได้แต่โทษตัวเองว่าเป็สาเหตุที่ทำให้แม่ตาย ถ้าวันนั้นเขานั่งดูการ์ตูนสพันจ์บ็อบอยู่ที่บ้านแม่ก็คงไม่ต้องปกป้องเขาจนโดนแทง ความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตเขาได้หายไปตลอดกาลพร้อมกับประกายในดวงตาเหลือทิ้งไว้เพียงความเศร้าและหม่นหมอง
ถึงแม้ว่าเขาจะฝึกการต่อสู้แบบต่างๆ มาแต่เขาก็ไม่เคยเอาไปใช้รังแกคนอื่นหรือเอาไปเบ่งกับใครเลย เพราะเขาเป็พวกไม่ชอบใช้ความรุนแรง การแก้ไข้ปัญหาด้วยกำลังมีแต่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนไปด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งเลยอัดเด็กคนนั้นจนหมอบ สุดท้ายดันเป็เขาที่โดนพักการเรียน เลี่ยงได้ก็เลี่ยง นั่นคือคติประจำใจของเขา การต่อยอันธพาลที่ไม่เป็มวยจะต่างอะไรกับการรังแกคนไม่มีทางสู้ เขาไม่เคยชอบการฝึกของพ่อเลย เขาอยากให้พ่อสอนอะไรที่เหมือนกับพ่อลูกปกติทั่วไปมากกว่า พ่อเขาไม่เคยสอนงานไม้แต่สอนวิธียิงปืนแทบทุกชนิด พ่อไม่เคยสอนเขาขว้างบอลแต่สอนวิธีปามีด เล็งต่อยจุดตายของศัตรูคือสิ่งที่พ่อสอนแทนการนั่งอธิบายการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ ถึงใครต่อใครที่พ่อรู้จักจะบอกว่าเขาเป็เด็กที่มีพร์ทางด้านนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขายินดีกับมันเลยสักนิด แต่แม้จะไม่ชอบแค่ไหนเขาก็ไม่เคยขัดคำสั่งของพ่อเลยสักครั้ง เขารู้ว่าที่พ่อบังคับให้ฝึกแบบนี้เพราะว่าพ่อรักและเป็ห่วงเขา พ่อแค่มีวิธีแสดงออกในแบบของตัวเอง
"พ่อวันนี้เราไม่ฝึกมีดได้ไหม นี่ก็เย็นมากแล้ว ผมอยากกลับบ้านไปกินข้าว" ครูซหันไปพูดกับพ่อหลังจากเช็คความเรียบร้อยของปืนแล้วว่าไม่มีะุค้างอยู่ในรังเพลิง อีธานหันไปทำท่าเหมือนจะดุก่อนที่สายตาจะเปลี่ยนเป็มองลูกชายด้วยความอ่อนโยน "เอาแบบนั้นก็ได้ แต่คราวหน้าต้องเพิ่มเวลาฝึกนะ" ครูซพยักหน้ารับแล้วทั้งสองคนก็ช่วยกันเก็บปืนและกล่องะุกลับไปที่รถ
ภายในรถSUVสีดำที่กำลังขับเข้าเมือง อีธานชำเลืองมองลูกชายตัวเองเป็ครั้งที่สามก่อนจะตัดสินใจถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง "ลูกมีปัญหาอะไรที่โรงเรียนรึเปล่า? " แม้ภายนอกจะดูเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป แต่อีธานรู้ดีว่าั้แ่เสียแม่ไปลูกชายเขาก็กลายเป็คนที่ปิดกั้นตัวเองจนเข้ากับคนอื่นยาก ทำให้บ่อยครั้งครูซมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียน โดนรังแกมาก็ไม่เคยสู้กลับ ถ้าอาจารย์ที่โรงเรียนไม่พูดให้ฟังในวันประชุมผู้ปกครองเขาก็คงไม่รู้
"ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่่นี้การบ้านเยอะเลยเหนื่อยๆ แค่นั้นเอง" ครูซตอบขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดินบนทุ่งโล่งข้างทางย้อมท้องฟ้าจนกลายเป็สีแดง หมู่เมฒคล้อยลอยผ่านฝูงนกที่พากันบินกลับรัง ช่างเป็ทิวทัศน์ยามเย็นที่สวยงาม แต่เขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ บางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
'ข่าวต่อไป เมื่อ่สายของวันนี้เกิดเหตุรถขนส่งนักโทษพลิกคว่ำบนถนนสายแปด ทำให้มีนักโทษจำนวนห้าคนหลบหนีไปได้ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตามจับ ทางสำนักงานตำรวจออกมาประกาศเตือนภัยและขอความร่วมมือให้ชาวเมืองเวสต์มินตันอย่าออกมานอกพื้นที่อาศัยในยามวิกาล หากพบเห็นผู้ต้องสงสัยสามารถโทรแจ้งทางเ้าหน้าที่หรือสายด่วนพิเศษ 176-XXXX-XXXX..........' ข่าวจากในวิทยุที่เปิดอยู่ในรถดังขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็่รายการเพลงร็อกยุค90's
"หืม นักโทษหลบหนีหรอ ทำไมข่าวออกมาช้าแบบนี้ งานนี้คุณแอนเดอร์สัน คงต้องทำงานหัวหมุนแน่ จะว่าไปพูดถึงบ้านแอนเดอร์สัน ลูกได้เจอกับอลิสบ้างไหม" อีธานพูดขึ้นหลังจากที่ฟังข่าวไป
"ไม่ได้เจอเลย"ครูซตอบขณะยังคงทอดอารมณ์ออกไปด้านนอก
"แกนี่ล่ะก็ หัดเข้าสังคมซะบ้างสิ บ้านอยู่ใกล้กันแท้ๆ เรียนก็ที่เดียวกัน"
ตามจริงแล้วครูซก็อยากจะเถียงออกมา สาวฮอทประจะโรงเรียนคงไม่มีเวลามาสุงสิงกับเด็กเฉื่อยชาแสนธรรมดาแบบเขาหรอก หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่มีการพูดคุยกันอีกเลยจนกระทั่งกลับถึงบ้าน
รถSUVสีดำถอยเข้าไปจอดในโรงรถข้างตัวบ้าน บ้านของครูซเป็บ้านสองชั้นสีขาวสไตล์คราฟท์แมน มีมุมด้านหน้ากว้างและหลังคาต่ำเป็เอกลักษณ์ภายนอกอาจจะดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้วบ้านหลังนี้ถูกต่อเติมระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงตามความชอบส่วนตัวสุดพิลึกของพ่อเขาไม่ว่าจะเป็กล้องวงจรปิดรอบบ้าน หน้าต่างกันะุ แผ่นเหล็กหนาสองนิ้วที่สามารถดึงลงมาปิดประตูหน้าต่างได้ เขาเคยถามพ่อว่าทำไมต้องติดตั้งของพวกนี้จะมีใครเอาอาวุธมาถล่มบ้านเราหรอ พ่อเขาก็ยิ้มแล้วตอบเพียงว่ากันไว้ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่
ครูซเดินมาทิ้งตัวลงนั่งเอนหลังบนโซฟาภายในห้องนั่งเล่นอย่างเหนื่อยอ่อน ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่ได้ฝึกการใช้มีดแต่ตารางการฝึกของพ่อเขาก็โหดแสนโหดเล่นเอาเขาหมดแรงไปเลย ถึงจะง่วงแค่ไหนแต่ท้องที่หิวบวกเข้ากับกลิ่นเหงื่อบนร่างทำให้เขาหลับไม่ลง
