“หากมิใช่เพราะได้พบกับข้า เกรงว่าเจ้าคงถูกผู้อื่นหลอกลวงไปนานแล้ว”เผยรุ่นจือหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ แล้วหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกมาข้างในยังมีทองคำอีกหลายก้อน
เย่ชิงชิงเททองคำทั้งหมดออกมานับได้สิบกว่าก้อน ทั้งเล็กและใหญ่ อดไม่ได้ที่จะถามว่า“นี่มันมีค่าเท่าไหร่กันแน่?”
ไม่แปลกที่นางจะไม่รู้ที่จริงแล้วนางไม่เคยสัมผัสทองคำมาก่อนยิ่งกว่านั้นทองคำและเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้มีน้ำหนักหรือขนาดที่เท่ากันนางคิดว่าเป็นเหรียญกระมัง แต่หยิบออกมาหนึ่งก้อนก็คือหนึ่งก้อน
เผยรุ่นจือจำต้องหยิบตาชั่งละเอียดสำหรับชั่งทองโดยเฉพาะออกมาเขาวางทองคำทั้งหมดลงบนตาชั่งให้นางดู “เด็กหรือผู้ใหญ่เราก็ไม่เคยโกงใคร”
เย่ชิงชิงจ้องเขม็งไปยังรอยขีดบนตาชั่งดูเหมือนจะเกินมาเล็กน้อย นางได้เปรียบหรือนี่?
เผยรุ่นจือยิ้มเหมือนกับว่ารู้ความคิดในใจของนางแล้วหยิบหมวกผ้าโปร่งที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา “เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งนี้ข้าจะยึดไว้”
“อ๊ะ?” เย่ชิงชิงตกตะลึงช่างเป็นชายขี้เหนียวคิดเล็กคิดน้อย ไม่ยอมให้นางได้เปรียบแม้แต่นิดเดียวจริงๆ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังดื่มชาเว่ยชิ่งก็กลับเข้ามา กล่าวว่าหัวหน้าผู้ดูแลจากโรงรับจำนำสกุลหลิ่วมาถึงแล้วเผยรุ่นจือก็โบกมือไล่ให้เขาออกไป โดยไม่มีท่าทีว่าจะส่งแขกออกไปแม้แต่น้อย
เมื่อน้ำค้างกุหลาบถูกส่งมอบไปหมดแล้วเย่ชิงชิงก็ไม่มีความตั้งใจที่จะอยู่นาน เกรงว่าจะถูกหว่านล้อมให้ทำอะไรอีกปล่อยให้เขาไปพบแขกคนอื่นๆ เถิด นางขอตัวก่อน
“เดี๋ยวก่อน” เผยรุ่นจือเรียกนางไว้ถือหมวกผ้าโปร่งมาสวมให้นางแล้วยิ้มบางๆ “หมวกคลุมหน้านี้เดิมทีเป็นของข้าแล้วแต่เห็นแดดนอกหน้าต่างแผดจ้านัก ข้าจึงให้เจ้า”
เย่ชิงชิงมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินเช่นนั้นได้...หมวกสานใบนี้วนกลับมาอยู่ในมือนางอีกครั้ง ถือว่าเขายังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง
…………
ในอีกหลายวันต่อมางานมงคลของสกุลเผยก็ยังดำเนินต่อไปตามปกติ ในฐานะผู้มั่งคั่งอันดับหนึ่งในท้องถิ่นการสมรสอันแข็งแกร่งกับสกุลเคอครั้งนี้ได้ยินว่าพิธีใหญ่โตตระการตาจนกล่าวขานไปทั่วเมืองสืออัน
คุณหนูสกุลเคอก่อนที่จะหมั้นหมายก็มักจะออกมาพบปะผู้คนอยู่บ่อยครั้งผู้คนจำนวนมากเคยได้ประจักษ์ถึงความงามสง่าของนางแล้ว ส่วนคุณชายใหญ่สกุลเผยแม้จะเก็บตัวอ่านหนังสือตลอดทั้งวัน ไม่ได้ออกไปข้างนอกเหมือนคุณชายเจ้าของห้างแต่ก็ไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียงผู้ใดก็มิอาจเทียบความสง่างามของบุรุษผู้นี้
ทั้งสองได้ครองรักกันได้รับคำอวยพรจากทุกคน ชายเก่งหญิงงาม คู่แท้ฟ้าประทาน และคำกล่าวดีๆอีกมากมายที่สามารถเอ่ยให้ฟังไปจนรุ่งสาง!
เย่ชิงชิงไม่ได้พบเคออิ๋งอิ๋งมานานแล้วก็ไม่รู้ว่านางตัดใจจากเผยรุ่นจือได้หรือยังโชคชะตาบางครั้งก็ช่างไร้ความเมตตาเหลือเกิน หญิงสาวมอบใจให้ไปแล้วแต่กลับมิอาจสมปรารถนาได้แต่งงานกับเขา มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังกลายเป็นน้องเขยของนางอยู่ในเรือนเดียวกัน เงยหน้าก็เห็น ก้มหน้าก็เจอ...คงยากที่จะทำใจลืมเลือน
สิ่งที่เย่ชิงชิงคาดไม่ถึงก็คือในงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ เผยฉางสี่ได้รับการทาบทามขอแต่งงานโดยมีคู่หมายคือคุณชายเล็กสกุลอี้ อี้เหวินฉวิน
คราวนี้สกุลเผยจะมีงานมงคลสองชั้นเมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นๆบรรดาลูกหลานของพวกเขาก็ถือว่าแต่งงานช้ากว่าคนส่วนใหญ่แล้วหลายคนอายุสิบสี่สิบห้าก็เริ่มมีครอบครัวแต่คุณชายใหญ่สกุลเผยอายุสิบแปดสิบเก้าแล้ว ด้วยความที่เขายังอยู่เผยฉางสี่จึงได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระอีกหนึ่งปี
ส่วนคุณชายเจ้าของห้างวัยสิบเจ็ดปีหลังจากนี้ก็คงกลายเป็น ‘ชายเลยวัยแต่งงาน’ ของสกุลเผยไปอีกคนกระมัง?