บรึ้ม! บรึ้ม! บรึ้ม!! เสียงริงโทนสุดประหลาดจากโทรศัพท์มือถือพ่อของเขาดังขึ้น ถ้าเป็สมัยก่อนเขาคงสดุ้งตกโซฟาไปแล้ว
"ครับ อีธานพูดครับ ตอนนี้หรอครับ ได้ครับผมจะรีบไปให้เร็วที่สุด" เสียงพ่อเขาคุยกับใครบางคนดังมาจากในครัว ดูเหมือนจะถูกเรียกตัวไปทำงานกะทันหันเหมือนทุกที
"ดูเหมือนวันนี้พ่อคงไม่ได้อยู่กินข้าวด้วยแล้ว ถ้าไม่อยากทำอาหารก็ไปเอา MRE* (Meal ready to eat อาหารสนามพร้อมทานของทหาร) มากินไปก่อนนะ ตอนนี้คงโทรสั่งอะไรมากินไม่ได้หรอก" อีธานพูดขึ้นขณะเดินออกมาจากในครัวพร้อมกับกุญแจรถที่เพิ่งเก็บไป
"เกิดอะไรขึ้นครับ" ครูซลุกขึ้นถามด้วยสีหน้าสงสัย
"เกิดการจลาจลขึ้นในเมืองน่ะ ดูเหมือนลำพังแค่พวกตำรวจจะคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่แล้ว เขาเลยอยากได้กำลังทหารเข้าไปช่วยเสริม แกอยู่นี่ก็ปิดบ้านเช็คดูหน้าต่างให้ดีๆ บ้านเราอยู่แถวชานเมืองการจลาจลคงไม่ลุกลามมาถึงนี่หรอก"
"ระวังตัวด้วยนะพ่อ" ครูซบอกด้วยสีหน้าเป็ห่วง ถึงขนาดกำลังตำรวจทั้งเมืองยังเอาไม่อยู่คงไม่ใช่เื่เล่นๆ แล้ว อีธานพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกจากบ้านไป ภาพของพ่อที่เดินผ่านประตูมันทำให้ความรู้สึกสังหรณ์ใจของเขากลับมาอีกครั้ง ครูซอยากจะวิ่งออกไปเรียกและขอให้พ่อเขาอย่าไปเลยแต่ก็ทำไม่ได้ เขารู้ดีว่าพ่อของเขายึดมั่นในหน้าที่ของตัวเองมากกว่าอะไร เสียงรถที่ขับออกไปทำให้ครูซรู้ว่าเขาหมดโอกาสแล้ว
เขาค่อยๆ นั่งลงบนโซฟาเหมือนเดิมได้แต่บอกตัวเองว่าเขาคงแค่รู้สึกไปเอง อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ พอคนพวกนั้นอารมณ์เย็นลงหรือมีการเจรจาที่หาข้อยุติได้สถานการณ์คงสงบ พอคิดได้แบบนั้นครูซจึงเปิดทีวีไว้แล้วลุกไปหาอะไรกินในครัว ซองอาหารMREสีน้ำตาลถูกหยิบออกมาจากชั้นในตู้เก็บของ ภายในซองประกอบไปด้วยพาสต้าเนื้อสับที่มาพร้อมถุงอุ่นอาหาร ขนมปังแห้งๆ สองแผ่น เนยถั่ว แยมสตอเบอรี่ แครกเกอร์ไส้สับปะรด ลูกเกด ผงโกโก้ และน้ำผลไม้แบบชงดื่ม ครูซฉีกถุงอุ่นอาหารแล้วเทน้ำลงไป เขานำมันไปวางแนบไว้กับถุงพาสต้า ระหว่างรอเขาก็เอาเนยถั่วและแยมสตอเบอรี่ทาขนมปังอย่างละแผ่นพร้อมโรยหน้าด้วยลูกเกดเล็กน้อยก่อนจะเอามาประกบเข้าด้วยกัน เครื่องดื่มเขาเลือกที่จะชงน้ำผลไม้ดื่มแทนโกโก้ เมื่อทุกอย่างพร้อมครูซก็ลงมือกินอาหารเย็นแสนง่ายอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้รีบไปอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำเสร็จครูซเลือกแต่งตัวสบายๆ ด้วยเสื้อยืดรัดรูปสีขาวกับกางเกงวอร์มขายาวสีดำ ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กสีขาวถูกพาดไว้บนไหล่ขณะกำลังเดินลงมาที่ห้องนั่งเล่น ครูซยืนนิ่งมองดูทีวีที่เปิดทิ้งไว้ ผู้ประกาศข่าวภาคสนามสาวสวยประจำช่องเก้ากำลังรายงานสถานการณ์สดในพื้นที่ ภายในเมืองเกิดความวุ่นวายอย่างหนัก มีรถพลิกคว่ำหลายคัน ไฟไหม้ตึกรามบ้านช่องย้อมพื้นที่แถวนั้นเป็สีแดงเพลิงไปทั่ว ควันไฟลอยท่วมจนบดบังท้องฟ้า กล้องกำลังจับภาพไปที่เ้าหน้าที่หลายนายที่ใส่ชุดเกราะเต็มยศกำลังเรียงแถวกันตั้งกำแพงโล่เพื่อกันเหล่าผู้ก่อจลาจลให้ออกห่าง แต่นี่มันมีบางอย่างแปลกๆ เหล่าผู้ก่อเหตุพยายามโจมตีใส่เ้าหน้าที่ด้วยการะโใส่แล้ว'กัด' แต่ละคนล้วนดูดุร้ายป่าเถื่อนราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหิวโหย แต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือ ในกลุ่มผู้ก่อเหตุกลับมีคนที่แต่งชุดเหมือนเ้าหน้าที่ทหารตำรวจอยู่ด้วย เ้าหน้าที่บางคนต้องยิงะุยางใส่พวกเดียวกันเองเมื่อเพื่อนข้างๆ พยายามพุ่งเข้ามากัด
'นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย!! ' ครูซคิดในใจอย่างตกตะลึง เข้ารีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาพ่อด้วยความร้อนรน เื่ที่เขาสังหรณ์ใจอยู่มันคือเื่นี้เองหรอ! ขณะรอสาย สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ทีวีเพื่อวิเคราะห์หาเหตุผล เ้าหน้าที่เริ่มคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่ ะุยางและแก๊สน้ำตาก็ใช้ไม่ได้ผล มีเ้าหน้าที่หลายคนาเ็และเสียชีวิตจนต้องมีคำสั่งให้ใช้ความรุนแรงยุติสถานการณ์ ปืนที่บรรจุะุจริงไว้ถูกนำออกมาใช้ ทำให้ครูซได้เห็นเหตุการณ์ที่ประหลาดที่สุดในชีวิตั้แ่เขาเกิดมา ทีวีตรงหน้ากำลังฉายภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่พุ่งเข้าหากลุ่มเ้าหน้าที่ ก่อนจะถูกปืนพกขนาด9ม.ม. ยิงเข้ากลางอกจนล้มหงายหลัง แต่มันยังไม่จบแค่นั้น หญิงสาวคนนั้นดีดตัวลุกขึ้นมาแทบจะในทันทีและกระโจนเข้าไปกัดคอเ้าหน้าที่คนหนึ่ง เธอใช้ฟันฉีกกระชากเนื้อข้างลำคอของเ้าหน้าที่คนนั้นจนเืสีแดงสดกระจายออกมาเป็ฝอย
ครูซยืนนิ่งตัวแข็งค้าง เหงื่อเย็นเยียบไหลจากขมับลงมาที่หางตา ครูซสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญเื่ปืนคนนึงเลย วีถีะุเมื่อกี้เขามองไม่พลาดแน่ มันพุ่งเข้ากลางอกอย่างจัง เืที่พุ่งออกมาเป็หลักฐานได้อย่าดีว่าะุเข้าเป้า ถึงแม้จะไม่ตัดขั้วหัวใจจนตายในทันที แต่ไม่มีทางลุกขึ้นมาได้อีกแน่นอน