เดิมทีเผยเซ่าจือกล่าวว่าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนยังสอบขุนนางไม่ผ่าน จึงไม่อยากให้มีเรื่องอื่นมารบกวนจิตใจนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ล่าช้ามาหลายปีส่วนเผยรุ่นจือซึ่งเป็นพ่อค้าที่ออกหน้าอยู่ทุกวันนั้นเหตุผลที่เขาใช้ปฏิเสธการแต่งงานก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
สิ่งที่ทำให้เย่ชิงชิงยินดีก็คืออี้เหวินฉวินเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเผยฉางสี่อย่างแน่นอนทั้งสองเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ต่างฝ่ายต่างก็รู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดีแม้อี้เหวินฉวินจะเจ้าสำราญอยู่มาก แต่โดยเนื้อแท้แล้วเขากลับเป็นคนดีไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ และสามารถดูแลฉางสี่เป็นอย่างดีได้
“ช่วงนี้ฤกษ์งามยามดีเยอะเกินไปหรืออย่างไรนะ!เหตุใดใครต่อใครก็พากันแต่งงานไปเสียหมด!”
นางซูซึ่งเพิ่งกลับมาจากข้างนอกถอนหายใจเฮือกใหญ่ นั่งลงบนเก้าอี้แล้วกระดกน้ำชาลงคอ
เย่ชิงชิงนึกสงสัย“ท่านแม่เป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
นางซูโบกมือเรียกนาง“ชิงชิง เจ้าไปดูพี่ชายของเจ้าที่อยู่ในห้องหน่อยเถิดเขาเอาแต่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง”
อะไรนะ?เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองท้องฟ้า ยังเช้าอยู่เลยเหตุใดถึงกลับมาแล้วเล่า?
นางซูจึงเล่าเรื่องราวโดยคร่าวๆให้นางฟัง เดิมทีแม่นางทังที่หมู่บ้านอวี้หลัวพี่ชายและพี่สะใภ้ของนางได้หมั้นหมายนางให้กับสวีอิ่งหลง หลานชายห่างๆของนายท่านหวังซึ่งเป็นเจ้าของโรงเลี้ยงหมูรายใหญ่พี่สุ่นจื่อคนในหมู่บ้านเดียวกันนึกได้ว่าเย่จื้อเฟิงเคยสอบถามเรื่องราวของนางจึงมาบอกข่าวให้เขาที่น่าจะมีใจให้แก่นางอยู่บ้าง
ก็ยังดีที่พี่สุ่นจื่อบอกเขามิฉะนั้นเย่จื้อเฟิงซึ่งไม่ได้พบทังหว่านหรงมานานแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนรักของตนถูกทาบทามให้แต่งงานแล้วได้ข่าวว่าสินสอดทองหมั้นถูกยกเข้าไปเป็นกระบุงจนเต็มลานบ้านของสกุลทังทำให้พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางยินดีเป็นอย่างยิ่ง!
เพียงแต่สวีอิ่งหลงผู้นี้มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักว่ากันว่าเขามีความสามารถในการค้าขายอยู่บ้าง ด้วยความช่วยเหลือจากนายท่านหวังการค้าของเขาก็รุ่งเรืองดี ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือเขาเป็นคนเจ้าชู้
ที่บ้านยังไม่ได้แต่งภรรยาเอกแต่กลับซื้อสาวใช้สวยๆ มาหลายคน ไม่เพียงแค่นั้นเขายังเป็นลูกค้าประจำของโรงคณิกาและหอนางโลมอีกด้วย โดยมักจะอ้างอยู่เสมอว่า‘บุรุษมิเจ้าสำราญ คงเกิดมาเสียเปล่า’
เดิมทีเขาคิดจะแต่งงานกับหวังเจินเจินบุตรสาวของนายท่านหวัง ซึ่งเป็นญาติผู้น้องของเขาเองเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว และเพื่อให้การทำสิ่งต่างๆง่ายขึ้นด้วยเหตุนี้เขาจึงทำตัวเป็นเด็กดีอยู่ช่วงหนึ่งน่าเสียดายที่หวังเจินเจินไม่เคยชายตามองเขา นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเขากับนางไม่มีทางเป็นไปได้
บังเอิญสวีอิ่งหลงเองก็รู้สึกกินไม่ลงเช่นกันเมื่อเห็นหวังเจินเจินร่างใหญ่การทรมานตัวเองเพื่อทรัพย์สมบัติของนางช่างลำบากใจยิ่งนักดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นอันยุติลงไปเขายังคงใช้ชีวิตสำราญและมีสาวใช้มากมายเช่นเดิม