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!! เธอคนนั้นลุกขึ้นทันทีแถมยังทำร้ายเ้าหน้าที่ได้อีก เื่แบบนี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
พรึ่บ! เสียงไฟดับดังขึ้น ครูซ ยังคงยืนนิ่งอยู่ในความมืด ภายในหัวกำลังพยายามหาเหตุผลอธิบายสิ่งที่ตัวเองได้เห็นเมื่อสักครู่
ตรู๊ดดดดดด~ เสียงสัญญาณขาดไปจากโทรศัพท์ที่แนบไว้ข้างหูเรียกสติของครูซให้กลับมา เด็กหนุ่มพลิกหน้าจอโทรศัพท์มือถือกลับมาดูจึงเห็นว่าตอนนี้มันไม่มีสัญญาณแล้ว จากนั้นจึงหันไปมองรอบๆ
"ไฟไม่ติดหรอ? สงสัยพ่อคงไม่ได้เปิดเครื่องปั่นไฟไว้" เป็เื่ธรรมดาที่บ้านที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบครูซจะมีระบบไฟสำรองไว้ใช้งาน แต่การที่ไฟดับไปเลยแบบนี้น่าจะเป็เพราะ พ่อของเขาลืมเปิดเครื่องปั่นไฟสำรองไว้หลังจากซ่อมมันเสร็จเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ครูซโยนโทรศัพท์ที่ตอนนี้หมดประโยชน์ไปแล้วลงบนโซฟาก่อนจะทำหน้าเครียด ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น? เื่ที่เห็นเมื่อกี้คืออะไร? ฆ่าไม่ตาย? พ่อจะเป็อะไรไหม? คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของเด็กหนุ่ม ถึงจะรู้ว่าพ่อของเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้แต่ก็อดเป็ห่วงไม่ได้อยู่ดี
"ตอนนี้คงต้องหาทางเปิดไฟก่อน เราต้องติดตามสถานการณ์ต่อ ถ้ามีเื่อะไรจะได้รับมือได้ทัน แล้วค่อยหาทางติดต่อพ่ออีกทีนึง" ครูซบอกกับตัวเองก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างบ้าน บรรยากาศด้านนอกมืดสนิท บ้านละแวกนี้ไฟดับหมดราวกับไม่มีใครอยู่ แม้แต่ไฟข้างทางก็ไม่ติดสักดวง ตอนนี้มีเพียงแสงสลัวๆ ของดวงจันทร์เท่านั้นที่คอยให้ความสว่าง เมื่อเห็นด้านนอกเงียบสงบครูซจึงกล้าออกจากบ้านเพื่อไปเปิดเครื่องปั่นไฟในโรงรถ
ขณะกำลังเดินไปที่โรงรถ เด็กหนุ่มก็สังเกตุเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ที่หน้าบ้านข้างๆ ฝั่งทางขวาติดกับโรงรถ ครูซค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้จนอยู่ห่างกันเพียงสามเมตร จึงเห็นว่าเป็ผู้หญิงผมสีดอกเลาคนหนึ่ง กำลังยืนเหม่อมองท้องฟ้าหันหลังให้เขา เขาจำชุดกระโปรงลายดอกไม้ที่สวมอยู่บนร่างเล็กๆ นั้นได้ดี คุณยายลาน่า คุณยายใจดีที่อาศัยอยู่ที่บ้านข้างๆ เธอมักจะทำพายแสนอร่อยมาให้พ่อกับเขากินอยู่เสมอ เพื่อตอบแทนที่พ่อช่วยซ่อมนู่นซ่อมนี่ให้ แต่วันนี้เธอดูแปลกไป ทุกทีเธอจะมีไม้เท้าหรือไม่ก็รถเข็นประจำตัวอยู่เสมอ ด้วยวัยแปดสิบปีบวกกับหลังที่ค่อม ทำให้เธอเดินไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก แต่วันนี้เธอกลับออกมาอยู่ข้างนอกโดยไม่มีตัวช่วย แถมยังยืนหลังตรงดูแข็งแรงอีกต่างหาก
ฮืออออ เสียงครางด้วยน้ำเสียงแหบๆ ของคุณยายลาน่าลอยมากับสายลมทำเอาครูซเสียวสันหลังวาบ แต่จะทิ้งให้เธอยืนอยู่ตรงนี้ก็รู้สึกไม่ถูกต้องนัก ถ้าเธอเกิดเป็อะไปไรพ่อคงเอาเขาตายแน่
"คุณยายลาน่าครับ เป็อะไรรึเปล่าครับ? " ครูซร้องทักขณะขยับเข้าไปใกล้
'ฮืออออ' ยังคงมีแต่เสียงครางประหลาดที่ตอบกลับมา
"ออกมายืนทำอะไรตรงนี้ครับ ข้างนอกมันอันตรายกลับเข้าไปข้างในเถอะครับ"ครูซพยายามเอ่ยเตือนพร้อมกับยืนมือออกไปเพื่อจะช่วยประคอง แต่ก่อนที่มือของครูซจะััถูกตัวเธอ คุณยายลาน่าก็หันควับมาหาเขา เล่นเอาเด็กหนุ่มสดุ้งสุดตัวเผลอถอยหลังไปหลายก้าว
แฮ่!! คุณยายลาน่าอ้าปากกว้างส่งเสียงร้องจนฟันปลอมในปากร่วงลงพื้น ั์ตาสีขาวขุ่นไร้แววจ้องมองเขาราวกับจะกัดกินทุกส่วนของร่างกาย เืสดๆ ที่เปื้อนอยู่รอบปากและบนชุดกระโปรงทำเอาเด็กหนุ่มหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อครูซมองไปที่พื้นด้านหลังเธอหัวใจของเขาก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลิชชี่ สุนัขจรจัดที่คุณยายชอบให้อาหารอยู่เป็ประจำ ตอนนี้นอนหมดลมหายใจไปแล้ว บริเวณ่ท้องถูกฉีกกระชากจนเปิดออก เครื่องในถูกควักออกมากองอยู่บนพื้น แทบทุกชิ้นมีร่องรอยถูกกัดกินไปบางส่วน เืภายในร่างไหลออกมาเป็ทางยาว ภาพที่เห็นทำเอาเขาแทบอาเจียน!
"ค คะ คุณยายลาน่า" ครูซเรียกชื่อเธอพร้อมกับค่อยๆ ถ่อยออกห่าง แต่สายไปเสียแล้ว
แฮ่!!! คุณยายลาน่ากระโจนมาข้างหน้าสุดแรงพร้อมแขนสองข้างที่ยื่นออกมา ท่วงท่าราวกับสิงโตกระโจนขย้ำเหยื่อ
"เฮ้ยยย!!! " ครูซะโขึ้นสุดเสียงด้วยความใ แต่ด้วยความที่ฝึกการต่อสู้มาอย่างดีทำให้เด็กหนุ่มมีสติพอที่จะหลบได้ เขารีบพุ่งตัวออกไปด้านข้าง แต่จังหวะที่เขากำลังลุกขึ้นและหันไปมองทางด้านหลัง คุณยายลาน่าก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาแล้ว
"ว๊ากกก!! " ครูซร้องออกมาอย่างใสุดขีดไม่คิดว่าคนแก่อายุแปดสิบที่จะเดินยังลำบากจะว่องไวขนาดนี้
ครูซหงายหลังล้มลงโดยมีคุณยายลาน่านั่งคร่อมอยู่บนอก เขาใช้มือข้างขวาดันไว้ที่่คอส่วนข้างซ้ายยันไว้ที่อกพยายามสุดฤทธิ์ที่จะผลักเธอออกไปจากตัว แต่กลับทำไม่สำเร็จ! เขาไม่สามารถสู้แรงคนแก่ตัวเล็กๆ ได้เลย! ไม่มีเวลาให้เด็กหนุ่มคิดหาคำตอบ ใบหน้าของหญิงชราค่อยๆ กดลงมาใกล้หน้าของเด็กหนุ่มเรื่อยๆ อย่างไม่อาจขัดขืน
แฮ่!! เสียงครางสุดสยองอยู่ใกล้หน้าเขาจนแทบจะติดกัน น้ำลายที่ผสมปนกับเืของลิชชี่ ย้อยหยดลงบนหน้าเขา
แต่ก่อนที่ครูซจะหมดแรง ทันใดนั้นก็เกิดบางอย่างขึ้น
ฉึก!!!